PTT Global Chemical PCL (BKK:PTTGC)
Thailand flag Thailand · Delayed Price · Currency is THB
40.25
+0.75 (1.90%)
May 5, 2026, 10:35 AM ICT
← View all transcripts

Earnings Call: Q1 2025

May 20, 2025

Operator

[Foreign Language ]สวัสดีค่ะ ท่านนักวิเคราะห์ ท่านผู้บริหาร และท่านผู้มีเกียรติทุกท่าน ในนามของบริษัท PTT Global Chemical จำกัด (มหาชน) ดิฉันขอต้อนรับทุกท่านเข้าสู่การแถลงผลประกอบการประจำไตรมาสที่ 1 ปี 2025 ค่ะ รบกวนขอความกรุณาทุกท่านปิดไมค์ตลอดในช่วงการบรรยายค่ะ และสำหรับในช่วงถามตอบ หากท่านใดมีคำถาม สามารถสอบถามได้ด้วยการเปิดไมค์ หรือพิมพ์คำถามใน Microsoft Teams แชตได้ค่ะ และรบกวนขอความกรุณาพิมพ์ชื่อและนามสกุล พร้อมทั้งคลิกขวาที่กลางหน้าจอ แล้วเลือก Fit to Frame เพื่อขยายภาพให้เต็มหน้าจอตลอดการบรรยายค่ะ สำหรับกำหนดการในวันนี้นะคะ ขอเรียนเชิญทุกท่านรับฟังการแถลงผลประกอบการประจำไตรมาสที่ 1 ปี 2025 โดยจะแบ่งออกเป็น 3 หัวข้อหลัก ประกอบด้วย 1. แผนกลยุทธ์องค์กร 2. ผลการดำเนินงานประจำไตรมาสที่ 1 ปี 2025 3. แนวโน้มตลาดปี 2025 และหลังจากนั้นจะเข้าสู่ช่วงถามตอบค่ะ ลำดับถัดไป ดิฉันขอแนะนำท่านผู้บริหารค่ะ คุณณรงค์ศักดิ์ จิวากานันต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร คุณธิติพงษ์ จุลพรศิริดี รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการเงินและบัญชี และคุณสาโรจน์ พุทธธรรมวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการตลาดและพาณิชยกรรม ขอเรียนเชิญท่านผู้บริหารเริ่มการแถลงผลประกอบการค่ะ

Kongkrapan Intarajang
President and CEO, PTT Global Chemical Public Company Limited

[Foreign Language ] ครับ สวัสดีครับ นักวิเคราะห์นะครับ แถลงผลไตรมาสปี 2568 นะครับ นี่คงจะเน้นเรื่องใกล้ตัวเป็นหลักนะครับ เพราะว่ามันมีความไม่ชัดเจนนะครับ uncertainty นะครับ แล้วก็ความขึ้นๆ ลงๆ volatility ของตลาดพอสมควรครับ เพราะฉะนั้นจะเน้นรายงานว่าแล้วบริหารบริษัทบริหารกับประเด็นต่างๆ เหล่านี้อย่างไรนะครับ ไฮไลท์ของวันนี้นะครับ ที่ในส่วนเซกชันที่ผมจะรายงานก็จะเป็นเรื่อง competitiveness ของบริษัทนะครับ โดยเฉพาะการใช้วัตถุดิบนะครับ ในการที่จะ optimize การบริหารต้นทุนโดยรวมนะครับ แล้วก็เรื่อง Follow up เรื่อง Priority ที่เราเคยรายงานเมื่อไตรมาสที่แล้วนะครับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการบริหาร Portfolio นะครับ เรื่องของ Vencorex นะครับ ก็จะมีความก้าวหน้ามาอัปเดตนะครับ PTT AC นะครับ ก็เป็นไปตามแผนการที่จะ Withdraw ธุรกิจครับ อีกเรื่องหนึ่งที่เป็นเรื่องที่สำคัญมากๆ แล้วเราก็ให้โฟกัสเรื่องนี้มาก คือการบริหารต้นทุนครับ ลดค่าใช้จ่าย เพิ่มรายรับนะครับ ซึ่งเราตั้งเป้าไว้ ฿4,500 ล้านต่อปี วันนี้ก็มีความก้าวหน้านะครับ เป็นมารายงานว่าเราทยอยรับรู้ แล้วจะเห็นตัวเลขต่างๆ เข้ามาในงบบัญชีการเงินแบบไหนอย่างไรนะครับ แล้วเป็นข่าวดีนะครับ ที่เราไปทำมาแล้ว เราเชื่อมั่นว่าเราทำได้มากกว่า ฿4,500 ล้านครับ เป้าหมายที่เราจะบริหารกันคือเป็น ฿5,500 ล้านครับ ซึ่งคิดว่าภายในปลายปีนี้นะครับ จะเห็นผลกระทบทางบวกนะครับ เข้ามาใน P&L ส่วนใหญ่นะครับ ที่เหลือก็จะเป็น run rate แล้วจะไปเห็นผลเต็มในปีถัดไปครับ เรื่องสุดท้ายนะครับ ซึ่งเคยรายงานนักวิเคราะห์ นักลงทุนก่อนหน้านี้นะครับ เรื่อง Strategy เรื่อง Asset- Light นะครับ การบริหาร Asset เพื่อให้เกิดสภาพคล่องนะครับ เราจัดหมวดหมู่ต่างๆ แล้วก็มีการที่จะ monetize บางส่วน ทำให้ภาพรวมของการดำเนินธุรกิจนี่ยังราบรื่น ไม่ได้มีผลกระทบ แต่ได้กระแสเงินสดมาด้วยนะครับ และอาจจะมีผลกระทบทางด้านบวกนะครับ ดังนั้นแง่ของ P&L เมื่อ Transaction เกิดขึ้น ซึ่งวันนี้จะให้ข้อมูลเพิ่มเติมนะครับ ว่าเราไปดูมาแล้วนะครับ มีหลายรายการที่อยู่ในขอบเขตที่เราพิจารณา น่าจะมีความเป็นไปได้สูงนะครับ มูลค่ารวมกันของทุก Asset นะครับ ถ้าทำสำเร็จนะครับ ในระยะโปรแกรมปีนี้และปีหน้านะครับ ฿30,000 ล้านนะครับ อันนี้ก็มาช่วยเพิ่มกระแสเงินสดนะครับ ช่วยลดหนี้ต่างๆ นะครับ ตามแผน สุดท้ายก็คงมีการอัปเดตไฮไลท์แผน Strategy นะครับ 5 Pillars นะครับ บวก 1 Foundation นะครับ ว่าต้นไหนที่เราดึงมาไฮไลท์ได้นะครับ ครับ เชิญหน้าต่อไปครับ ภาพรวมคงไม่ได้ใช้เวลามากนะครับ เพราะนักวิเคราะห์คงมีข้อมูลนี้อยู่แล้วนะครับ เราอยู่ในสถานการณ์ที่ uncertainty ค่อนข้างสูงนะครับ แต่ก็เป็นอย่างนี้ ทุกธุรกิจนะครับ ทุกอุตสาหกรรม แล้วก็ทั่วโลกนะ ก็คาดการณ์ของผลกระทบของความไม่แน่นอนจากเรื่อง tariff ต่างๆ นะ ทำให้ทุกค่ายสำนักก็ปรับ Growth ของ GDP ลง ทั้งระดับ Global และทุกภูมิ แล้วก็มีเคสต่างๆ นะครับ base case ว่าถ้าเกิดสามารถมีข้อสรุปได้ ทำให้ทุกอย่างสามารถพยายามกลับเข้ามาเดินธุรกิจกันต่อนะครับ ก็มองเป็น GDP 2.8% ในกรณีที่ยืดเยื้อนะครับ หรือเป็นข้อสรุปที่มีผลกระทบสูงนะครับ ก็จะต่ำลงมา base case คือทุกอย่างกลับมาเร็วนะครับ แล้วผลกระทบต่ำนะครับ GDP ก็จะสูง พวกนี้ก็จะเป็นข้อมูลนะครับ ที่ทำให้บริษัทไปใช้ในการวางแผน Scenario ต่างๆ ในการบริหาร การ Optimize ในการเดินเครื่องครับ ในการจัดจำหน่ายสินค้าให้ลูกค้า แล้วก็รวมทั้งเรื่องการบริหารกระแสเงินสด ซึ่งจะเป็นเรื่องต่อไปครับ สิ่งที่เรามองมาสักพักหนึ่งนะครับ ตั้งแต่ช่วงมีการประกาศเรื่อง tariff แม้ว่ามีการชะลอนะครับ Pause การเจรจาในกลุ่มประเทศต่างๆ รวมทั้งจีน ล่าสุดก็จีนนะครับ แต่สิ่งที่เราเห็นก็คือ แนวโน้มนะครับ สิ่งที่จะเกิดขึ้นจากนี้ไปก็คือ Trade Flow จะมีการเปลี่ยนนะ สิ่งที่เปลี่ยนก็คือ ผลิตภัณฑ์ทางด้านปิโตรเคมีที่อเมริกาเคยส่งออกไปให้จีน นั้นมีแนวโน้มที่จะต้องไปที่อื่นต่อครับ ก็คงยังมีกำแพงภาษีระดับหนึ่ง สิ่งที่จีนส่งไปให้อเมริกาก็ต้องหาที่ครับ ก็มีการปรับเปลี่ยน Trade Flow ต่างๆ นะครับ อันนี้ก็เป็นเรื่องทั้งสองมุมนะครับ ผลกระทบก็มีความเป็นไปได้นะครับ ว่าอาจจะมีผลิตภัณฑ์เข้ามาในภูมิภาค Southeast Asia มากขึ้น แรงกดดันเรื่อง Margin ต่างๆ แต่ในทางกลับกันนะครับ ก็จะเป็น Window หรือเป็นช่องว่างที่เราอาจจะสามารถไปทดแทนตลาดต่างๆ ที่เกิดจากการเปลี่ยน Trade Flow นั้นนะครับ ซึ่งทีม GC นะครับ ฝ่ายบริหารทั้งฝ่ายเรื่อง Supply Chain และทีม Sales Marketing ก็จับตาเรื่องนี้กันใกล้ชิด แล้วพยายามจะ Identify Opportunity นะ ที่อาจจะเกิดขึ้น หรือรวมทั้งการป้องกันความเสี่ยงในผลกระทบที่อาจจะมีแรงกดดันเรื่อง Volume ที่ไหลเข้ามาในภูมิภาคนี้ เราทำทั้งสองเรื่องพร้อมๆ กันนะครับ ต่อไปครับ ก็เป็นรายละเอียดเพิ่มเติมนะครับ ว่าเราบริหารเรื่องนี้อย่างไรนะครับ ในช่วงที่ภาวะที่ทั้งผันผวนแล้วก็มีความไม่แน่นอน มีเรื่อง war room นะครับ อันนี้เป็น Agenda ที่ติดตามเป็นรายสัปดาห์นะครับ ทำทั้งฝั่งใน GC เอง แล้วร่วมกับทีมของ ปตท.

ในภาพใหญ่ด้วย ทีมมี ตัวชี้วัดต่างๆ นะครับ มี Dashboard นะครับ ให้เกิด เข้าใจทั้ง Leading Indicator, Lagging Indicator ดูลงไปถึง Downstream ของลูกค้าว่ามีผลกระทบกับลูกค้าด้วยหรือเปล่า แล้วรวมถึงต้นทางที่เป็น Supplier ของธุรกิจต่างๆ แล้วก็เอามาใช้ในการ Optimize โรงงานครับ อย่างเช่นนะครับ ถ้ามีการเปลี่ยน Trade Flow Gap เกิดที่ไหน เราจะไป Supply ลูกค้าตรงไหนได้บ้าง หรือบางครั้งเป็นเรื่องกรณีของวัตถุดิบนะครับ ที่พูดกันเยอะๆ ก็คือ อย่างเช่น propane ที่เข้าจีนครับ จากอเมริกา ถ้าเข้าไม่ได้ ต้องเปลี่ยนไปที่ภูมิภาคอื่น เป็น Opportunity ที่เรามาไปดูเรื่อง arbitrage เป็นหลัก แล้วก็จับตาเรื่องพวกนี้ครับ ตลาดแน่ๆ เราต้อง ทำงานกับลูกค้าในประเทศนะครับ ให้ใกล้ชิดนะครับ อันไหนที่สัญญาที่ขยับเป็น Long Term ได้ เราก็ขยับสัญญาเป็น Long Term นะครับ เพื่อเกี่ยวนะครับ ฐานลูกค้า รวมทั้งตลาดต่างๆ ในต่างประเทศนะครับ ที่อาจจะไม่ได้ผลรับผลกระทบโดยตรง เราก็ต้อง ไม่นิ่งนอนใจนะครับ ไม่ว่าจะเป็นตลาดจีนนะครับ อินเดียก็เป็นตลาดที่ทุกคน Target นะครับ ต้องรักษาฐานของมันให้ได้ อีกเรื่องหนึ่งที่จะบริหารให้ใกล้ชิดก็คือเรื่อง Inventory ครับ เพราะเนื่องจากราคามีความผันผวน แล้ว Trade Flow มีการเปลี่ยน ก็ต้องบริหาร Inventory ให้เหมาะสม เพื่อรักษาสภาพเงินสดด้วย แล้วอีกไฮไลท์อีกเรื่องหนึ่งที่กำลังเริ่มเข้าไปทำพอดีนะครับ ก็จะเป็นช่วงที่เหมาะสม จะช่วงเวลาคือเรื่อง Trading นะครับ Trading ก็คือ ผลิตภัณฑ์ของ GC เอง หรือผลิตภัณฑ์จากที่อื่น รวมทั้ง Swap ต่างๆ เพราะว่าพอมันมีการเกิดการเปลี่ยน Trade Flow ก็เป็นไปได้ที่จะมีการคุยเรื่องธุรกรรมเรื่อง Swap Product ซึ่งกันและกัน เพื่อลดต้นทุนเรื่องการขนส่งครับ เรื่องพวกนี้เราก็จะเข้าไป อย่างใกล้ชิดนะครับ ถ้ามีรายละเอียดความก้าวหน้านะครับ และสถานการณ์มันคลี่คลายชัดเจนขึ้น ก็จะมารายงานนักวิเคราะห์ในการต่อถัดไปนะครับ ต่อไปครับ อันนี้เป็นเรื่องของรายละเอียดเพิ่มเติมนะครับ ที่จากเป้า ฿4,500 ล้าน ขยับเป็น ฿5,500 ล้าน จะเริ่มเห็นผลอันด้านล่างสุดนะครับ ในไตรมาสหนึ่งเราเริ่มเห็นผลแล้ว อันนี้เป็น Real Money ที่เรา Realize มาแล้ว Saving ฿800 ล้านอยู่ในไตรมาสหนึ่ง ซึ่งเดี๋ยวทาง CFO ขยายความ แล้วจะเริ่มเห็นผล ส่วนต่างๆ นะครับ ตาม Initiative ด้านบนนะครับ ไม่ว่าจะเป็น OpEx Saving เรื่อง Optimization นะครับ เรื่อง Enhancement