PTT Global Chemical PCL (BKK:PTTGC)
40.25
+0.75 (1.90%)
May 5, 2026, 10:35 AM ICT
← View all transcripts
Earnings Call: Q3 2024
Nov 15, 2024
สวัสดีค่ะ ท่านผู้บริหาร ท่านนักวิเคราะห์ และท่านผู้มีเกียรติทุกท่าน ในนามของบริษัท PTT Global Chemical จำกัด (มหาชน) ดิฉันขอต้อนรับทุกท่านเข้าสู่การแถลงผลประกอบการประจำไตรมาสที่ 3 ปี 2027 ผ่านทาง Microsoft Teams ค่ะ รบกวนขอความกรุณาทุกท่านปิดไมค์ตลอดในช่วงการบรรยายค่ะ และสำหรับในช่วงถามตอบ หากท่านใดมีคำถาม สามารถสอบถามได้ด้วยการเปิดไมค์ หรือพิมพ์คำถามใน Microsoft Teams Chat ได้ค่ะ และรบกวนขอความกรุณาพิมพ์ชื่อคุณภาพสกุล พร้อมทั้งคลิกขวาที่กลางหน้าจอ แล้วเลือก Fit to Frame เพื่อขยายภาพให้เต็มหน้าจอตลอดการบรรยายค่ะ สำหรับกำหนดการในวันนี้ ขอเรียนเชิญทุกท่านรับฟังการแถลงผลประกอบการประจำไตรมาสที่ 3 ปี 2027 โดยจะแบ่งออกเป็น 3 หัวข้อหลัก ประกอบด้วย 1. แผนกลยุทธ์องค์กร 2. ผลการดำเนินงานประจำไตรมาสที่ 3 ปี 2027 3. แนวโน้มตลาดปี 2027 และหลังจากนั้นจะเข้าสู่ช่วงถามตอบค่ะ ลำดับถัดไป ดิฉันขอแนะนำท่านผู้บริหารค่ะ คุณณรงค์ศักดิ์ จิวาการันต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร คุณธิติพงศ์ จุลพรศิริดี รองกรรมการจัดการใหญ่ สายงานการเงินและบัญชี และคุณสิริเดช คุ้มวงศ์ดี รองกรรมการจัดการใหญ่ สายงานการตลาดและพาณิชยกิจ ขอเรียนเชิญท่านผู้บริหารเริ่มการแถลงผลประกอบการค่ะ
ครับ สวัสดีครับ นักวิเคราะห์ นักลงทุนนะครับ เข้ามาพบตามการประชุมประจำไตรมาสนะครับ วันนี้มีเรื่องที่จะมารายงานหลายประเด็นนะครับ รวมทั้งเรื่องที่เราได้แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์ไปเมื่อสักครู่ที่ผ่านมานะครับ เรื่องการตัดสินใจของทิศทางของ PTT อาสาฮี บริษัท Joint Venture 50% นะครับ ของ GC กับบริษัทอาสาฮีครับ วันนี้ 3 หัวข้อเหมือนเดิมนะครับ จะมี CFO ท่านใหม่นะครับ จริงๆ ก็เป็นอดีต CFO GC วันนี้กลับมาร่วมกับ GC นะครับ ขอต้อนรับคุณพิติพงศ์ คงรู้จักกันอยู่แล้วนะครับ เรื่องแรกผมเป็นคนบรรยายนะครับ ไปหน้าต่อไปครับ คือภาพรวมแมคโครของเศรษฐกิจอันนี้ผมว่าคงท่านนักวิเคราะห์คงมีข้อมูลเยอะอยู่แล้วนะครับ แต่ประเด็นสำคัญก็คือตัวแปรสำคัญทุกอย่างตอนนี้อยู่บนโต๊ะหมดแล้วนะครับ รวมทั้งผลการเลือกตั้งของประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาก็ต้องคอยติดตามต่อว่าสิ่งที่เป็นนโยบายตอนหาเสียงเลือกตั้งก่อนเลือกตั้งกับการนำไปปฏิบัติจริงไม่ว่าจะเป็นเรื่องเศรษฐกิจการค้าภาษีต่างๆ นะครับ นโยบายเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศกับเรื่อง Climate Change