AAPICO Hitech PCL (BKK:AH)
13.30
+0.20 (1.53%)
Apr 30, 2026, 4:36 PM ICT
← View all transcripts
Earnings Call: Q3 2025
Nov 12, 2025
สวัสดีค่ะ
สวัสดีครับ
ยินดีต้อนรับนักลงทุน นักวิเคราะห์ และผู้ถือหุ้นทุกท่านค่ะ เข้าสู่การแถลงผลประกอบการของบริษัท AAPICO Hitech จำกัดมหาชน ประจำไตรมาสที่ 3 ของปีนี้ค่ะ วันนี้ดิฉันพจน์อารีย์ บุษราเทพกุลค่ะ มาพร้อมกับคุณเย็บซูชวนค่ะ CEO ของเราค่ะ สำหรับในวันนี้ค่ะ เราจะเริ่มจากข้อมูลทั่วไปของทางบริษัทค่ะ จะเห็นได้ว่าบริษัทของเราค่ะ ขณะนี้มีบริษัททั้งในและต่างประเทศค่ะ จำนวนรวม 54 บริษัททั่วโลกค่ะ โดยแบ่งเป็น 34 บริษัทในประเทศไทยค่ะ และอีก 20 บริษัทในต่างประเทศค่ะ และเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา เรามีการจัดตั้งบริษัทย่อยแห่งใหม่ในต่างประเทศ 1 แห่ง และบริษัทร่วมอีก 1 แห่งค่ะ โดยในส่วนของธุรกิจหลักของบริษัทค่ะ เรามี 3 ธุรกิจหลักด้วยกันค่ะ ได้แก่ ธุรกิจการผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ ซึ่งคิดเป็น 72% ของรายได้ของกลุ่มค่ะ ธุรกิจตัวแทนจำหน่ายรถยนต์และศูนย์บริการค่ะ คิดเป็น 28% ของรายได้ค่ะ และธุรกิจเทคโนโลยีการเชื่อมต่อและ IoT ค่ะ ปัจจุบันยังมีสัดส่วนค่อนข้างน้อยค่ะ โดยอยู่ที่ประมาณ 1% โดยบริษัทของเราค่ะ ได้รับการจัดอันดับ Credit Rating จาก Tris Rating A- ค่ะ รวมถึงเราได้รับการประเมิน CG Score ที่ระดับ 4 ดาวค่ะ และในปีนี้ เราได้รับคัดเลือกจากสถาบันไทยพัฒน์ให้เข้าอยู่ในกลุ่ม Universe ของหลักทรัพย์ ESG 100 ค่ะ รวมถึงเราได้รับการรับรองจาก CSR ค่ะ และปัจจุบันเรามี Market Cap อยู่ที่ประมาณ ฿4,500 ล้านค่ะ ในส่วนของฐานการดำเนินงานของเราค่ะ จะเห็นได้ว่าเรามีฐานการดำเนินงานในหลายประเทศทั่วโลกค่ะ ไม่ว่าจะเป็นประเทศไทย ประเทศจีน มาเลเซียค่ะ โปรตุเกส สหรัฐอเมริกา รวมถึงเรามีออฟฟิศที่สหราชอาณาจักร เยอรมัน ไต้หวัน และประเทศสิงคโปร์ค่ะ สำหรับสัดส่วนรายได้ตามภูมิประเทศ สำหรับช่วงระยะเวลา 9 เดือนของปีนี้ค่ะ จะเห็นได้ว่ารายได้ส่วนใหญ่ ยังคงมาจากประเทศไทยค่ะ โดยสำหรับประเทศไทยเอง มีสัดส่วนรายได้รวมค่ะ อยู่ที่ประมาณ 55% โดยจะเห็นว่าเป็นส่วนของ Auto Part อยู่ที่ประมาณ 45% ค่ะ และเป็นในส่วนของ Dealership ที่ 10% และธุรกิจอื่นๆ น้อยกว่า 1% และในส่วนของรายได้จากประเทศมาเลเซียเองค่ะ จะมีสัดส่วนรวมอยู่ที่ประมาณ 21% ค่ะ โดยแบ่งเป็น Auto Part ที่ 3% และ Dealership ค่ะ อยู่ที่ 18% และในส่วนของรายได้จากประเทศโปรตุเกสค่ะ อยู่ที่ 18% ซึ่งทำชิ้นส่วนยานยนต์เหมือนกันค่ะ และประเทศจีนค่ะ อยู่ที่ 6% จีนทำชิ้นส่วนยานยนต์เหมือนกันค่ะ โดยสำหรับ 9 เดือนแรกของปีนี้ค่ะ จะเห็นได้ว่ารายได้รวมของกลุ่ม ลดลงอยู่ที่ 4.8% ค่ะ ในขณะที่ยอดผลิตรถยนต์ในประเทศไทย ลดลงอยู่ที่ 4.6% ซึ่งหากเราพิจารณายอดขายตามแต่ละประเทศ จะเห็นได้ว่ายอดขายจากประเทศไทยของเรา ลดลงอยู่ที่ประมาณ 5.9% ค่ะ ซึ่งเป็นไปในทิศทางเดียวกันกับการลดลงของยอดผลิตรถยนต์ในประเทศไทยในช่วง 9 เดือนแรกค่ะ ที่ลดลงอยู่ที่ประมาณ 4.6% ในส่วนของประเทศมาเลเซียค่ะ จะเห็นได้ว่ายอดขาย ลดลงอยู่ที่ 9.2% โดยหลักๆ จะมาจากยอดขายของธุรกิจ Dealership ที่ขาย Honda ที่มียอดขายที่ลดลง ในส่วนของยอดขายจากประเทศจีนค่ะ จะเห็นได้ว่ามียอดขายที่ลดลงอยู่ที่ประมาณ 6.2% ค่ะ เนื่องมาจากการแข่งขันด้านราคาที่สูง แต่อย่างไรก็ตาม จะเห็นได้ว่าผลกระทบดังกล่าว จะได้รับการบรรเทาลงบางส่วนจากการเติบโตของรายได้ของบริษัทย่อยของเราในประเทศโปรตุเกสค่ะ ที่ยังคงเติบโตได้อยู่ที่ 3.3% ค่ะ ลำดับถัดไปค่ะ จะเป็นธุรกิจการผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ ซึ่งเป็นธุรกิจหลักของเราค่ะ จะเห็นได้ว่าเรามีโรงงานค่ะ ตั้งอยู่ในประเทศไทย ประเทศมาเลเซีย ประเทศโปรตุเกส และประเทศจีนค่ะ และในส่วนของลูกค้าของเราค่ะ จะเห็นได้ว่าเราผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ให้กับผู้ผลิตรถยนต์ค่ะ เกือบทุกราย โดยหลักๆ ค่ะ จะเห็นว่าลูกค้ารายใหญ่สุดของเรา จะเป็น Isuzu ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนรายได้อยู่ที่ 20% ค่ะ ซึ่งชิ้นส่วนหลักๆ ที่เราผลิตให้กับ Isuzu ค่ะ คือจะเป็นส่วนของ Chassis Frame ค่ะ หรือที่เราเรียกกันว่าโครงร่างของรถกระบะค่ะ รองลงมาจะเป็น DANA ค่ะ อยู่ที่ 8% AAT ที่ 6% ค่ะ และ Continental ที่ 5% และ AAM อยู่ที่ 5% ค่ะ สำหรับธุรกิจถัดไปค่ะ จะเป็นธุรกิจตัวแทนจำหน่ายรถยนต์และศูนย์บริการค่ะ ซึ่งมีสัดส่วนรายได้อยู่ที่ประมาณ 28% ค่ะ จะเห็นได้ว่าเรามีโชว์รูมค่ะ ตั้งอยู่ในประเทศไทย และประเทศมาเลเซียค่ะ จำนวนรวม 16 แห่งด้วยกัน โดยเรามีโชว์รูมอยู่ที่ประเทศไทย 10 แห่งค่ะ และที่มาเลเซีย มี 6 แห่ง โดยสำหรับประเทศไทยค่ะ เราจำหน่าย 2 แบรนด์ คือ Mitsubishi และ MG สำหรับประเทศมาเลเซีย เราจำหน่าย 2 แบรนด์เช่นกันค่ะ คือ Proton กับ Honda สำหรับช่วง 9 เดือนแรกค่ะ จะเห็นได้ว่าสัดส่วนของ Honda จะอยู่ที่ 36% ค่ะ ตามมาด้วย Mitsubishi ที่ 27% Proton อยู่ที่ 25% และ MG ค่ะ อยู่ที่ 12% ค่ะ สำหรับธุรกิจถัดไปค่ะ จะเป็นธุรกิจเทคโนโลยีการเชื่อมต่อและ IoT ค่ะ ซึ่งปัจจุบัน สัดส่วนรายได้ยังค่อนข้างน้อยอยู่ค่ะ โดยสำหรับสินค้าและบริการของเรา จะแบ่งออกเป็น 6 กลุ่มหลักด้วยกันค่ะ ลำดับแรกจะเป็น Power AI ค่ะ ตามมาด้วย Power Tracking ค่ะ และ Power Smart Power Mapping Power Fleet และสุดท้ายจะเป็น Power Business ค่ะ โดยรายได้ของเรา สำหรับช่วง 9 เดือนแรก จะมาจาก Power Map เป็นหลักค่ะ อยู่ที่ 52% และ Power Fleet ที่ 48% โดยในส่วนของกลุ่มลูกค้าของเรา จะได้แก่ Zino Thai ค่ะ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ Grab ASM Wingspan และ Honda รัฐไปรษณีย์ไทยเป็นต้นค่ะ สำหรับ Agenda ถัดไปค่ะ จะเป็นส่วนของผลประกอบการของเราค่ะ ในส่วนของผลประกอบการประจำไตรมาสที่ 3 ค่ะ 3 เดือน จะเห็นได้ว่ารายได้ของเรา รายได้รวม ลดลงอยู่ที่ 5.9% ค่ะ มาอยู่ที่ ฿6,222 ล้านค่ะ และในส่วนของรายได้จากการขายและบริการ ลดลงอยู่ที่ 6.3% ค่ะ เนื่องมาจากว่า แม้ว่ารายได้จากส่วนธุรกิจการผลิตชิ้นส่วนของเรา ยังทรงตัวค่ะ แต่รายได้ที่มาจากส่วนธุรกิจตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ ปรับตัวลดลงอยู่ที่ประมาณ 20% ค่ะ สำหรับในส่วนของกำไรขั้นต้นค่ะ จะเห็นได้ว่าในแง่ของจำนวนเงิน ปรับตัวลดลงเล็กน้อยที่ประมาณ 2% มาอยู่ที่ ฿573.2 ล้านค่ะ แต่อย่างไรก็ตาม หากเราดูในส่วนของ Gross Profit Margin ค่ะ จะเห็นได้ว่าปรับตัวดีขึ้นค่ะ จาก 8.8% มาอยู่ที่ 9.2% หรือคิดเป็น 0.4% ค่ะ ซึ่งเหตุผลหลัก จะมาจากสัดส่วนรายได้จากธุรกิจการผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ของเราค่ะ ที่มี Gross Profit Margin ที่สูงกว่าธุรกิจ Dealership ค่ะ มีสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นจากไตรมาสเดียวกันของปีที่แล้ว ที่ 69% เพิ่มมาอยู่ที่ 73% ในไตรมาสที่ 3 ของปีนี้ค่ะ สำหรับสัดส่วนของค่าใช้จ่ายในการขายและการบริหาร จะเห็นได้ว่า ในแง่จำนวนเงินค่ะ มีการปรับตัวลดลง 3.9% มาอยู่ที่ ฿425 ล้านค่ะ ในไตรมาสที่ 3 ของปีนี้ค่ะ และในส่วนของกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนค่ะ อยู่ที่ ฿0.4 ล้านค่ะ เมื่อเทียบกับผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนที่ ฿7.2 ล้านในไตรมาสเดียวกันของปีที่แล้วค่ะ สำหรับในส่วนของ Profit Sharing ค่ะ หรือส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในบริษัทร่วมและกิจการร่วมค้าค่ะ จะเห็นได้ว่าไตรมาสนี้ค่ะ มีจำนวนอยู่ที่ ฿47.2 ล้านค่ะ ซึ่งสาเหตุหลักของการลดลงของ Profit Sharing ค่ะ หลักๆ จะมาจากว่า กำไรจากทางบริษัทร่วมของเราแห่งหนึ่งค่ะ มีกำไรจากการจำหน่ายสินทรัพย์ที่เป็น Income ค่ะ ที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวในไตรมาสที่ 3 ของปีที่แล้วค่ะ คือเป็นรายการพิเศษ แต่ในไตรมาสนี้เองค่ะ บริษัทร่วมและบริษัทร่วมค้าของเราส่วนใหญ่ มีกำไรสุทธิที่ลดลง ซึ่งสอดคล้องกับยอดการผลิตรถยนต์ในประเทศไทยที่ปรับตัวลดลงในไตรมาสนี้ค่ะ สำหรับในส่วนของค่าใช้จ่าย ดอกเบี้ยและภาษีค่ะ จะเห็นได้ว่ามีจำนวนที่ลดลงอยู่ที่ประมาณ ฿13.6 ล้านค่ะ มาอยู่ที่จำนวน ฿73.8 ล้าน ซึ่งหลักๆ แล้วค่ะ ส่วนที่ลดลงคือ ค่าใช้จ่ายทางการเงินสุทธิของเราค่ะ ที่ปรับตัวลดลงที่ ฿12.8 ล้าน และในส่วนของค่าใช้จ่ายทางภาษีเองปรับตัวลดลงเล็กน้อยที่ประมาณ ฿0.8 ล้านค่ะ สำหรับกำไรสุทธิที่เป็นส่วนของผู้ถือหุ้นของเราค่ะ ในไตรมาสนี้ จะอยู่ที่ ฿211.6 ล้านค่ะ เมื่อเทียบกับ ฿204.8 ล้านในไตรมาสเดียวกันของปีที่แล้วค่ะ จะเห็นได้ว่า Net Profit Margin ของเรา ปรับตัวดีขึ้นค่ะ จาก 3.1% เป็น 3.4% แม้ว่ายอดขายของเราจะลดลงค่ะ แต่เราสามารถทำอัตรากำไรสุทธิให้ดีขึ้นได้ค่ะ สำหรับผลประกอบการ 9 เดือนค่ะ จะเห็นได้ว่ารายได้รวมของเรา ปรับตัวลดลงอยู่ที่ประมาณ 4.8% ค่ะ มาอยู่ที่ ฿19,681 ล้าน ซึ่งหลักๆ ค่ะ เราจะเห็นได้ว่ารายได้จากธุรกิจการผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ของเรา ลดลงเพียงแค่เล็กน้อยค่ะ อยู่ที่ประมาณ ใกล้ๆ 1% ค่ะ ในขณะที่ธุรกิจตัวแทนจำหน่ายรถยนต์และศูนย์บริการของเรา มียอดขายที่ลดลงค่อนข้างมากค่ะ ลดลงประมาณ 15% และในส่วนของต้นทุนขายของเราค่ะ จะเห็นได้ว่าปรับตัวลดลงตามยอดขายที่ชะลอตัวลงค่ะ โดยในส่วนของกำไรขั้นต้นในแง่ของจำนวนเงินค่ะ จะมีการปรับตัวลดลงค่ะ อยู่ที่ประมาณ 7% ค่ะ แต่อย่างไรก็ตาม Gross Profit Margin เอง ลดลงเพียงเล็กน้อยค่ะ คือจาก 9% ค่ะ มาอยู่ที่ 8.8% ค่ะ โดยสาเหตุหลักจากการที่ Gross Profit Margin ของเราลดลงค่ะ จะมาจาก เหตุการณ์ไฟฟ้าดับที่ประเทศโปรตุเกสค่ะ ที่เกิดขึ้นในช่วงของไตรมาสที่ 2 ที่ผ่านมาค่ะ เลยทำให้ โรงงานแห่งหนึ่งของเรา สามารถดำเนินการผลิตได้เพียงครึ่งหนึ่งของอัตรากำลังการผลิตเป็นระยะเวลาที่ค่อนข้างนานประมาณ 3 สัปดาห์ค่ะ ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าว เกิดขึ้นในช่วงที่คำสั่งซื้อของทางยุโรป ค่อนข้างเยอะ เลยทำให้ Operation ในประเทศโปรตุเกส เขาต้องรับต้นทุนคงที่ในระดับที่สูง ในขณะที่เขาต้องดึงสินค้าคงคลัง มาใช้จัดส่งแทนการผลิตเดิม เลยทำให้ต้นทุนในช่วงไตรมาสที่ 2 ค่ะ เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้จะเห็นได้ว่า Gross Profit Margin เอง ของไตรมาสลดลงเล็กน้อยค่ะ เพราะว่าไตรมาสที่ 2 Gross Profit Margin ของเรา อยู่แค่ประมาณ 7.4% ค่ะ สำหรับ SG&A ของเราจะเห็นได้ว่า ลดลง 7.9% ค่ะ มาอยู่ที่ ฿1,250.4 ล้านค่ะ สำหรับผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนค่ะ จะเห็นได้ว่ามีจำนวนอยู่ที่ ฿3.4 ล้านค่ะ เทียบกับกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนค่ะ ที่ประมาณ ฿14.3 ล้านในช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้วค่ะ สำหรับส่วนของ Profit Sharing ค่ะ จะเห็นได้ว่ามีจำนวนอยู่ที่ ฿172 ล้านค่ะ ซึ่งเทียบกับในช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้วที่ ฿174 ล้านค่ะ จะเห็นว่าอยู่ในระดับใกล้เคียงกัน ซึ่งหลักๆ จะมาจากในช่วง First Half ค่ะ ที่ Profit Sharing ของเรา ค่อนข้างสูงค่ะ ในขณะที่ ในช่วงระยะเวลา 3 เดือน จะเห็นได้ว่า อาจจะมียอดที่ลดลงเล็กน้อยค่ะ เลยทำให้ภาพรวม 9 เดือน เราสามารถ รักษาระดับของ Profit Sharing ไว้ได้ค่ะ สำหรับค่าใช้จ่ายในส่วนของดอกเบี้ยและภาษีค่ะ มียอดที่ลดลง อยู่ที่ประมาณ ฿5.7 ล้านค่ะ มาอยู่ที่ ฿291.8 สำหรับระยะเวลา 9 เดือนของปีนี้ค่ะ โดยหลักๆ จะมาจากค่าใช้จ่ายทางการเงินสุทธิของเราที่ลดลงประมาณ ฿40 ล้านค่ะ แต่ค่าใช้จ่ายทางภาษีของเรา เพิ่มขึ้นอยู่ที่ประมาณ ฿35 ล้านค่ะ ในส่วนของ Net Profit ของเราค่ะ จะอยู่ที่ ฿625.9 ล้านค่ะ เมื่อเราดู Net Profit Margin ค่ะ จะเห็นได้ว่าปรับตัวดีขึ้นจาก 3% มาอยู่ที่ 3.2% ค่ะ สำหรับผลประกอบการรายไตรมาสค่ะ จะเห็นได้ว่าไตรมาสที่ 3 ค่ะ รายได้ของเรา ลดลงอยู่ที่ 5.9% ในขณะที่สำหรับระยะเวลา 9 เดือนค่ะ รายได้ลดลงอยู่ที่ประมาณ 4.8% ค่ะ ซึ่งเป็นไปในทิศทางเดียวกันกับ การชะลอตัวของอุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศไทยค่ะ ซึ่งจะเห็นได้ว่ารายได้หลักของเรา กว่า 55% ยังเป็นประเทศไทยค่ะ ในส่วนของ Gross Profit Margin ค่ะ จะเป็นไปตามที่เรียนไปก่อนหน้านี้ค่ะ สำหรับ EBIT และ EBITDA Margin ของเราค่ะ จะเห็นได้ว่าในไตรมาสที่ 3 อยู่ที่ 4.7% และ 9.6% ตามลำดับค่ะ และสำหรับระยะเวลา 9 เดือน จะอยู่ที่ประมาณ 4.7% และ 9.4% ตามลำดับค่ะ สำหรับกำไรสุทธิของเราค่ะ จะเห็นได้ว่า ปรับตัวดีขึ้นค่ะ ทั้งในส่วนของไตรมาสที่ 3 3 เดือน และไตรมาสที่ 3 9 เดือนค่ะ จะอยู่ที่ 3.4% และ 3.2% ตามลำดับค่ะ สำหรับในส่วนของธุรกิจการผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ค่ะ จะเห็นได้ว่ารายได้ในส่วนของธุรกิจนี้ค่ะ คงที่ค่ะ อยู่ที่ ฿4,480 ล้านในไตรมาสที่ 3 ค่ะ หลักๆ ค่ะ จะมาจากยอดขายที่สูงขึ้นจากการดำเนินงานในประเทศโปรตุเกสและมาเลเซียค่ะ ซึ่งมีรายได้เติบโตถึงประมาณ 15% และประมาณ 32% ตามลำดับค่ะ ในขณะที่ ในส่วนของประเทศไทยเอง จะมีรายได้ที่ลดลงอยู่ที่ประมาณ 6.7% ค่ะ ซึ่งเป็นไปในทิศทางเดียวกันกับยอดผลิตรถยนต์ในประเทศไทยค่ะ สำหรับประเทศจีนค่ะ รายได้ของประเทศจีนปรับตัวลดลงเล็กน้อยค่ะ เนื่องจากการแข่งขันทางด้านราคาค่ะ ในส่วนของรายได้สำหรับระยะเวลา 9 เดือนค่ะ จะเห็นได้ว่าปรับตัว ลดลงเล็กน้อยค่ะ ที่ 0.7% มาอยู่ที่ ฿13,896 ล้านค่ะ โดยสำหรับระยะเวลา 9 เดือนค่ะ ยอดขายของประเทศไทยกับประเทศจีน ปรับตัวลดลงเล็กน้อย ในขณะที่รายได้จากมาเลเซียกับโปรตุเกส ยังเติบโตไปได้ค่ะ สำหรับ EBIT Margin ของเราค่ะ จะเห็นได้ว่าอยู่ที่ 5.5% สำหรับไตรมาสที่ 3 3 เดือนค่ะ และสำหรับระยะเวลา 9 เดือน จะอยู่ที่ 5.1% สำหรับธุรกิจตัวแทนจำหน่ายรถยนต์และศูนย์บริการค่ะ จะเห็นได้ว่ามีรายได้ที่ลดลงอยู่ที่ประมาณ 20.3% ค่ะ มาอยู่ที่ ฿1,633 ล้านค่ะ โดยสาเหตุหลักค่ะ จะมาจากยอดขายของธุรกิจตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ในประเทศมาเลเซียค่ะ ที่ลดลงอยู่ที่ประมาณ 29% จากยอดขายของรถยนต์ Honda ที่ปรับตัวลดลงค่ะ จากการแข่งขันที่รุนแรงมากขึ้นจากแบรนด์จีนค่ะ ที่มีการใช้กลยุทธ์ด้านราคาเชิงรุก และมีการเปิดตัวรถรุ่นใหม่หลายรุ่นค่ะ และในส่วนของรายได้จากธุรกิจตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ในประเทศไทยของเรา จะลดลงอยู่ที่ประมาณ 2.1% แม้ว่ายอดขายในประเทศของเราเอง จะเพิ่มขึ้นที่ 11.1% ค่ะ เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว ซึ่งหลักๆ จะมาจากที่ประเทศไทย