ส่วนใหญ่เป็นเรื่อง วัตถุดิบ แล้วก็ Portfolio Transformation อันนี้ที่ผมขยายความนิดหนึ่งนะครับ Portfolio Transformation ที่เรา Budget ตรงนี้ไว้ ส่วนใหญ่เป็นเรื่องการ ดูแลดูเรื่องที่ดินนะครับ ใช้ประโยชน์หรือ เอาไปขายครับ เพื่อ monetize ตัวนี้ รวมๆ กันแล้วนะ ปีนี้นะครับ ที่ตั้งเป้าไว้นะครับ ฿800 ไตรมาสหนึ่ง ฿1,000 ไตรมาสสอง แล้วที่เหลือนะครับ เป็นครึ่งปีหลังนะครับ ครึ่งปีหลัง ถึงแม้บางรายการอาจจะเข้ามาไม่ได้พบเห็นเป็นเม็ดเงิน Saving หรือว่ารายรับเพิ่มทันทีนะครับ แต่ run rate เราเชื่อมั่นว่าน่าจะเห็น run rate ที่ ใกล้เคียงกับ ฿5,500 ล้าน ในปลายปีนี้ครับ เพื่อจะเห็น Full Year การได้รับผลกระทบทางบวกของ ฿5,500 ล้านในปีถัดไป อันนี้ความก้าวหน้าของเรื่อง Vencorex นะครับ ก็คือล่าสุดซึ่งได้ แจ้งข้อมูลทางตลาดไปแล้วนะครับว่า ตามกล่องข้างบนนะครับ บริษัท Vencorex France แล้วก็ Vencorex TDI ที่อยู่ในฝรั่งเศส ซึ่งเขากระบวนการไปตั้งแต่ปลายปีที่แล้วนะครับ ตอนนี้ก็เสร็จสิ้นกระบวนการนะครับ มีผู้มารับแล้วซื้อ Asset บางส่วนในฝรั่งเศสก็โอนกันเรียบร้อย ผ่านก็ดำเนินการทุกอย่างตามขั้นตอนทุกอย่างเรียบร้อยนะครับ งั้นเรื่องของที่เข้ากระบวนการในฝรั่งเศสสองบริษัทนี้ก็จบสิ้นครับ บริษัทก็จะดี Consolidate ผลประกอบการที่เกี่ยวข้องกับสองบริษัท Vencorex France แล้วก็ TDI นะครับ ในเดือนพฤษภาคมครับ ก็จะมี Upside นะครับ การกลับรายการหรือมีผลกระทบทางบวกของปี €30 ถึง €40 ล้าน จะรับรู้ในไตรมาสสองนะครับ CFO คง Update เพิ่มเติมนะครับ ก็เป็น เรื่องส่วนกิจกรรมหลักที่กำลังดำเนินการอยู่ครับ ที่เหลือของเรื่อง Vencorex ก็จะเป็นเรื่องของ การดำเนินการการ Divest Vencorex Thailand นะครับ แล้วก็ Vencorex อเมริกาครับ การเจรจาอาจจะใช้เวลาเพิ่มเติมบ้างเล็กน้อยนะครับ เพราะเนื่องจากสถานการณ์ในเดือนเมษาที่ผ่านมานะครับ การประกาศ tariff ต้อง รอความชัดเจน ซึ่งวันนี้มีภาพที่ชัดเจนแล้วนะครับ การเจรจาก็เดินหน้าต่อตามแผนนะครับ ทุกอย่างก็เป็นไปตามที่เราวางแผนไว้นะครับ Closing ครับ อาจจะขยับมาเป็น ปลายปีนี้นะครับ แต่ว่าทุกอย่างก็อยู่ใน Pathway ที่จะ Close ภายในปีนี้หมด ส่วน PTTAC นะครับ ไม่ได้มีสไลด์มารายงาน แต่ว่าทุกอย่างเป็นไปตามแผนครับ ไม่ติดขัดหรือสะดุดนะครับ ต่อไปครับ เรื่องหนึ่งนะครับ เรื่องสำคัญที่จะรายงานก็คือ ตัวเลข ฿30,000 ล้านครับ ของ Asset รายการจำนวนหนึ่งนะครับ ซึ่งเราดูแล้วมีความเป็นไปได้ในการที่จะ monetize เกิดสภาพคล่อง แล้วก็สามารถทำให้การดำเนินธุรกิจ การบริหารงาน แล้วก็การเดินเครื่องต่างๆ ยังเหมือนเดิม ไม่ได้ผลกระทบครับ เป็น win-win solution ทั้งฝั่งที่ฝั่ง GC เอง แล้วก็ที่จะมารับ Asset นั้นนะครับ เป็น Buyer เป็น Partner ต่อครับ ซึ่งอันนี้เป็นกลยุทธ์นะครับ มันไม่ได้เป็นมองไป ก็ทำงานร่วมกับ ภายใต้กลุ่ม ปตท.

[Foreign Language ] ซึ่ง ปตท.

[Foreign Language ] ก็มีกลยุทธ์และทิศทางที่ชัดเจนครับ ว่าให้จัดกลุ่ม Asset ต่างๆ ภายใต้กลุ่มอุตสาหกรรมปิโตรเคมีและโรงงานครับ ดูว่าหมวดของ Asset ไหนเป็นส่วนประกอบ ไม่ได้เป็นหัวใจหลัก แล้วสามารถจัดกลุ่มต่างๆ ให้ที่จะรับ Asset หรือซื้อแล้วไปบริหารต่อ ทำให้เกิดต้นทุนโดยรวมดีกว่า คล่องตัวกว่าครับ แล้วก็ตรงตามความชำนาญของผู้ที่รับซื้อ Asset นั้นๆ ไป GC ครับ ก็ยังได้รับประโยชน์เหมือนเดิมจากการรับเป็นผู้ไม่ต้องเป็นผู้ดำเนินการเองครับ แต่เป็นผู้ที่รับ Service หรือ Product นั้นๆ ครับ ก็ยังทำให้ทำงานธุรกิจได้อย่างเหมือนเดิม เป็น Win-Win ทั้งสองฝ่าย ซึ่งมูลค่าเราประเมินครับ อยู่ในวงเงินประมาณ ฿30,000 ล้าน จะทยอยให้ความชัดเจนเปิดเผยเมื่อมีความชัดเจนมากขึ้นครับ Timeline ครับ ก็คือครึ่งหลังของปีนี้ บางส่วนก็จะอาจจะล้นไปปีหน้าครับ ทำในปี 2025 พอมีความชัดเจนในเรื่องรายละเอียดก็แน่นอนว่ามารายงานนักวิเคราะห์นักเปิดเผยข้อมูลครับ ประเด็นสุดท้ายครับ ก่อนที่จะไปทาง CFO ครับ ก็จะอัปเดตเรื่อง Allnex ครับ ผลประกอบการ Allnex ในไตรมาสหนึ่ง 2025 ครับ ถ้าเทียบกับไตรมาสสี่ปีที่แล้วก็ดีขึ้นครับ ส่วนใหญ่จะเป็น Factor ของ seasonal effect ที่ปลายปีก็อาจจะเริ่มซาลงตอนปลายปีครับ Volume Year- on- Year ก็ดีขึ้นครับ แต่ถ้าเทียบ Year- on- Year เทียบกับปีที่แล้วครับ ก็จะต่ำกว่าเล็กน้อยครับ ก็เป็นเหตุมาจากความไม่ชัดเจนแล้วก็ความผันผวนในต้นปีที่ผ่านมา Allnex ก็ยังเหมือนเดิมครับ ก็คือรักษา Margin ต่อหน่วยครับ ได้ดีครับ แล้วของในไตรมาสหนึ่งก็ไม่ได้แตกต่างกับปีที่แล้วในไตรมาสหนึ่ง ก็ดีกว่าไตรมาสสี่ปีที่แล้วครับ ก็ยังสามารถรักษามาตรฐานได้ มี Cost Saving