จะได้ลำดับออกมาใช้ปฏิบัติแบบไหนอย่างไรและมีผลกระทบอย่างไรนะครับ แล้วก็ได้ประเมินภาพรวมอยู่ในการวางแผนธุรกิจอยู่แล้วนะครับ เช่นเดียวกันนะครับ นโยบายของประเทศจีนนะครับในการกระตุ้นเศรษฐกิจครับ ก็ต้องติดตามดูว่าจะได้ผลมากน้อยแค่ไหนอย่างไร นโยบายเรื่องการลดดอกเบี้ยนะครับของทั่วโลกรวมทั้งเรื่องราคาของน้ำมันดิบนะครับ ซึ่งแนวโน้มด้วยปัจจัยที่ทางอเมริกาคงจะเน้นเรื่อง Energy Transition เพราะ Fuel ก็ยังเป็นปัจจัยสำคัญนะครับ มองว่า Outlook แล้วน้ำมันไม่น่าจะแพงไปสูงไปกว่านี้แล้วนะครับ มีแนวโน้มที่จะต่ำลงมาหน่อยก็อยู่ในเป็น Factor ที่เราประเมินอยู่ในการวางแผนธุรกิจต่อไปนะครับ GDP ทั่วโลกนะครับก็ยังประมาณเท่าเดิมค่อนข้างแฟลตนะครับ แต่ในไตรมาส 3 เราเดิมก่อนหน้านี้เราคาดว่าของปีนี้นะครับจะเริ่มกลับตัวมาแต่ก็ยังไม่เห็นนะครับ ปีหน้าโดยรวมก็ยังเห็นว่าแฟลต แต่ข้อสังเกตก็คือจีนนะครับดูเหมือนจะไม่ได้ 5% เหมือนที่ตั้งใจไว้ที่วางแผนไว้นะครับ แต่ก็ compensate ด้วย region อื่นๆ นะครับ อยู่ใน assumption ในการวางแผนของธุรกิจของ GC หน้าถัดไปครับ อันนี้เป็นภาพของตัว EBITDA Adjusted EBITDA 9 เดือนนะครับ สีฟ้าก็เป็น 9 เดือน 2023 สีส้มเป็น 9 เดือนของ 2024 Adjusted EBITDA นะครับ เพื่อเทียบกันระหว่างแต่ละบริษัทกันเองนะครับ ซ้ายสุดก็เป็นของ GC นะครับ เรารักษาไว้ค่อนข้างดีถึงแม้ว่าในภาวะที่มีความผันผวนนะครับ ตัวเลข Absolute อาจจะไม่ได้สูงเหมือนเมื่อก่อนนะครับ แต่ว่าเทียบกับตัวเองในปีที่ผ่านมาที่มีภาวะผันผวนแล้วปีนี้ก็ผันผวนมากก็ยังสามารถรักษาระดับไว้ได้ค่อนข้างดี เทียบกับเพียร์นะครับในกลุ่มต่างๆ กลุ่มแรกทางด้านซ้ายนะครับ กลุ่มเอเชียซึ่งส่วนใหญ่เป็น Commodity นะครับ เช่นเดียวกันเทียบกับตัวเองของแต่ละบริษัทแนวโน้มโดยรวมแล้ว 9 เดือนนี้ 9 เดือนปีนี้เทียบกับ 9 เดือนปีแล้วส่วนใหญ่จะลดลงเยอะมากพอสมควรเกือบจะ 40% Year on Year นะครับ แตกต่างกันบ้างแล้วแต่ธุรกิจและ Portfolio ถ้าดูทางด้านกลุ่มของอเมริกันนะครับก็เป็น Proxy ของ 2 บริษัทใหญ่นะครับ ฐาน EBITDA ค่อนข้างสูงแต่ว่าเทียบกับตัวเอง 9 เดือนที่ปีที่แล้วกับปีนี้ก็มีแนวโน้มลดต่ำลงประมาณ 10% คล้ายๆ กันกับของยุโรปนะครับก็ลบ 10% เป็นตัวที่บอกว่าเราสามารถบริหารควบคุมต้นทุนค่าใช้จ่ายได้ดีพอสมควรในภาวะที่ผกผันเทียบกับเพียร์ต่างๆ ที่โดนผลกระทบเหมือนกันทั่วโลกนะครับ ถัดไปครับ อันนี้เป็นภาพเป็นตัวแทนนะครับของภาวะ Landscape ของธุรกิจปิโตรเคมีนะครับ หยิบมา 2 ตัวก็คือ Polyethylene กับ Polypropylene ด้านซ้าย Polyethylene ด้านขวา Polypropylene กราฟด้านบนก็จะเป็นเรื่องของ Operating Rate นะครับ ด้านล่างก็จะเป็นอีก Indicator