มียอดขายของ EV จากแบรนด์จีนค่ะ ที่เพิ่มขึ้น เนื่องมาจาก เขามีการปรับราคาที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญค่ะ สำหรับระยะเวลา 9 เดือนค่ะ จะเห็นได้ว่ายอดขาย ลดลงอยู่ที่ 14.6% ค่ะ มาอยู่ที่ ฿5,472 ล้านค่ะ สำหรับ EBIT Margin ค่ะ จะเห็นได้ว่า EBIT Margin ของเรา ได้ปรับตัวดีขึ้นค่ะ จาก 1.3% มาอยู่ที่ 1.5% ในไตรมาสที่ 3 ของปีนี้ค่ะ และสำหรับ EBIT Margin ในระยะเวลา 9 เดือน ปรับตัวดีขึ้นเช่นกันค่ะ จาก 1.2% มาอยู่ที่ 1.5% ตามลำดับค่ะ ซึ่งการที่ EBIT Margin ของเรา ปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่องค่ะ หลักๆ คือมาจากการที่เรา มีการปรับโครงสร้างของธุรกิจตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ในประเทศไทย โดยที่เรา มีการปรับแบรนด์ค่ะ ให้มีความเหมาะสมมากยิ่งขึ้น โดยสำหรับประเทศไทยตอนนี้ เราจะจำหน่ายแค่ 2 แบรนด์ คือ Mitsubishi กับ MG ค่ะ ในส่วนของอัตราส่วนทางการเงินค่ะ จะเห็นได้ว่าอัตราส่วนผลตอบแทนต่อผู้ถือหุ้น หรือ ROE ค่ะ จะอยู่ที่ 7% ในขณะที่อัตราส่วนผลตอบแทนต่อสินทรัพย์ หรือ ROA ค่ะ จะอยู่ที่ 3.3% ในส่วนของ ICR ค่ะ ยังคงอยู่ในระดับที่ดีค่ะ อยู่ที่ 3.2 เท่าค่ะ และอัตราส่วนหนี้สินที่มีดอกเบี้ยต่อ EBITDA ค่ะ ยังอยู่ที่ระดับ 2.2 เท่าค่ะ ในส่วนของสถานะทางการเงินของเราค่ะ จะเห็นได้ว่าเรามีสถานะงบดุลที่แข็งแกร่งค่ะ ในส่วนของหนี้สินที่มีดอกเบี้ยของเรา อยู่ที่ประมาณ ฿5,800 ล้าน ซึ่งในส่วนของเงินสดและเงินฝากประจำค่ะ ของเรายังอยู่ในระดับสูง คือมีจำนวนสูงกว่า ฿2,180 ล้านค่ะ และในระดับของ ระดับ Leverage ของเรา ยังคงแข็งแกร่ง จะเห็นได้จาก Interest Bearing Debt to Equity ค่ะ จะอยู่ที่ 0.5 เท่า และ Total Liabilities to Equity ค่ะ จะอยู่ที่ 1 เท่า ซึ่งยังคงอยู่ภายในเงื่อนไขทางการเงินที่เรามีกับสถาบันทางการเงินต่างๆ ค่ะ ในส่วนของหนี้ระยะยาวของเราต่อ EBITDA ค่ะ ยังคงอยู่ในระดับต่ำค่ะ ที่ 0.9 เท่า จะทำให้เรา สามารถหาเงินทุนเพิ่มเติมได้ในกรณีที่มีโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ เข้ามาค่ะ ในส่วนของกลยุทธ์ และทิศทางของบริษัทค่ะ สำหรับในปีนี้ค่ะ จะเห็นได้ว่า คาดการณ์ ทาง สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยค่ะ คาดการณ์ยอดผลิตรถยนต์ในประเทศไทย อยู่ที่ 1.45 ล้านคันค่ะ ซึ่งจะแบ่งเป็นการผลิตเพื่อการส่งออก 950,000 คันค่ะ ในขณะที่ ยอดขายในประเทศ ยังคาดว่าอยู่ที่ประมาณ 500,000 คันค่ะ สำหรับ อุตสาหกรรมยานยนต์ของไตรมาสที่ 3 ที่ผ่านมาค่ะ จะเห็นได้ว่ายอดการผลิตค่ะ ภาพรวม ลดลงอยู่ที่ประมาณ 4.3% ซึ่ง จะเห็นได้ว่าแม้ว่ายอดขายในประเทศ จะเพิ่มขึ้นอยู่ที่ประมาณ 11.1% ค่ะ จากความต้องการของ EV ที่เพิ่มขึ้นจากราคาที่เข้าถึงได้มากขึ้นค่ะ แต่ในส่วนของยอดขายรถกระบะอาจจะยังชะลอตัวสำหรับในประเทศค่ะ สำหรับ ยอดการผลิตเพื่อการส่งออกค่ะ จะเห็นได้ว่าลดลงอยู่ที่ประมาณ 8.1% ค่ะ สำหรับไตรมาสที่ 3 ของปีนี้ ซึ่งสาเหตุหลักจะมาจากการส่งออกรถยนต์ที่เป็น รถยนต์เครื่องสำหรับภายใน หรือที่เรียกว่า ICE ค่ะ ที่ลดลงเป็นหลัก สำหรับในส่วนของ ยอดผลิตระยะเวลา 9 เดือน เป็นไปในทิศทางเดียวกันค่ะ ว่าลดลงอยู่ที่ประมาณ 4.6% ซึ่งหลักๆ จะมาจาก Export ที่ลดลงค่ะ สำหรับยอดขายภายในประเทศสำหรับระยะเวลา 9 เดือนค่ะ จะเห็นได้ว่าเพิ่มขึ้นอยู่ที่ประมาณ 2.1% ค่ะ จะเห็นได้ว่าแบรนด์ส่วนใหญ่ มีแบรนด์ที่มียอดขายที่เพิ่มขึ้นค่ะ หลักๆ จะเป็นแบรนด์รถจีนค่ะ ในขณะที่แบรนด์ที่ยอดขายที่ลดลงค่ะ หลักๆ จะเป็นแบรนด์ที่ยอดขายหลักมาจากรถกระบะค่ะ และในส่วนของยอดขายรถยนต์ในประเทศมาเลเซียค่ะ จะเห็นได้ว่าปรับตัวลดลงอยู่ที่ประมาณ 2.8% สำหรับระยะเวลา 9 เดือนค่ะ มาอยู่ที่ 579,000 คันค่ะ และสำหรับปีนี้เอง คาดว่ายอดทั้งปี จะอยู่ที่ 780,000 ค่ะ สำหรับกลยุทธ์ของเราค่ะ คือการเป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ระดับโลกค่ะ คือ ณ ปัจจุบัน เรามีฐานการดำเนินงานไม่ว่าจะเป็นไทย มาเลเซีย จีน โปรตุเกส และสหรัฐอเมริกาค่ะ แต่เรายังคงหาโอกาสในการเติบโตที่แข็งแกร่งมากขึ้นในประเทศญี่ปุ่นค่ะ ซึ่งเป็นหนึ่งในฐานลูกค้าหลักของเรา สำหรับกลยุทธ์ของเราค่ะ เราไม่ได้มองแค่โอกาสในการเติบโตในประเทศไทยค่ะ แต่เรายังมองโอกาสในการเติบโตในตลาดโลกค่ะ สำหรับ Key Milestone ของเราค่ะ จะเห็นได้ว่าเรามีการเติบโตอย่างต่อเนื่องค่ะ ไม่ว่าจะเป็นการขยายธุรกิจ การตั้งบริษัทร่วมทุนต่างๆ ค่ะ ซึ่ง ในช่วงปี 2024 ที่ผ่านมาค่ะ เรามีการตั้งบริษัทใหม่หลายบริษัทค่ะ รวมถึงกิจการร่วมค้าของเราในสหรัฐอเมริกาด้วยค่ะ สำหรับลูกค้าของเราค่ะ จะเห็นได้ว่าอายุเฉลี่ยของการใช้งานรถยนต์จะอยู่ที่ประมาณ 5 ปีค่ะ แต่หากเป็นรถกระบะ ซึ่งเป็นลูกค้าหลักของเรา อายุเฉลี่ย จะอยู่ที่ประมาณ 10-12 ปีค่ะ ซึ่งโดยปกติแล้ว ชิ้นส่วนที่ผลิตในรถยนต์แต่ละรุ่น จะมีผู้ผลิตเพียงแค่รายเดียวค่ะ ซึ่งจะทำให้เรา ได้รับออเดอร์จากลูกค้าอย่างต่อเนื่องสำหรับรถยนต์รุ่นนั้นๆ ในอนาคตค่ะ ในส่วนของยานยนต์ไฟฟ้าค่ะ จะเห็นได้ว่าผลกระทบจากยานยนต์ไฟฟ้า จะไม่ได้มีผลกระทบที่มีนัยสำคัญต่อเราทั้งในระยะสั้นและในระยะยาวค่ะ เนื่องมาจากว่า 95% ของชิ้นส่วนของเรา สามารถเอาไปใช้ใน EV ได้ค่ะ แต่อย่างไรก็ตาม พาร์ทที่อยู่ใน EV จะมีจำนวนชิ้นที่น้อยกว่าพาร์ทที่อยู่ในรถยนต์สันดาปค่ะ และสำหรับ ในรูปจะเป็น Chassis Frame ในรถ EV ค่ะ ที่ยังมีอยู่ และในภาพนี้จะเป็น Axle ค่ะ ที่ใน EV ยังมีอยู่ แต่อาจจะมีการ Add Motor เข้ามาค่ะ สำหรับกราฟทางด้านขวามือค่ะ จะเป็น การคาดการณ์ของ Source คือ Mark Line ค่ะ ว่าจำนวนสัดส่วนของรถที่ผลิตค่ะ จะมีอยู่ที่ประมาณ สัดส่วนค่ะ จะเป็น ICE อยู่ประมาณ 37% HEV อยู่ประมาณ 28% และ BEV อยู่ที่ประมาณ 35% ค่ะ สำหรับภาพนี้ค่ะ จะแสดงพาร์ทที่เราผลิตสำหรับ EV และ Hybrid ค่ะ โดยสำหรับประเทศไทยค่ะ จะเห็นได้ว่าเรามีการผลิต EV Part ค่ะ สำหรับทั้ง แบรนด์จีนค่ะ Isuzu ค่ะ แต่ของ VinFast จะหมดในไตรมาสนี้แล้วค่ะ สำหรับ HEV Part ค่ะ จะมีหลากหลายแบรนด์ค่ะ และสำหรับ Operation ของเราในประเทศโปรตุเกสค่ะ จะเห็นได้ว่าเรามีทั้ง EV และ HEV สำหรับแบรนด์ชั้นนำของยุโรปค่ะ ดังต่อไปนี้เลยค่ะ โดยสรุปแล้วค่ะ จะเห็นได้ว่าผลการดำเนินงานของเรา จะสะท้อนถึงสภาพเศรษฐกิจโดยรวมค่ะ ซึ่งในช่วงที่ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว ทางบริษัทของเรา จะมุ่งเน้นไปที่ประสิทธิภาพในการดำเนินงาน รวมถึงการควบคุมต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพค่ะ รวมถึงเรามีการหาโอกาสในการเพิ่มรายได้ใหม่ๆ ค่ะ จะเห็นได้ว่าแม้ว่ารายได้สำหรับไตรมาสที่ 3 ของเรา จะลดลงอยู่ที่ประมาณ 5.9% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้วค่ะ จาก Sales ของธุรกิจ Dealership ที่ปรับตัวลดลงค่อนข้างเยอะค่ะ แต่หากเราดูในส่วนของธุรกิจการผลิตชิ้นส่วนยานยนต์เอง จะเห็นได้ว่ายังคงรักษาระดับไว้ได้ค่ะ แต่พอมาดูที่ ความสามารถในการทำกำไรของเรา เราจะเห็นว่า ความสามารถในการทำกำไรของเรา เราทำได้ดีขึ้นค่ะ ซึ่งในส่วนของ Core Net Profit Margin เอง จะเห็นได้ว่าเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว Core Net Profit Margin ของเรา ดีขึ้นติดต่อกัน เป็นระยะเวลา 3 ไตรมาสแล้วค่ะ ในส่วนของรายได้จาก ยานยนต์ไฟฟ้าค่ะ จะเห็นได้ว่ามีสัดส่วนอยู่ที่ประมาณ 5% ค่ะ ของยอดขายสำหรับธุรกิจการผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ค่ะ และในส่วนของสถานะทางการเงินของเราค่ะ จะเห็นได้ว่าเรายังคงมีสถานะทางการเงินที่แข็งแกร่งค่ะ ในส่วนของเงินสดและเงินฝากประจำของเรา มีอยู่ที่กว่า ฿2,180 ล้านค่ะ ซึ่งในส่วนของอัตราส่วนของหนี้ที่มีภาระดอกเบี้ยต่อส่วนของผู้ถือหุ้นเรายังอยู่ในระดับต่ำค่ะ ที่ 0.5 เท่า แม้ว่าจะมีการเผชิญกับความท้าทายของอุตสาหกรรมยานยนต์ค่ะ แต่ด้วยสถานะทางเงินที่แข็งแกร่งของเรา เราเชื่อมั่นว่า จะมีส่วนช่วยทำให้เราพร้อมรับโอกาสเมื่อ มีโอกาสใหม่ๆ เข้ามา หรือเมื่ออุตสาหกรรมยานยนต์ฟื้นตัวค่ะ โดยสำหรับในปีนี้ค่ะ เราคาดการณ์ว่ารายได้ของเรา จะอยู่ในระดับใกล้เคียงกับปีที่แล้วค่ะ จะซอฟลงเล็กน้อยค่ะ แต่อย่างไรก็ตาม ด้วยงานที่มีอยู่ในมือและโอกาสในอนาคตค่ะ เรามีความเชื่อว่าการเติบโตในระยะกลางถึงระยะยาวของเราค่ะ จะมีการเติบโตไปได้ค่ะ สำหรับในส่วนของอัตรากำไรสุทธิหลักค่ะ เราคาดการณ์ ว่าจะปรับตัวดีขึ้นเมื่อเทียบกับปีที่แล้วค่ะ โดยทางบริษัทเอง มุ่งมั่นในการขยายธุรกิจสู่ระดับโลกอย่างต่อเนื่องค่ะ เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตของทั้งรายได้และความสามารถในการทำกำไรของเราค่ะ โดยสิ่งที่เราทำคือ เราทำในหลายแง่มุมค่ะ ไม่ว่าจะเป็นความร่วมมือกับพันธมิตรทางธุรกิจ รวมถึง ตัวอย่างค่ะ จะมีความร่วมมือใหม่ในประเทศสหรัฐอเมริกาค่ะ รวมถึงเรา ได้ให้ความสำคัญกับการพัฒนาชิ้นส่วนสำหรับยานยนต์ไฟฟ้าระบบอัตโนมัติ และการเพิ่มประสิทธิภาพในการลดต้นทุนควบคู่ไปกับการเติบโตตามกลไกของธุรกิจค่ะ และสุดท้ายค่ะ แม้ว่าภาพรวมของเศรษฐกิจทั้งในประเทศไทยเองและต่างประเทศ ยังคงอ่อนแออยู่ แต่ทางบริษัทเรา ไม่ได้หยุดที่จะมองหาโอกาสใหม่ๆ อย่างต่อเนื่องค่ะ เนื่องจากเรามีความมุ่งมั่นที่จะสร้างการเติบโต แม้ว่าสภาพเศรษฐกิจจะเผชิญกับความผันผวนก็ตามค่ะ ในลำดับถัดไปค่ะ จะเป็นในส่วนของ Q&A ค่ะ เดี๋ยวเรามาขอเริ่มจากคำถามแรกค่ะ ในส่วนของคำถามแรกค่ะ บริษัทมีแนวโน้มที่จะเพิ่ม Payout Ratio บ้างหรือไม่ค่ะ คือในส่วนของ Payout ค่ะ เราได้มีการปรับนโยบายการจ่ายเงินปันผลไปเมื่อเดือนสิงหาคมของปีที่แล้วค่ะ โดยจากเดิมในอดีตที่เราเคย มีนโยบายที่ 10% ของกำไรสุทธิค่ะ เราปรับขึ้นมาแล้วเป็น 30% ของกำไรสุทธิค่ะ และในช่วง 5 ปี ระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมา เรามีการจ่ายมากกว่า 30% มาตลอดค่ะ แต่อย่างไรก็ตาม การจ่ายเงินปันผล ขึ้นอยู่กับ การพิจารณาของบอร์ดของเราค่ะ ต้องดูแผนการใช้เงินด้วยค่ะ รวมถึง การอนุมัติจากผู้ถือหุ้นในส่วนของรายปีค่ะ ขอเป็นคำถามที่ 2 ค่ะ เหตุใดในประเทศโปรตุเกสค่ะ จึงมีรายได้สูงขึ้นมากเมื่อเทียบ Year on Year ค่ะ หลัก Strong Marketing ค่ะ หลักๆ ค่ะ คือเรามีการ Put Effort ค่อนข้างมากค่ะ ในส่วนของ Marketing ที่ประเทศโปรตุเกสค่ะ เพื่อที่จะให้เราได้งานใหม่เพิ่มเข้ามา Confidence of Brand as well ค่ะ และลูกค้าค่ะ ทางในประเทศโปรตุเกสมีความเชื่อมั่นในกลุ่ม AAPICO ค่ะ เลยทำให้เราได้รับงานใหม่เข้ามาค่ะ สำหรับข้อถัดไปค่ะ บริษัทมีแผนจะซื้อหุ้นคืนอีกหรือไม่ ในส่วนของแผนการซื้อหุ้นคืนอาจจะต้อง เป็นการพิจารณาของบอร์ดของบริษัทคณะกรรมการของบริษัท So investment ค่ะ คำถามถัดไปค่ะ บริษัทมีการ ผลิตชิ้นส่วนใดบ้างสำหรับ รถกระบะ Ford รุ่น Super Duty คืออาจจะต้องเรียนแบบนี้ค่ะ ว่าเราได้งานค่ะ ซึ่งพาร์ทจะเหมือนรถที่เป็นรถกระบะของ Ford รุ่นทั่วไปค่ะ จะเป็นรุ่น Ranger จะเป็นพาร์ทค่อนข้างพาร์ทเดียวๆ กันค่ะ โรงงานที่สร้างขึ้นใหม่จะผลิตชิ้นส่วนส่งให้ค่ายรถใดและเป็นชิ้นส่วนรถยนต์รุ่นใด โรงงานใหม่ของเราที่จะเริ่มผลิตในเริ่ม Operate ในปี 26 ค่ะ จะเป็นการผลิต Axle ให้กับค่ายญี่ปุ่นค่ายหนึ่งค่ะ And also we have the plating factory to plate all our components the other components we use a subcontract let's say ค่ะ และโรงงานใหม่จะมีในส่วนของ EDP ที่เป็น Process ที่เราเคย Outsource อยู่ข้างนอก เราจะเอากลับเข้ามาทำข้างในค่ะ จะมีคำถามที่เกี่ยวข้องกับ โมเดลใหม่ค่ะ ไม่ว่าจะเป็น Toyota Land Cruiser Mitsubishi ว่าเราได้พาร์ทไหน อันนี้อาจจะไม่ได้สามารถบอกเป็นพาร์ทได้ค่ะ แต่อาจจะเรียนได้ว่าเราได้งานค่ะ ซึ่งค่ะ เราได้งานสำหรับโมเดลใหม่ที่ถามมาค่ะ และในส่วนของ ค่ายจีนค่ะ มีถามว่า Supply ชิ้นส่วนใดบ้างให้ค่ายฉากนั้นหรือว่า Great Wall ค่ะ คือหลักๆ อาจจะบอกได้แค่ประเภทพาร์ทค่ะ คือ ประเภทพาร์ทที่ Supply จะมีพวก Stamping Part หรือว่าเป็นพวกการพาร์ทที่เป็นแบบการเชื่อมค่ะ Assembly อย่างนี้ค่ะ Maybe you can add we are we are for the local company we are the major supplier to Chinese brand ค่ะ ถ้าเกิดว่ามองว่าเป็น Local Supplier ของแบรนด์จีนค่ะ น่าจะเป็นทางบริษัทค่ะ ที่ Supply เป็นหลัก ถ้าในส่วนของเป็น Local Supplier ค่ะ คือถ้าเทียบกับ รายอื่นๆ ที่เป็นผู้ผลิตในประเทศไทยค่ะ เพราะว่าตอนนี้ส่วนใหญ่ทางค่ายจีนอาจจะมีการ Import Part เข้ามาเป็นหลักอยู่ค่ะ สำหรับคำถามถัดไปค่ะ ขอประมาณการรายได้ไตรมาสที่ 4 ปีนี้เทียบกับไตรมาสที่ 4 ปีที่แล้วค่ะ ถ้าเทียบทั้ง Q on Q และ Year on Year ค่ะ อาจจะเห็นภาพที่ซอฟลงเล็กน้อยค่ะ มีอีกคำถามหนึ่งค่ะ ถามว่าเรามีผลิตชิ้นส่วนใดบ้างให้กับ รถกระบะ Isuzu D-Max ที่เป็น EV อันนี้อาจจะต้องเรียนว่าเรามีผลิตชิ้นส่วนให้กับ Isuzu EV เหมือนกันค่ะ ซึ่ง ชิ้นส่วนหลักๆ ที่เราผลิตให้กับ Isuzu อย่างที่ได้เรียนไปตอนแรกจะเป็นเฟรมของรถกระบะค่ะ อันนี้จะเป็นเหมือนชิ้นส่วนเดิมค่ะ แต่อันนี้ส่วนใหญ่จะเป็นการส่งออกไปต่างประเทศค่ะ ในประเทศไทยอาจจะยังไม่ได้มี สำหรับบริษัท AAPICO AVI ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ประเภทใดบ้างให้กับค่ายรถโปรตอนและมีค่ายอื่นในมาเลเซียด้วยหรือไม่ คือลูกค้าหลักของ AAPICO AVI ค่ะ จะเป็น โปรตอนเป็นหลักค่ะ แต่จะมี โปรดัว ซึ่งจะเป็นแบบ National Brand อีกแบรนด์หนึ่งของที่มาเลเซียค่ะ แต่อาจจะไม่ได้เยอะ อาจจะเป็นพวก Touring อะไรนี้ค่ะ และในส่วนของว่าเราผลิตอะไรบ้าง อาจจะบอกได้แค่เป็นประเภทค่ะ คือประเภทที่เราทำจะเป็นพวกชิ้นส่วนที่เป็น Hot Press Forming และ Sub Assembly และ Touring อย่างนี้ค่ะ จะเป็นพวกนี้เป็นหลัก และ เรากำลังหางานของลูกค้ารายอื่นด้วยค่ะ เนื่องจากว่าถ้าบริษัท AAPICO AVI เดิมจะเป็นบริษัทของโปรตอนที่โปรตอนถือ 100% และเราเข้าไปจอยกับโปรตอนคือเราไปถืออยู่ที่ 60% อย่างนี้ค่ะ แต่โปรตอนลดสัดส่วนลงเป็น 40% อย่างนี้ค่ะ แต่เรามองว่าเราน่าจะหางานจากลูกค้ารายอื่นได้ด้วยในมุมมองของการเป็น Subsidiary ของ AAPICO ค่ะ และปีหน้าเรามีการขยายโรงงานใหม่ ซึ่งเรามีการ Add to Place Line เข้าไปสำหรับที่ที่ AAPICO AVI ค่ะ คาดว่ารายได้จะเติบโตขึ้นพอสมควรค่ะ ในส่วนของคำถามถัดไปค่ะ บริษัท Purem AAPICO ผลิตท่อไอเสียให้กับค่ายรถยนต์ใดบ้าง และขอแผนงานในอนาคต หลักๆ Purem AAPICO ค่ะ ตอนนี้เขาจะมี โรงงานอยู่ที่ 2 ประเทศด้วยกัน คือมีในประเทศไทย ผลิตให้ Ford และถ้าในมาเลเซียค่ะ จะผลิตให้โปรตอนค่ะ แต่ ตอนนี้อย่างในประเทศไทยได้ออเดอร์จากลูกค้ารายใหม่มาแล้ว แต่อาจจะเริ่มในอีกสัก 2 ปีข้างหน้านี้ค่ะ 2-3 ปีข้างหน้า In Malaysia we get mos