Initiative ต่างๆ เพื่อเตรียมรับมือกับความผันผวนครับ เหมือนที่ GC ทำ เหลือประเด็นเดียวก็คือเมื่อมีความชัดเจนครับ เศรษฐกิจเริ่มคลายตัว Volume เกือบกลับมาครับ พยายามจะ Ramp Up การขายแล้วก็ส่วนเรื่อง Hub Strategy ครับ ก็ยังเดินหน้าตามแผนครับ EU Hub ครับ ยังเดินหน้าตามแผน ปลายปีนี้ครับ ก็จะเห็น Phase 1 แล้วเสร็จครับ China ครับ ก็ Ramp Up ตามแล้วเห็น Growth ของในตลาด China ที่มากกว่า GDP ของ Southe ast Asia Hub ครับ ก็จะเป็นไฮไลท์ในสเต็ปต่อไปครับ ตอนนี้อยู่ในขั้นทำเรื่องการออกแบบ Design โรงงานครับ ปลายปีนี้ก็คิดว่าน่าจะเข้าสู่กระบวนการตัดสินใจการลงทุนครับ อย่างช้าก็คือต้น ก็จะใช้ความสามารถ Leverage Capability ของ GC ในมาตรฐาน เพื่อช่วย Allnex Support Allnex ในการสร้าง Southe ast Asia Hub ครับ ส่วนผลกระทบของเรื่อง tariff ของ Allnex ครับ ในภาพรวมไม่ได้มีผลกระทบอะไรมากครับ เพราะว่า Allnex Supply เนื่องจากเป็น Regional Business อยู่แล้ว ของอเมริกาก็ Supply ในอเมริกา การ Import จาก Region อื่นค่อนข้างน้อย ใน Asia- Pacific ก็อยู่ใน Region เดียวกันเช่นกัน ในยุโรป Region เดียวกันเช่นกันครับ ผลกระทบโดยตรงน้อยครับ ก็จะเป็นเรื่องรอให้มีความชัดเจนแล้วคลายเรื่องเศรษฐกิจครับ Volume กลับมาก็จะเดินหน้าครับ ผมมีรายงานวันนี้แค่นี้ก่อนครับ ขอ CFO ตอบครับ ขอบคุณครับ ในส่วนของ performance ไตรมาสหนึ่งปี ก็เห็นตัวเลขกันไปหมด ก็ในภาพรวม ตัวรายได้ครับ ถ้าเทียบกับไตรมาสสี่ปีที่แล้วก็ทรงๆ ครับ จริงๆ ถ้าดูในภาพรวม ตัวราคาครับ spread โดยเฉพาะตัวราคาก็จะปรับลงหน่อยครับ ในขณะที่ตัว Volume ในภาพรวมดีขึ้นครับ ก็ส่งผลให้ตัว EBITDA Adjusted EBITDA ในไตรมาสหนึ่งครับ ก็ขยายตัวขึ้นครับ เมื่อเทียบกับไตรมาสสี่ครับ EBITDA ไตรมาสหนึ่งเราอยู่ที่เกือบ ฿5,400 ล้าน ซึ่งถ้าเราลงมาดูในส่วนของ contribution ในส่วนของ EBITDA เทียบกับไตรมาสสี่ปีที่แล้วจะเห็นสัดส่วนตัวสีชมพูกับสีฟ้าที่มีการเปลี่ยนอย่างมีนัยยะสำคัญครับ ตัวสีชมพูก็คือตัว Aromatics Chain ครับ อย่างที่เราทราบกันว่าตัว Margin ตัว spread อาจจะปรับลดลงในไตรมาสหนึ่งครับ ในขณะที่ตัว Olefins chain ของเราดีขึ้นครับ เทียบกับไตรมาสสี่ ซึ่งตัวที่สนับสนุนหลักในส่วนของ Olefins chain ก็คือเรื่องของตัว ethane Volume ที่เราได้ปรับเพิ่มขึ้นครับ อย่างที่เรียนไปแล้วตั้งแต่ปลายปีที่แล้วครับ ซึ่งช่วงปลายไตรมาสหนึ่งก็จะมีเรื่องของตัว Plant Shutdown ของโรงแยกแก๊สต่อจนถึงไตรมาสสองครับ แต่หลังจากนั้น ปริมาณ ethane ก็ปรับเพิ่มขึ้นมาครับ ก็คาดว่าตอนนี้จริงๆ ปริมาณ ethane ก็กลับมาเรียกว่าอยู่ในระดับปกติแล้วครับ ขอไปหน้าถัดไปครับ ซึ่งหน้านี้จะลงดีเทลนิดหนึ่งให้พวกเราเห็นตัว spread ครับ ตั้งต้นจากโรงกลั่นครับ ตัว GRM ในไตรมาสหนึ่งก็ปรับลดลงครับ $3.4 ครับ จากเดิมไตรมาสสี่ปีที่แล้วที่ $3.7 ต่อบาร์เรลครับ แต่เนื่องจากตัวปริมาณเพิ่มขึ้นนิดหน่อย เพราะในภาพรวม EBITDA ก็เรียกว่าใกล้เคียงเดิมครับ เมื่อเทียบกับไตรมาสสี่ แต่ตัว Aromatics ครับ โดยเฉพาะส่วนของเบนซีน spread ปรับลดลงค่อนข้างเยอะครับ ตัว PX ก็ปรับลงครับ เราก็เห็นแนวโน้มต่อเนื่องมาจนถึงช่วงต้นไตรมาสสองครับ แต่ตอนนี้หลังจากที่ทางรัฐบาลอเมริกากับจีนครับ ได้มีการผ่อนคลายเรื่องของตัวมาตรการเรื่องตัว tariff ครับ ตอนนี้ตลาดก็เริ่มปรับดีขึ้นมาแล้วครับ คงต้องติดตามกันต่อว่า spread ในภาพรวมหลังจากนี้จะเป็นยังไงครับ ส่วน phenol ก็ลดลงนิดหน่อยครับ แต่ก็ยังใกล้เคียงของไตรมาสสี่ปีที่แล้วครับ PTA ก็เช่นเดียวกันครับ ส่วนของตัว Olefin ซึ่งเป็นธุรกิจที่สำคัญของ GC ครับ จะเห็นว่าในภาพรวม ตัวไตรมาสหนึ่งราคา HDPE ปรับเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับไตรมาสสี่ครับ แล้ว spread ก็เพิ่มขึ้นครับ นิดหน่อยในส่วนของ ethylene-Naphtha ครับ แล้วก็ในส่วนของ MEG spread ปรับลดลงนิดหน่อย แล้วก็ MEG อย่างที่เคยเรียนไปแล้วครับ ว่ามีเรื่องของการที่จะหยุดซ่อมบำรุงครับ ก็ตอนนี้ก็น่าจะช่วงกลางไตรมาสสองนี่ก็น่าจะกลับมารันได้ปกติแล้วครับ หน้าถัดไป อันนี้ก็เป็น Waterfall ครับ ให้เห็นการเปลี่ยนแปลงครับ ของตัว EBITDA ก็คล้ายกับที่เมื่อกี้เรียนไปครับ ในแง่ของตัว Aromatics Chain ตัว EBITDA ปรับลดลงไปประมาณ ฿700 ล้านครับ มีส่วนที่เพิ่มขึ้นมาเยอะๆ ก็คือ olefins chain ครับ ฿2,400 ล้านครับ อันนี้ก็ตัวหลักก็จะเป็นเรื่องของตัว ethane ที่เราได้เพิ่มขึ้นประกอบกับตัว spread ตัวราคา hydrogen ก็มีการปรับเพิ่มขึ้นด้วยครับ แล้วในอีกส่วนหนึ่งก็คือเรื่องของ performance Chemical ตัวหลักก็คือ Allnex อย่างที่ CEO ได้เรียนไปครับ ก็ส่วนหนึ่งจะมีเรื่อง Seasonality ด้วย เพราะว่าปกติไตรมาสสี่ก็จะเป็นช่วงที่ตัวยอดขายอาจจะเป็นช่วงที่ไม่ได้เยอะมากครับ ไตรมาสหนึ่งก็ Pick Up กลับมาครับ หน้าถัดไปครับ อาจจะลงรายละเอียดในหน้านี้นิดหนึ่งให้เห็นพวกเราครับ ก็เริ่มต้นจากตัว fixed overhead กับตัว SG&A ครับ คิดว่าหลายคนคงติดตามอยู่ครับ จากที่เราเคยประกาศไปว่าเราจะมี Enhancement ครับ ทั้งปี ฿4,500 ล้านครับ ซึ่งถ้าดูส่วนต่างของ fixed overhead กับตัว SG&A ในภาพรวม ทั้ง Q on Q และ Year- on- Year ก็คือปรับลดลงครับ ประมาณ ฿1,300 ถึง ฿1,400 ล้านครับ หลายคนอาจจะถามบอก แต่บอกว่า CEO บอกว่า Enhancement เราได้ ฿800 ล้าน ในไตรมาสหนึ่งครับ คือ ฿800 ล้านนั้น เทียบกับตัวงบประมาณของบริษัทครับ ซึ่งในแง่ของงบประมาณปีนี้เราก็พยายามที่จะตั้งงบประมาณให้ Tight กว่างบประมาณในช่วงปีที่ผ่านๆ มาครับ ซึ่งในภาพรวมไตรมาสสองที่เราตั้งเป้าประมาณพันล้านครับ อันนั้นก็จะ Against ตัว Budget ครับ อีกตัวหนึ่งที่ CEO แตะไว้แล้วครับ มันจะมีเรื่องของตัว Share of Gain/Loss from Investments แล้วก็มีเรื่องของตัว Vencorex ด้วยครับ ซึ่งตัว Vencorex ในไตรมาสหนึ่ง เนื่องจากว่ากระบวนการ RJ ยังไม่เสร็จสิ้นครับ ก็ในส่วนของที่ GC ต้องรับรู้ส่วน ตัว Bottom Line ของ Vencorex ในภาพรวมในไตรมาสหนึ่ง รวมๆ กันก็ประมาณลบ ฿800 ล้านครับ ซึ่งพอเขาเข้าสู่กระบวนการ Liquidation แล้วหลังจาก RJ จบ ค่าใช้จ่ายตรงนี้ก็จะลดลงอย่างมีนัยยะสำคัญครับ แต่อาจจะมีค่าใช้จ่ายบางส่วนที่เป็นเรื่องของตัว Operating Expense ของตัวที่เป็น Holding Company ครับ ที่เป็น Paper Company ครับ ในไตรมาสสอง ค่าใช้จ่ายส่วนนั้นก็ไม่ได้เยอะครับ ประมาณหลักประมาณสองร้อยล้านบวกลบครับ สองร้อยถึงสามร้อยล้านโดยประมาณครับ มันจะมีส่วนที่เป็นเรื่องของตัว gain ครับ จากตัว Deconsolidation เพราะว่าพอ Vencorex เขาเข้าสู่กระบวนการ Liquidation แล้ว เนื่องจากว่าเดิมเราตั้ง Impairment ไว้แบบ Conservative ก็คือเราตั้งที่ Maximum ครับ พอเขาเข้าสู่กระบวนการ Liquidation ตัว J จะมีค่าใช้จ่ายบางอย่างเรียกว่าที่เราเคยตั้ง Impairment ไว้ครับ ตอนนี้ก็จะมีการ Reverse กลับมาครับ อย่างที่ CEO เรียนก็น่าจะได้กลับมาประมาณแถวประมาณสามสิบสี่สิบล้านยูโรครับ แล้วก็จริงๆ จะมีส่วนของตัว Asset ครับ ที่เคยเรียนไว้ก่อนหน้านี้ก็คือตัว Vencorex ในไทยกับ US ครับ ซึ่งตรงนั้นถ้าขายได้ครับ ตามแผนก็อาจจะมี Book gain กลับเข้ามาเพิ่มเติม On Top ครับ ตรงนั้นคงต้องติดตามเรื่องของความคืบหน้าอีกทีหนึ่งครับ แล้วก็ในส่วนของรายการที่อยากจะไฮไลท์อีกอันหนึ่งก็คือในเรื่องของตัว asset monetization ครับ ก็ก่อนหน้านี้เราก็มีการพูดเรื่องนี้ไปครับ ตอนนี้ก็มีความชัดเจนมากขึ้นครับว่าเป็นเรื่องของ Group Policy ด้วยครับ ที่จะมีการ Reallocate ตัว Asset ที่เป็น Non-Core ครับ เพื่อให้ไปอยู่ในจุดที่เหมาะสมครับ ซึ่งในภาพรวมก็จะทำให้ตัว Capital Structure ครับ แล้วก็เรื่องของตัว return on assets ของ GC ดีขึ้นด้วยครับ ตรงนั้นก็ในเบื้องต้นก็ประมาณการไม่ว่ามูลค่าของ Non-Core Asset ทั้งหมดรวมกันก็ Up to ครับ ฿30,000 ล้านครับ ซึ่ง ฿30,000 ล้านก็คงต้องดูเรื่องของ Timeline ว่าจะมีเรื่องของตัวการขออนุมัติครับ ซึ่งตาม Plan ก็พยายามที่จะทำให้แล้วเสร็จภายในปีนี้ครับ แต่เรื่อง Closing ก็จะเป็นเรื่องของเงื่อนไขครับ แล้วแต่ Asset ว่าแต่ละ Asset จะต้องมีการดำเนินการอะไรบ้างครับ หลังจากที่มีการอนุมัติแล้วครับ ก็อาจจะ spread Out ไปในช่วงปีนี้ปีหน้าครับ หน้าถัดไปครับ อันนี้ก็มาอัปเดตตัว CAPEX ครับ เพราะว่าไม่ได้อัปเดตนาน ก็จะมีส่วนที่เป็นส่วนของตัว Olefins ครับ เรื่องของการนำเข้า ethane ครับ ซึ่งในภาพรวมก็จะเกิดในปี 2026 ประมาณ $42 ล้าน แล้วก็ปี 2027 $70 ล้าน ก็รวมกันเป็น $112 ล้านครับ ตัวอื่นๆ ยังเป็นตัวเลขเดิมครับ ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ ครับ หน้าถัดไป ในภาพรวมของตัว Balance Sheet ของ GC ครับ ก็จริงๆ ก็มีการปรับเพิ่มขึ้นครับ ตามเรื่องของตัว performance ที่ดีขึ้นแล้ว แต่ว่าจะมีส่วนของ Equity ครับ ที่มีการจ่ายเงินปันผลออกไปครับ ในภาพรวมก็ปรับลดลงนิดหน่อยครับ แล้วก็มีเรื่องของตัว Key Financial Ratio ครับ ก็จะเห็นว่าในไตรมาสหนึ่งนั้นถ้าดู Net Debt to EBITDA Adjusted EBITDA ของเราอยู่ที่ประมาณแปดนิดๆ ครับ ซึ่งหลายๆ คนก็อาจจะมีคำถาม แล้วมีแผนบริหารจัดการในเรื่องของตัว Rating ยังไงครับ อันนี้ก็เป็นเรื่องที่เราคงต้องดำเนินการ แต่ในเบื้องต้นก็คือมีเรื่องของ Support จาก ปตท.