หนึ่งซึ่งเราติดตามดูตลอดก็คือตัวเปอร์เซ็นต์ของ Self Sufficiency ของประเทศจีนครับ ผมอธิบายด้านซ้ายก็คือ Utilization แนวโน้มอย่างที่เราเห็นลดลงมาต่ำเหลือ 80% ทั่วโลกโดยเฉลี่ยนะครับ แล้วก็มีแนวโน้มที่จะลงต่ำอีกในอีก 2-3 ปีข้างหน้าก่อนที่จะเริ่มฟื้นตัวกลับมานะครับ เพราะว่าจะมี Capacity ใหม่ออกมาใน 2-3 ปีข้างหน้านะครับ แต่คิดว่าทุกคนเริ่มเห็นภาพแล้วนะครับ ตอนช่วงโควิดทุกคนอาจจะตั้งหลักกันไม่ได้เห็นภาพชัดช่วงที่ปิดประเทศอะไรต่างๆ Capacity ออกมาก็เลยมีการปรับตัวกันค่อนข้างรุนแรง แต่ตอนนี้ทุกคนเริ่มเห็นภาพเริ่มเห็น Indication เชื่อว่าก็คงมีการเริ่มทยอยปรับตัวการที่จะมีการสะดุดชะงักงานรุนแรงอะไรต่างๆ คิดว่าคงไม่ได้เป็นเหมือนเดิมนะครับ ทุกคนก็จะเอาตัวนี้เป็นใช้ในการวางแผน ส่วน Self Sufficiency ของ PE นะครับก็ถึงแม้ว่าจะจีนจะเริ่มมี Capacity ที่จะเริ่มไต่ขึ้นไประดับสูงมากขึ้นลดการพึ่งพาจากตลาดการนำเข้า แต่ก็ยังมี Room ที่ต้องนำเข้าสู่ประเทศจีนพอสมควร เทียบกับ PP นะครับตัว Operating Rate ก็จะต่ำนะครับ แล้ว Self Sufficiency Rate ของ PP ในประเทศจีนก็เริ่มสูงมากจนทำให้จีนกลายเป็นผู้ส่งออก PP เลยทำให้เห็นผลกระทบของ PP Chain จะค่อนข้างท้าทายแล้วก็หนักกว่าสาย PE โดยรวมนะครับ เราจะใช้ระยะเวลาอีกนานกว่าในการที่จะฟื้นตัวกลับมานะครับ คราวนี้กลับมาเรื่องของ GC นะครับ จะเป็นการตอบคำถามประเด็นที่นักวิเคราะห์นักลงทุนให้ความสนใจนะครับ แล้วที่ตามที่เราเคยให้ข้อมูลก่อนหน้านี้ว่าจะได้คำตอบได้ข้อสรุปนะครับ เรื่องของราคาของ Ethane จากอ่าวไทยนะครับที่มีการเจรจากับ Supplier ปตท.
ในกรณีนี้ครับ ก็ได้ข้อสรุปอย่างที่ตั้งใจไว้ อย่างที่ตั้งเป้าไว้ครับ โดยใช้พื้นฐานของสัญญาปัจจุบันครับ ซึ่งเป็นสัญญาที่ใช้ต่อเนื่องและยังมีผลบังคับใช้จนถึงปี 2030 อีก 6 ปีข้างหน้าครับ เรื่องของ Eco IRR ครับ เป็นหลักการตั้งแต่เริ่มพัฒนาปิโตรเคมีตอนเริ่มต้นก็ยังเป็นเหมือนเดิมครับ ผลของการเจรจาปรับต้นทุนต่างๆ ที่ ปตท. ได้รับครับ โดยใช้ Basis ของสัญญาปัจจุบันระหว่าง ปตท.
กับ GC ผลกระทบโดยรวมครับ ฝั่งที่เป็นด้านลบกับ GC ก็คือต้นทุนสูงขึ้นบ้างเล็กน้อยครับ ด้านที่เป็นบวกก็คือเราได้ Volume จากกราฟข้างล่างครับ หน่วยเป็นล้านตันต่อปี ได้ Volume ที่สูงกลับขึ้นมาครับ เราเริ่มเห็น Volume เริ่มสูงขึ้นมาตั้งแต่ปลาย Q3 และ Q4 ก็เริ่มเห็นครับ Run Rate ปัจจุบันถ้า Analyze แล้วจะกลับมาที่ประมาณ 1.9 ล้านตันต่อปี ซึ่งจะเห็นผลเต็มปีในปีหน้า Base ในปีของปีนี้ครับ 2024 ทั้งขาที่เป็นลบที่ต้นทุนเพิ่มขึ้นเล็กน้อยครับ กับขาบวกที่เริ่มเห็นแก๊สที่มีปริมาณเยอะขึ้นใน Q4 Net ออกมาแล้วผลที่จะรับรู้ตั้งแต่ต้นปีครับ มีผลตั้งแต่ต้นปี รวม Net แล้วทั้งปีเราจะ Recognize Book อยู่ในปลายปี นั่นก็คือ Q4 ครับ Net แล้วประมาณ -200 ล้านครับ แต่ผลบวกที่ก๊าซเพิ่มขึ้นครับจะเห็นผลเต็มปีในปีหน้าครับ ก็มีผลกระทบเล็กน้อยแต่ไม่ได้มากครับ อย่างที่เรียนนักลงทุนก่อนหน้านี้ว่าเราเจรจา เราเชื่อมั่นว่า Basis ของสัญญาเดิมครับจะเป็นตัวที่ทำให้เรายังสามารถรักษาความสามารถในการแข่งขันได้ครับ กราฟด้านขวาก็เป็นการ Reinforce การวิเคราะห์นั้นครับ กราฟที่เป็น Area สีเขียวอ่อนก็คือเป็น Spread ระหว่าง MOBJ ก็คือ NAFTA กับ Hiden ครับ ก็เป็นตัวแทนของ Polyethylene ถ้าช่วงที่ราคาน้ำมันสูงครับ อย่างด้านขวา Margin ก็จะ Squeeze ถ้าราคาน้ำมันต่ำ Margin ก็ค่อนข้างสูงเป็นตามธรรมชาติครับ กราฟสีฟ้าก็คือตัว EBIDA Margin ของคนที่เป็น Pure Attained Play ส่วนกราฟสีเขียวก็คือตัวแทนของ EBIDA Margin ของคนที่เป็น Pure NAFTA Based Play ครับ จะเห็นว่า ETAN โดยเฉลี่ยไม่ว่าจะเป็นช่วงที่ราคาน้ำมันสูงราคาน้ำมันต่ำก็จะมีต้นทุนการแข่งขันที่ดีกว่าคนที่เป็น Pure Play NAFTA GC ก็เป็น ETAN Based ถึงแม้จะไม่เป็น 100% แต่เราก็มี Flexibility โดยรวมความสามารถในการแข่งขันสาย Olifin ที่เป็น PE GC ก็มีความสามารถในการรักษาความแข่งขันต้นทุนครับได้ดีในช่วงที่มีภาวะผันผวน ประกอบกับการที่ GC เตรียมตัวมานานแล้วครับในเรื่องการปรับเปลี่ยน Configuration ของโรงงานเพื่อให้สามารถรับวัตถุดิบได้หลายแบบครับ โครงการต่างๆ ก็เสร็จเรียบร้อยแล้ว เรารับได้ทุกอย่าง แก๊สตั้งแต่อีเทน โปรเพนต่างๆ ไปถึงที่เป็น NAFTA ก็มีหมดแล้ว ก็ใช้วิธีในการ Optimize โรงงานครับเพื่อให้เหมาะสมกับ Free Stock ราคาและ Margin ในช่วงนั้นๆ อีกส่วนหนึ่งก็คือด้านขวาสุดด้านล่างครับ GC ก็ศึกษาเรื่องการนำเข้า ETAN จากต่างประเทศโดยเฉพาะในประเทศสหรัฐอเมริกา เราดูมาตลอดแล้วน่าจะมีข้อสรุปในเร็วๆ นี้ครับ ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งครับที่ถ้าเราตัดสินใจเรียบร้อยแล้วครับก็จะนำมารายงานให้กับนักวิเคราะห์นักลงทุนต่อไปครับ ก็เป็นทั้งหมดเป็นโปรแกรมในการเพิ่มขีดความสามารถและรักษาฐานตรงนี้ไว้ครับโดยเฉพาะการต่อสู้กับช่วงที่ภาวะผันผวน หน้าถัดไปครับ อันนี้เป็น Framework ของ 3 Step Evolution ครับ Strategy ของ GC ที่มีการอัปเดตและรายงานนักวิเคราะห์นักลงทุนไปเมื่อไตรมาสที่แล้ว เราก็ใช้ตัวนี้เป็นตัวดำเนินการในแผนธุรกิจครับ วันนี้จะมารายงานในแต่ละ Pillar ครับ 5 Pillar 1 Foundation ครับในแต่ละหัวข้อครับ หน้าต่อไปครับ หัวข้อแรกครับคือ Portfolio Transformation ก็คือเป็นการปรับ Portfolio