[Foreign Language ] ครับ ผ่านตัว Mechanism เรื่องของตัว IC ครับ หรือบางทีก็เรียก TC ครับ ตอนนี้ก็วงเงินก็ขยายจากสี่หมื่นเป็นเจ็ดหมื่นล้านครับ แล้วก็ยังมีแผนใน Pipeline ครับ ที่จะมีเรื่องของการที่จะลดหนี้แล้วก็ดูเรื่องของ Liquidity ครับ ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมครับ ก็เป็นเรื่องที่ตอนนี้ดำเนินการอยู่ครับ เพราะฉะนั้นในส่วนของตัว Debt Portfolio ครับ ก็ในภาพรวมล่าสุดก็คือหนี้ทั้งหมดก็อยู่ที่ประมาณสองแสนนิดๆ ครับ สองแสนสองหมื่นหกพันล้าน อายุเฉลี่ยประมาณหกปีครับ Cost of Debt หลังจากที่เราได้มีการออกตัว Perpetual Bond ไปปลายปีที่แล้วครับ ก็ Cost of Debt อยู่ที่ประมาณสามจุดแปดครับ แล้วก็จริงๆ เรามีการบริหารจัดการในเรื่องของการที่จะลดตัวสัดส่วนของตัวหนี้ดอลลาร์ครับ โดยการทำ CCS ครับ ในจังหวะที่ทำแล้วมี Cost Saving ด้วยครับ ก็ในภาพรวมก็ได้ดำเนินการไปในระดับหนึ่งครับ ทำให้ตัว Cost of Debt หลังจาก CCS ก็จะลดลงมาอยู่ที่สามจุดเจ็ดสองเปอร์เซ็นต์ครับ ในส่วนของตัว Rating ครับ อันนี้คงทราบกันอยู่แล้ว Fitch Ratings ก็ได้ประกาศมาเรียบร้อยครับ แม้ว่าจะดาวน์เกรดไปหนึ่งนอชครับ แต่ก็มี Stable ที่ Outlook Stable ครับ ตรงนี้ก็เดี๋ยวเป็นเรื่องที่คงต้องบริหารจัดการในภาพรวมต่อไปครับ แต่ว่าในภาพรวม Investment Rating ก็ยังเป็น Investment Grade อยู่ครับ อันนั้นก็เป็นภาพรวมคร่าวๆ ในเบื้องต้นครับ ถัดไปทางคุณสิริเดชครับ ก็จะมาอัปเดตเรื่องของภาพตลาดครับ ครับ สวัสดีครับ ตอนนี้ก็เรามาดูสถานการณ์ตลาดกันบ้างครับ ก็ต้องยอมรับครับว่าหลังจากที่อเมริกาประกาศ reciprocal tariff ครับ เมื่อวันที่สองเมษาก็ทำให้ทุกธุรกิจครับ เกิดการปั่นป่วนแล้วมีผลกระทบอย่างมากครับ ถึงแม้ว่าภายหลังจะมีการยืดมาตรการเพิ่ม tariff ออกไปเก้าสิบวันก็ตาม แต่ก็ยังเกิดความไม่แน่นอนค่อนข้างสูงครับ ดังนั้นธุรกิจก็มีความระมัดระวังครับ แล้วก็โดยเฉพาะของจีนกับอเมริกาเองครับ ซึ่งก็มีการต่อรองกันอยู่นานจนกระทั่งมาสุดท้ายก็มีการยืดตัว tariff ไปอีกเก้าสิบวันครับ ก็เดี๋ยวเรามาดูรายละเอียดนิดหนึ่งว่าการยืดไปเก้าสิบวันครับ ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีตัว tariff เลยครับ ก็ยังมีสิบเปอร์เซ็นต์อยู่ครับ ก็จะเริ่มจากตารางด้านหน้าซ้ายมือครับ ก็จะเห็นว่าตัว ethane ครับ ethane เป็นตัวที่จีน Import จากอเมริการ้อยเปอร์เซ็นต์เลยครับ ร้อยเปอร์เซ็นต์ก็คือว่าดูควบคู่กันครับ ก็จะเห็นว่าตารางทางด้านจากซ้ายมาขวามือ ethane ครับ ethane ก็ไม่มีแท่งสีแดงคือ Import ทั้งหมด แท่งสีฟ้าก็คือที่ Import จากอเมริกาครับ จะเห็นว่า ethane Import ร้อยเปอร์เซ็นต์ ตัว ethane ภาษีก็จะเหมือนกับมีข้อยกเว้นครับ ก็เหลือแค่หนึ่งเปอร์เซ็นต์ คือหนึ่งเปอร์เซ็นต์มันเป็น Import Duty ที่มีเดิมอยู่แล้วครับ ดังนั้นตอนนี้ทางจีนเองก็จะกลับเริ่มมา Import ethane จากอเมริกาอีกครั้งหนึ่งครับ ตัว propane ครับ propane ก็ยังมีภาษีลดลงมาก็เหลือสิบเปอร์เซ็นต์ครับ บวกของเก่าเป็นสิบเอ็ดเปอร์เซ็นต์ propane นี่ทางจีน Import จากอเมริกาอยู่ที่ห้าสิบเจ็ดเปอร์เซ็นต์ ก็ถือว่าเป็นปริมาณที่เยอะ ช่วงที่ผ่านมาช่วงที่ชะลอจากการ Import จากอเมริกา จีนก็ออกมาหาแหล่งซื้อครับ ทั้ง propane ทั้ง LPG ที่ตะวันออกกลางเพิ่มขึ้น ในส่วนของตัวเม็ดพลาสติกครับ ตัว PE PE ก็ยังมีภาษีอยู่สิบหกจุดห้าเปอร์เซ็นต์ครับ ก็ถือว่าเยอะพอสมควรครับ แต่ว่า PE จีน Import จากอเมริกานี่น้อยครับ แค่สิบเจ็ดเปอร์เซ็นต์ แล้วที่จริงจีนก็สามารถที่จะหาตัวเม็ดพลาสติกได้จากแหล่งอื่นค่อนข้างที่จะเยอะ ไม่ว่าจะเป็นทางตะวันออกกลางก็ยังมีครับ ตัวอื่นๆ MEG ethylene Naphtha ครับ ก็มีภาษีกันถ้วนหน้าเหมือนกันครับ ตัวที่จะสูงขึ้นมานิดหนึ่งก็คือตัวน้ำมันครับ น้ำมันดิบก็คือตัวดิบ ยี่สิบเปอร์เซ็นต์ แต่ยี่สิบเปอร์เซ็นต์ จีน Import จากอเมริกาแค่สองเปอร์เซ็นต์เท่านั้น ดังนั้น Impact ของจีนของเรื่องดิบจากการที่มีภาษีตัวนี้ก็ไม่เยอะครับ ก็เพราะว่ามัน Import น้อยมาก ทีนี้มาดูของจีนบ้าง จีนที่ขาย Finished Product ไปที่อเมริกาครับ มีตัวไหนบ้างครับ ก็จะเริ่มดูกราฟด้านล่างครับ ก็จะเห็นว่าถ้าเป็นพวก Consumer Electronics ทั้งหลายครับ ก็จีนส่งออกไปที่อเมริกาทั้งหมดยี่สิบสองเปอร์เซ็นต์จากปริมาณที่จีนส่งออกครับ ก็ถือว่าเป็นสัดส่วนที่เยอะ ตัวนี้จะมาเกี่ยวเนื่องกับธุรกิจก็คือเป็นพวกของเบนซีนครับ พวกของธุรกิจโอลิฟินครับ ซึ่งก็จะได้รับผลกระทบครับ แล้วก็ตัวต่อไปก็คือเป็นพวก home appliances ทั้งหลายครับ สิบเก้าเปอร์เซ็นต์ อันนี้ก็จะมาเกี่ยวเนื่องกับธุรกิจเบนซีนแล้วก็ C3 Chain ครับ แล้วก็ Textile Textile นี่ก็ถือว่าเยอะครับ สิบเจ็ดเปอร์เซ็นต์ ที่จีนส่งออกไปที่อเมริกาครับ ก็จะเห็นว่าช่วงที่มีความไม่แน่นอนสูง ก็ส่งผลทำให้ราคาของ PX หรือว่าเป็น Chain C3 ก็ลดลงอย่างมากครับ เพราะว่าเสื้อผ้าไม่สามารถที่จะส่งออกไปทางที่อเมริกาได้ครับ ตัวอื่นๆ ก็จะมีที่ใกล้เคียงกันครับ สิบเจ็ดเปอร์เซ็นต์บ้าง สิบสามเปอร์เซ็นต์บ้างครับ ก็อันนี้ก็จะเป็นผลกระทบระหว่างการค้าระหว่างจีนกับอเมริกา ทีนี้ดูหน้าต่อไปแล้วครับว่า Consequence เกิดอะไรขึ้นบ้างครับ จาก tariff ที่เกิดขึ้นมาครับ ก็จะเห็นว่าตัวกราฟทางด้านซ้ายมือด้านบนครับ ก็เป็น GDP GDP ครับ ก็จะมี GDP ของโลกครับ แล้วก็ US, China, India, ยุโรป, Japan แล้วก็ที่เมืองไทย ด้านซ้ายที่เป็นสีเทาก็เป็นปีที่แล้วครับ ปีสองพันยี่สิบสี่ สีฟ้าอยู่ตรงกลางเป็นปีสองพันยี่สิบห้า แล้วก็สีฟ้าอ่อนนิดหนึ่งก็ปีสองพันยี่สิบหก ก็จะเห็นว่ามีการปรับตัวเลขลงมา ยกตัวอย่างถ้าเป็น World ครับ เดิมอยู่ที่ GDP จะมีการ Forecast อันนี้จาก IMF ครับ สามจุดสาม หลังจากที่มีมาตรการ tariff ครับ ก็ปรับลดลงมาเหลือสองจุดแปด แต่ว่าก็ต้องเรียนให้ทางนักวิเคราะห์ทราบนิดหนึ่งว่า ตัวเลขนี้หลังจากที่มีการ Extend ตัว tariff กันไป ก็ IMF ก็ยังไม่ได้มีการปรับเปลี่ยนตัวเลขครับ เพราะก็เนื่องจากยังไม่มีความแน่นอนครับ ก็อาจจะต้องรอระยะเวลาไปนิดหนึ่งครับ ของ US เองครับ ก็มีผลกระทบค่อนข้างเยอะ GDP ก็ปรับลดลงมาเยอะจากสองจุดเจ็ดเป็นหนึ่งจุดแปดครับ ที่ยังสูงอยู่ครับ ก็คือเป็นจีนกับอินเดีย จีนมีการปรับลดลงครับ เหลือสี่เปอร์เซ็นต์ครับ แต่จีนเองก็ยังตั้งเป้าที่ห้าเปอร์เซ็นต์อยู่ครับ ของอินเดียนี่จะสูงที่สุดครับ ถึงแม้ปรับลดลงมาก็ยังที่หกจุดสองเปอร์เซ็นต์ Japan ก็ลดลงมาค่อนข้างเยอะครับ เมืองไทยเราจากสองจุดเก้าตอนนี้ก็เหลือไม่ถึงสองแล้วครับ ที่หนึ่งจุดแปดครับ ทีนี้มาดูทางด้านขวามือ ขวามือนี่คือเป็น US ครับ consumer confidence ก็จะเห็นว่าช่วงนี้อยู่ในช่วงที่ต่ำมากครับ ก็ถือว่าเป็นช่วงสี่ปีที่ผ่านมาต่ำที่สุดครับ แสดงว่าความมั่นใจในการจับจ่ายใช้สอยของคนอเมริกันที่อเมริกาก็ลดลงครับ ทีนี้มาดูตรงกราฟซีบ้างครับ ตัวนี้ก็จะเห็นว่ามันเป็นการ Forecast ของ Oil Demand Growth ครับ ก็ที่ผ่านมาก็มีการปรับตัวลดลงเนื่องจากสภาวะเศรษฐกิจครับ หลังจากเมื่อเดือนเมย์เดือนนี้ก็มีการปรับตัวดีขึ้นมานิดหนึ่งครับ เพราะคิดว่าการที่มาตรการที่ยืดตัว tariff ออกไปก็น่าจะมีทำให้ผลกระทบทางเรื่องของ Demand ไม่ได้ปรับตัวลดลงไปมากครับ ทีนี้ก็มาดูทางด้านขวามือกันบ้างครับ อันนี้เป็นตัว Index ครับ ก็เป็น Global Petroleum แล้วก็ Chemical Price ครับ ก็จะร่วงลงมาอยู่ในระยะที่เรียกว่าต่ำมากครับ ทั้งเมย์แล้วก็อัปเดตถึงเมย์ ก็หลังจากนั้นก็มีค่อนข้างนิ่งๆ ครับ ไม่ถึงก็ปรับตัวลดลงไปอีก หลังจากที่มีการยืดตัวมาตรการเรื่อง tariff ออกไปครับ อันนี้ก็จะเป็นภาพรวมผลกระทบคร่าวๆ ทั้งหมดที่เกิดจาก reciprocal tariff ครับ ทีนี้เรากลับมาดูว่าธุรกิจในแต่ละตัวของเราครับ ของ GC เองได้รับผลกระทบยังไงบ้างครับ ก็เริ่มต้นด้วยราคาน้ำมันดิบครับ ก็จะเห็นว่า Q2 Q2 นี่มีการปรับตัวลดลงครับ จากเฉลี่ยเจ็ดสิบเจ็ดเหรียญต่อบาร์เรลใน Q1 ตอนนี้ Q2 Forecast Actual + Forecast คาดว่าจะอยู่ประมาณสักหกสิบหกเหรียญต่อบาร์เรลครับ ทั้งปีครับ ก็คาดว่าจะอยู่ในช่วงหกสิบปลายๆ ได้ครับ หกสิบเจ็ดถึงเจ็ดสิบเอ็ดเหรียญต่อบาร์เรลครับ หลักๆ ที่ราคาน้ำมันดิบปรับตัวลดลงมาครับ ก็จะเป็นเรื่องของการที่กลุ่ม OPEC มีการเพิ่มกำลังการผลิตขึ้นครับ จากเมื่อก่อนคิดว่าจะเพิ่มประมาณสักแสนบาร์เรลต่อวัน ตอนหลังก็เปลี่ยนใจเพิ่มมามากขึ้นเป็นสี่แสนบาร์เรลต่อวันครับ ก็ส่งผลทำให้ Supply ลงมาเยอะขึ้น แล้วก็ผลกระทบอีกเรื่องหนึ่งก็คงหลีกไม่พ้นของเรื่อง tariff ครับ ทำให้ความต้องการใช้ครับ ปลายทางลดลงมาครับ ทีนี้มาดูตรงของ Refinery ตัว crack spread ครับ ก็จะเห็นว่า crack spread ของ Q2 ปรับตัวดีขึ้นครับ อันนี้ก็เป็นเรื่องของ Seasonal ส่วนหนึ่ง เพราะ Demand เริ่มกลับมาครับ หลังจากผ่านช่วง Winter ไปแล้วครับ ก็จะเรียนว่าผลกระทบทางด้านตัว crack spread น้อยมากที่ได้รับจากทาง tariff ครับ ก็เพราะว่าเนื่องจาก Demand กับ Supply นี่ค่อนข้างที่จะตึงตัวครับ ทีนี้ส่วนหนึ่งที่อาจจะมีผลกระทบบ้างในเรื่องของตัว Gasoline กับตัวคือตัว ULG95 กับ Dubai ครับ เนื่องจากว่ามันมีโรงกลั่นใหม่ ตอนนี้ก็เริ่มมารันที่ไนจีเรียครับ ตัวนี้หกแสนห้าหมื่นบาร์เรลต่อวัน ก็ค่อนข้างสูง แต่หลังจากนี้ก็เขาก็ยังมีประเด็นเรื่องว่าหลังจาก Startup กลับมาก็ Plan ก็ยังไม่ได้รันได้เต็มที่นักครับ ก็ส่งผลทำให้ตัว spread ของ Gasoline ก็กลับมาดีขึ้น อีกตัวหนึ่งที่ทำเกิด bearish ขึ้นมาก็คือ Demand ของ Very Low Sulfur Fuel Oil ตอนนี้มีการปรับเปลี่ยน Sulfur ครับ เป็นศูนย์จุดหนึ่งเปอร์เซ็นต์ Sulfur ในบางภูมิภาคครับ ทำให้ Demand ของตัว Low Sulfur Fuel Oil ก็ลดลงไปครับ ก็ส่งผลทำให้กระทบต่อราคาด้วยครับ ทีนี้หลังจากที่น้ำมันแล้วครับ ก็มาดูในส่วนของธุรกิจอโรแมติกครับ ก็ต้องเรียนว่าอโรแมติกในช่วง Q1 นี้ได้รับผลกระทบอย่างมากครับ ในเรื่องของสภาพเศรษฐกิจแล้วก็ Demand ที่มีปรับตัวลดลงไป โดยเฉพาะของเรื่อง tariff ครับ เพราะว่าปลายทางเองไม่ว่าจะเป็นพวก Textile ชะลอการส่งออกไปที่อเมริกาครับ จากจีนไปที่อเมริกาทำให้ราคาปรับตัวลดลง แต่อย่างไรก็ตามหลังจากที่มีการ Extend ตัว tariff ออกไปเก้าสิบวัน ก็ปรากฏทำให้ราคาของพาราไซลีนปรับตัวขึ้น เพิ่มขึ้นครับ วันเดียวปรับขึ้นไปถึงหกสิบเหรียญต่อตันครับ ตอนนี้ก็ทำให้ spread ของ PX ครับ ดีขึ้น กลับมาดีขึ้นครับ ก็คาดว่าถ้าเกิดจีนกับอเมริกาสามารถที่จะตกลงกันได้ ก็จะมา Support ทำให้ราคาของ PX ยืนตัวได้ครับ ซึ่งทั้ง PTA แล้วก็ PET เหมือนกัน แต่ PET นี่ไม่ได้รับผลกระทบทางด้าน tariff ครับ เพราะว่าไม่มี tariff ที่ไปที่อเมริกาครับ แต่ PTA ก็ได้รับผลกระทบครับ เช่นเดียวกับทางพาราไซลีน ทีนี้มาดูเบนซีน ก็ต้องบอกว่าเบนซีนนี่ก็ได้รับผลกระทบใน Q1 ครับ ในเรื่องของ Demand ที่มีการปรับตัวลดลงไปค่อนข้างเยอะครับ Stock ถึงแม้ว่าจะมีการควบคุม Production ก็ตามครับ ก็ยังทำให้ราคาก็ปรับตัวลดลงไป ก็คาดหวังว่า Q2 หลังจากที่จีนกลับมาคุยกับอเมริกาอีกครั้งหนึ่ง ก็จะส่งผลกระทบในทางบวกเหมือนกันครับ อย่างไรก็ตามก็ยังมีกำลังการผลิตใหม่ๆ ครับ ของ phenol ครับ ที่จะเพิ่มขึ้นมาครับ ในช่วงของปีนี้ครับ ไม่ว่าจะเป็นที่จีนเองหรือว่าทาง South Korea ด้วย ทีนี้หลังจากอโรแมติก ทีนี้ก็เรามาดูของโอลิฟินครับ โอลิฟินจะเห็นว่าตัว spread ของ ethylene Naphtha ปรับตัวดีขึ้นครับ เพราะว่าตัว Naphtha เองมีการปรับตัวลดลงครับ ตามราคาดิบ ทำให้ spread กว้างขึ้น ก็ Q2 ก็อยู่ที่สามร้อยแปดสิบเหรียญต่อตันครับ ก็ถือว่าอยู่ในระดับที่ดี ในขณะที่ราคาของ HDPE ครับ ก็ปรับตัวลดลงมาก็อยู่ในช่วงที่อาจจะเรียกว่า Bottom ได้แล้วครับ ที่เก้าร้อยห้าสิบเหรียญต่อตันครับ ตัว Bullish ก็คือสิ่งหนึ่ง ก็หลังจากที่ Margin ไม่ค่อยดีครับ ก็มีทำ Commercial Shutdown กันไปที่หลายโรงครับ แต่อย่างไรก็ตามก็ยังมีเรียกว่ากำลังผลิต กำลังผลิตใหม่ๆ ที่เพิ่มขึ้นมาครับ ที่จีน ปีนี้ก็อาจจะเพิ่มขึ้นมาอีกประมาณสักห้าล้านตันครับ ตัวนี้ก็จะมาส่งผลกดดันทั้งเรื่องของราคาครับ MEG เองมี Turnaround ค่อนข้างเยอะ ก็มาสนับสนุนราคาทำให้สามารถที่จะยืนอยู่ได้ กำลังการผลิตใหม่ๆ ที่จะมาปีนี้ก็ไม่เยอะเท่าไหร่ครับ อยู่ที่ประมาณสักล้านตันครับ ทีนี้มาดูของ Propylene บ้างครับ Propylene นี้ก็ต้องบอกว่าเป็นธุรกิจที่เรา Downstream เป็น PP ครับ ก็ไปเกี่ยวเนื่องกับพวก Consumer พวกนั้นค่อนข้างที่จะเยอะครับ ก็ได้รับความกดดันในเรื่องของธุรกิจปลายทางเหมือนกัน เนื่องจากผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจ ตัว spread อันนี้ก็ปรับตัวดีขึ้นเพราะเหตุผลเดียวกันคือ Naphtha มีการปรับตัวลดลง ก็อยู่ที่สามร้อยแปดสิบห้าเหรียญต่อตันครับ ราคาของตัว Propylene เองครับ อยู่ที่เก้าร้อยห้าสิบห้า ปรับตัวลดลงครับ เฉลี่ยทั้งปีคาดว่าจะอยู่ประมาณสักเก้าร้อยเจ็ดสิบถึงหนึ่งพันเหรียญต่อตันครับ Additional PP ครับ ปีนี้ยังมีอีกครับ ก็ใกล้เคียงกับทางของ PE ออกมาอีกประมาณสักหกล้านตัน อันนี้ก็จะเป็นที่จีนหลักๆ ครับ ความไม่แน่นอนเกี่ยวกับเรื่อง tariff ยังมีอยู่ครับ อันนี้ก็ยังมีส่งผลทำให้มีการชะลอตัวของการซื้อของทางลูกค้าครับ ส่วนของ PO ก็มีกำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้นเหมือนกัน แต่ล่วงไปครับ อยู่ที่ประมาณสักล้านตันครับ ดังนั้น PO เองก็ยังอยู่ในสภาวะที่ค่อนข้างที่จะตึงตัวครับ ก็นี่ก็จะเป็นภาพรวมของ Market ทั้งหมด ก็ต้องเรียนว่ายังอยู่ในช่วงที่เราจะต้องมีการ Take Action ที่เร็วครับ ปรับตัวตามสถานการณ์ตลาดที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างเร็ว ความไม่แน่นอนยังมีสูงครับ เพราะเรื่อง tariff นี่ยังมีอะไรที่ยังคงต้องตกลงแล้วก็คงมองในด้านดีก็คงจะมี Solution ครับ ที่ดีที่จะส่งผลทำให้ธุรกิจอยู่กันได้ต่อไปครับ ขอบคุณครับ

Powered by