และตัดสินใจหลังจากที่วิเคราะห์แล้วพยายามแก้ไขครับในธุรกิจที่ประสบกับการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญแล้ว Landscape ก็ไม่กลับไปเหมือนเดิม ก็ Identify ออกมาแล้วก็มีแผนที่ค่อนข้างจะเข้มข้น มี Time Frame ที่ชัดเจนที่จะตัดสินใจ ซึ่งเวนเกรกได้เรียนนักลงทุนนักวิเคราะห์ไปแล้วในเดือนกันยายนว่าเราตัดสินใจเข้าสู่กระบวนการ Insolvency ที่ฝรั่งเศส วันนี้ก็ได้เริ่มเดินตามแผนแล้ว ก็เริ่มอยู่ในช่วงที่กระบวนการของทางศาลที่ดูแลเรื่อง Insolvency ครับ เข้ามาเป็นผู้กำกับดูแลแล้วก็ดูแลเรื่องการขายทรัพย์สินครับ ก็มี Bid Proposal ต่างๆ อยู่ในการพิจารณาของศาลและ Administrator ร่วมกันครับ ก็มีเป้าหมายว่าจะปรับปรุงให้แล้วเสร็จครับ ขายทรัพย์สินต่างๆ ในฝรั่งเศสที่เกี่ยวข้องภายในปลายปีนี้ครับ แล้วจะเป็นกระบวนการในการ Clean Up โรงงานครับ ก็คือทำความสะอาดอุปกรณ์แล้วก็ปิดโรงงานที่ไม่ได้มีการโอนขายทรัพย์สินให้กับผู้ซื้อรายใหม่เพื่อให้อยู่ในสภาพที่มีความปลอดภัยครับ รวมทั้งดูแลพนักงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องด้วยความเป็นธรรมครับ ส่วนค่าใช้จ่ายในการที่เกี่ยวข้องกับการทำความสะอาดโรงงานเครื่องจักรเพื่อทำให้อยู่ในสภาพที่พร้อมในการที่จะปิดด้วยความปลอดภัย ค่าใช้จ่ายต่างๆ ก็จะ Book แล้ว Recognize ในปลายปีนี้ในไตรมาส 4 ครับ บางส่วน Recognize ในไตรมาส 3 ไปแล้วครับ ส่วนทรัพย์สินที่ไม่เกี่ยวข้องกับในฝรั่งเศสครับ ในอเมริกาแล้วก็ประเทศไทยครับ ก็ได้ทำการตกลงเจรจาสัญญาซื้อขายของ Monomer เพื่อให้ 2 ธุรกิจครับในไทยและอเมริกาเดินต่อได้ครับ สัญญาก็ใกล้จะแล้วเสร็จแล้ว ก็เริ่มที่แสวงหาผู้ที่สนใจที่จะมาลงทุนแล้วก็ซื้อกิจการในไทยและในอเมริกาต่อไปครับ ก็ทั้งหมดก็คาดว่าจะแล้วเสร็จในไตรมาส 1 ของปีหน้าเช่นกันครับ ส่วนเรื่องที่เป็นไฮไลท์ของวันนี้ที่ได้แจ้งตลาดทรัพย์ไปก่อนหน้านี้คือเรื่อง PTTR ครับ ได้มีการตัดสินใจแล้วเข้ากระบวนการอนุมัติต่างๆ ตามขั้นตอนครับ แล้วได้แจ้งตลาดว่า GC กับ ASAHI ในฐานะผู้ถือหุ้น 50/50 ได้ตัดสินใจร่วมกันที่จะยุติกิจการของ PTTR ครับในประเทศไทยครับ แล้วก็ได้เตรียมแผนและได้ดำเนินการมาสักพักหนึ่งแล้วเพื่อให้เกิดความพร้อมในการตัดสินใจวันนี้ในการดูแลให้เหมาะสมและเป็นธรรมกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับ PTTR หน้าถัดไปครับ Recap นิดหนึ่งครับว่า PTTR ก็คือเป็นบริษัท Joint Venture 50/50 ซึ่ง GC ครับรับซื้อกิจการในหุ้น 50% ต่อจาก ปตท.
มาสัก 8 ปีที่แล้วครับ ซึ่งนั้นเป็นภายใต้โครงการใหญ่ โครงการรวมมิตรที่มีการซื้อโอนกิจการรวมกัน 7 บริษัทครับ PTTAC ก็เป็นหนึ่งใน 7 บริษัทที่มีการโอนย้ายมาจาก ปตท.
PTTAC ธุรกิจก็คือการผลิต 2 Product หลักก็คือ Acrylonitrile 200,000 ตันต่อปีแล้วก็ MMA ซึ่งเป็นโรงงานที่สร้างในมาเลเซียตั้งแต่เราเริ่มรับธุรกิจมาในปี 2017 เป็นต้นมา 5 ปีแรกผลประกอบการอันนี้เป็นตัวเลข EBITDA ถือว่าดีมากในช่วง Cycle ก่อนหน้านี้ทำผลกำไรสะสมต่อเนื่องมาให้ยกเว้นในปีโควิดซึ่งธุรกิจก็มีผลกระทบเช่นเดียวกัน แต่เริ่มเห็นความเปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญในปี 2022 หลังจากที่ทุกอย่างกลับเข้ามาหลังโควิด สิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปก็คือต้นทุนของเทคโนโลยีทางเลือกซึ่งเป็น Propylene Base ของ PTTAC เป็น Propane Base ใช้ Propane เป็น Raw Material แต่คู่แข่งอื่นๆ ใช้ Propylene Base เกิดความแตกต่างที่เทคโนโลยี Propylene มีการพัฒนาและเกิดต้นทุนที่ต่ำลงอย่างมีนัยสำคัญ ขณะเดียวกันต้นทุนที่เป็น Propylene ตัว Propylene เองก็ต่ำลงอย่างมีนัยสำคัญผลมาจากการลงทุน Propylene Dehydrogenation ที่เยอะขึ้นมากในช่วงหลังโควิดบวกกับตลาดต่างๆ มีสภาพล้นตลาดถึงแม้ว่า Product MMA เองจะยังมี Margin ที่ดีแต่ว่าฐานจะเล็กกว่าของ AN เลยทำให้ประเมินด้วยทุกเหตุผลแล้วรวมทั้งการที่พยายามที่จะลดต้นทุนภายในของ PTTAC เองในตลอดปีที่ผ่านมาลดได้บ้างแต่ว่าไม่เพียงพอกับผลกระทบที่ดูแล้วก็จะเป็นแบบนี้แล้วไม่จะไม่กลับไปเหมือนเดิม ก็เลยตัดสินใจร่วมกับทาง ASAHI ซึ่งเขาได้ Book ตัว Impairment ในส่วน 50% ของ ASAHI ไปก่อนหน้านี้แล้วในเดือนพฤษภาคมซึ่งได้เรียนรายงานกับทางนักลงทุนก่อนหน้านี้ไปแล้ว เราใช้เวลาที่ผ่านมา 5-6 เดือนดูให้ครบถ้วนดูให้ถี่ถ้วนหาทุกวิถีทางสุดท้ายก็ตัดสินใจร่วมกันว่าการยุติกิจการเป็นทางเลือกที่เหมาะสมที่สุดภายใต้สถานการณ์ดังกล่าว แล้วก็จากนี้ไปก็จะเดินหน้าในการ Execute แผนของการดูแลผู้มีส่วนได้ส่วนเสียให้ได้รับผลกระทบน้อยที่สุด หน้าถัดไปแผนงานก็อาจจะใช้เวลาจากนี้ไปอีกประมาณ 3 ปี 3 ปีที่ต้องใช้เวลา 3 ปีเพราะว่าจะมีกระบวนการในการต้องทำความสะอาดอุปกรณ์ต่างๆ เพื่อให้เกิดความปลอดภัยรวมทั้งวางแผนแล้วรื้อถอนแล้วทำความสะอาดไซต์ เนื่องจากโรงงานนี้เป็นโรงงานที่สารเคมีต้องระมัดระวังเรื่องผลกระทบกับสิ่งแวดล้อมและสุขภาพจึงต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ แล้วก็มีเงื่อนไขเกี่ยวกับ License Agreement ที่จำเป็นต้องทำเรื่องนี้ให้เสร็จสิ้นก็เลยต้องใช้เวลาประมาณไว้ 3 ปี หน้าถัดไปก็อันนี้เป็นอัปเดตเรื่องแรกเรื่อง Portfolio Transformation ก็ทางฝ่ายบริหารของ GC ก็ให้ Commitment ว่าถ้าเราวางแผนแล้วดูแล้วธุรกิจไหนในระยะยาวแล้วมีประเด็นแล้วไม่สามารถที่จะกลับไปเหมือนเดิมเราก็จะเข้ากระบวนการที่ปรับโครงสร้างตามความเหมาะสมภายใต้เวลาที่เหมาะสม เรื่องที่ 2 จะรายงานก็คือเรื่องของ Holistic Optimization เป็นการเสริมสร้าง Competitiveness ของบริษัทต่อยอดจากโครงการต่างๆ ทางด้านซ้ายมือซึ่งเราทำมาตลอดเรื่อง Productivity Improvement Operation Excellence หรือ Max Digital หรือว่าตัว Project Fit อันนี้ก็เป็นการทำ On Top ของกิจกรรมเหล่านั้น พวกนั้นยังทำต่อแต่นี้จะเป็น On Top เป้าหมายด้านขวาก็คือที่เราทำก่อนหน้าโดยเฉลี่ยซึ่งกลายเป็น Business as Usual ไปแล้วทำให้ต้นทุนเราดีขึ้นประมาณ $150 ล้านต่อปี เป้าหมายที่เราจะทำต่อในกิจกรรมของ Holistic Optimization เราวางไว้ว่าในอีก 6 ปีก็คือ 2030 เราจะเห็น Run Rate Annualized ที่ $168 ล้านต่อปี รายละเอียดเราเริ่มจัดทำแผนแล้วตอนนี้เริ่ม Deploy ลงไปสู่ระดับปฏิบัติการ 4 หัวข้อหลักๆ ในการที่จะทำให้ Achieve ตัวนั้นก็คือจะเป็นเรื่องใหญ่จะเป็นเรื่อง Feedstock ก็จะขยายวงในการ Optimize Feedstock ร่วมกับ ปตท.
รวมถึง Sourcing ของ Feedstock ทั่วโลกนะครับ นอกเหนือจากแหล่งปัจจุบันครับ ด้านที่ 2 ก็จะเน้นเรื่องทาง Sales Marketing มากขึ้น เน้น Market ที่มีความสำคัญ Niche แล้วก็เป็น Strategic Market แล้วพยายามจะ Transition จาก Market ที่มีการแข่งขันรุนแรง ทำให้ต้นทุนกับ Margin ดูแล้วไม่ได้เป็นจุดที่ควรจะโฟกัสต่อไป เราก็เริ่ม Transition ไปซึ่งจริงๆ เริ่มทำมาแล้วนะครับ อันนี้ก็เริ่มเห็นผลครับ บวกกับการใช้มุมมองทางด้าน Marketing Platform นะครับ End Use ว่าลูกค้าใช้ในทางแอปพลิเคชันแบบไหน ก็ใช้นวัตกรรมเป็นตัวส่งเสริม อีกด้านหนึ่งก็คือเป็นการใช้ AI นะครับ เรื่องใช้ Digital ให้มากขึ้น Real Time แล้วก็ทำเป็นในวงกว้าง ไม่ได้เป็น Optimize เป็น Unit หรือเป็นแค่โรงงาน แต่ทำร่วมกันหลายๆ โรงงานพร้อมๆ กัน ก็จะเป็นตัวที่ทำให้ Contribute ให้เกิด Saving เพิ่มขึ้นครับ เรื่องสุดท้ายก็คือการ Deploy Operation Excellence ที่ทำอยู่แล้วในเมืองไทยทั้งบริษัท GC และบริษัทลูก ขยายวงออกไปช่วย Support ธุรกิจต่างประเทศ โดยเฉพาะ ALLNEX ซึ่งก็มีโรงงานอยู่ 30 กว่าโรงทั่วโลก ซึ่งก็จะเป็นตัวที่ช่วย Accelerate Cost Saving Optimization ของ ALLNEX ทำให้เกิดเร็วขึ้นแล้วเกิด Saving มากขึ้นครับ ทั้งหมดก็จะเป็นตัวที่ Contribute ให้เกิด Productivity และ Cost Saving ในส่วนเพิ่ม $168 ล้านต่อปีนะครับ Annualized Rate ในปี Target 2030 นะครับ หน้าถัดไปครับ อีกด้านหนึ่งนะครับ เรื่องการขยายนะครับ อันนี้เป็นโครงการที่ดำเนินการมาแล้วแล้วก็จะแล้วเสร็จในปีหน้านะครับ โครงการแรกจะเป็นเรื่องนอกเหนือจากเรื่อง Marketing ที่ผมเรียนมาแล้วนะครับ เป็นเรื่องของ PVC Chain นะครับ ซึ่งวันนี้ก็เป็นหนึ่งในไม่กี่ Product นะครับที่ถือว่าสามารถทำกำไรได้ดีพอสมควรในช่วงที่ภาวะผันผวนนะครับ ก็เป็นการลงทุนของ GC ที่ลงทุนมาร่วมกับพาร์ทเนอร์ญี่ปุ่น AGC นะครับ ภายใต้บริษัท AGC Vinythai ซึ่ง GC ถือหุ้นประมาณ 30 กว่าเปอร์เซ็นต์นะครับ เป็นโครงการในการขยาย PVC Chain นะครับ เป็น Scale ที่ใหญ่ 400,000 ตันต่อปีนะครับ เราจะแล้วเสร็จในปีหน้า โดยใช้ Supply จาก GC จะเป็นการ Extend ในตัว Olefin Chain ไปสู่ตลาดที่มีโอกาสและศักยภาพในการทำกำไรแล้วก็เติบโตพร้อมกับพาร์ทเนอร์นะครับ ทางด้าน PP นะครับ ซึ่งมีผลกระทบพอสมควรอย่างที่ผมรายงานก่อนหน้านี้ เราก็จะมาเน้นทำงานร่วมกับพาร์ทเนอร์ในการที่จะ Diversify ไปทางด้าน Specialty หรือ Compounding แทนที่จะขายเป็น Commodity Grade อย่างเดียวครับ ถัดไปครับ ALLNEX ครับ ALLNEX ปีนี้นะครับ รวมๆ ก็ถือว่ารักษาฐานได้ดีแล้วก็มีการเติบโตในแง่ของ Volume รักษามาได้ดีพอสมควรครับ เห็น Volume Growth ในปีนี้รวมๆ ประมาณว่าน่าจะประมาณ 5-6% Outlook ในปีหน้าต่อไปก็ประมาณ 7% นะครับ Breakdown ก็สูงต่ำแล้วแต่ Region นะครับ แต่ 7% เทียบกับ GDP ที่ผมรายงานก่อนหน้านี้ปีหน้า 3% กว่าๆ ก็คือเรา Target ว่าจะต้องการกลับมาที่ Baseline เดิม โดยใช้ Volume Growth ที่ประมาณ 2 เกือบๆ จะ 2 เท่าของ GDP โดยเฉลี่ยนะครับ ก็คือการเป็นการ Accelerate Growth กลับไปที่เดิมแล้วเพื่อที่จะเตรียมตัว Drive Growth ต่อนะครับ ไปสู่ทางด้านขวานะครับ เป้าที่จะตั้งไว้ €600 ล้าน EBITDA ในปี 2030 นะครับ ส่วนเรื่อง Hub นะครับที่ผมรายงานก่อนหน้านี้ไปหลายๆ ประชุมนะ มีทั้ง China และอินเดีย ถัดไปจะเป็นโปรเจคที่สำคัญก็คือ Southeast Asia Hub ที่จะมีการดำเนินโครงการในระยองนะครับ ซึ่งเป็นโครงการที่เราวางแผนและตั้งเป้าไว้ตั้งแต่ตอนทำศึกษาโครงการนะครับ วันนี้ก็เดินหน้าถึงจุดที่เราคิดว่าเราเดินหน้าแล้วว่าเรามีแผนชัดเจนในการขยายฐานในเมืองไทยซึ่งมีอยู่แล้ว 30,000 กว่าตัน แล้วก็อยากจะขยายเพิ่มเติมอีกเพื่อให้ประเทศไทยและระยองเป็น Hub ของ Southeast Asia ร่วมกับโรงงานที่มีอยู่ในประเทศต่างๆ ใน Southeast Asia อยู่แล้วนะครับ วางแผนว่าจะตัดสินใจ FID นะครับ ตอนนี้เป็นช่วงการศึกษาประเมิน Feasibility เบื้องต้นนะครับ แล้วก็จะเฟิร์มตัวเลขต่างๆ ตัดสินใจภายในปลายปีปีหน้านี้นะครับ ทั้งหมดก็จะเป็นกิจกรรมในการที่จะส่งเสริมให้กลับมาที่ฐานเดิมนะครับ แล้ว Drive Growth โดย Strategy 4 Engine ที่อย่างที่เคยเรียนไปก่อนหน้านี้แล้วนะครับ ถัดไปครับ อีกเรื่องหนึ่งนะครับ ตาม Pillar 5 และ 6 นะครับ อันนี้เป็นเรื่องระยะไกลขึ้นมานะครับ มันเกี่ยวข้องกับงานวิจัยพัฒนา เกี่ยวข้องกับเรื่อง Sustainability เกี่ยวข้องกับเรื่อง Bio แล้วก็เกี่ยวข้องกับการทำงานร่วมกับพาร์ทเนอร์ครับ เป็นโปรเจคที่เราทำร่วมกับพาร์ทเนอร์ TORAY นะครับ ซึ่งเป็นบริษัทในญี่ปุ่นที่มีประวัติยาวนานนะครับ ทางด้านหลายธุรกิจรวมทั้งด้าน Chemical ที่มี High Value ครับ เป็นโครงการร่วมกันศึกษาเป็น MOU ทำวิจัยพัฒนาที่จะใช้จุดแข็งของ GC ที่เรามีเทคโนโลยีทางด้าน Fermentation ทำสารที่เรียกว่า Bio-malic Acid เป็นเหมือนเป็นสารตั้งต้น Building Block เพื่อไปทำสารเคมีอื่นๆ TORAY ก็มีความสามารถในการทำสารต่อเนื่องที่เรียกว่า Bio-adipic Acid ซึ่งตัวนี้ก็จะเป็นวัตถุดิบเข้าไปทำไนลอน ซึ่งไนลอน 66 นี่มีอยู่แล้วนะครับในตลาด แต่เป็นไนลอน 66 ที่ทำจากสาร Fossil Fuel Base อันนี้จะเป็นความพยายามใน 2 เรื่องที่สำคัญ ก็คือเป็น Bio Base แล้วเข้าไป Blend แล้วก็ค่อยๆ เพิ่มปริมาณของ Blend ให้เป็น Bio Nylon 66 มากขึ้น อีกอันหนึ่งก็คือจะใช้เทคโนโลยีซึ่ง TORAY มี ก็คือแทนที่จะใช้น้ำตาลจากพืชทางการเกษตรธรรมดา จะใช้น้ำตาลจากพืชทางการเกษตรที่ไม่ได้ใช้ในเป็นอาหาร Cellulosic นะครับ เพื่อลดประเด็นในการที่จะต้องเลือกระหว่างการเป็น Supply Chain ของอาหารนะครับ อันนี้เป็นวัตถุดิบที่ต้องใช้เทคโนโลยีขั้นสูงครับ การวิจัยพัฒนาที่ผ่านมาเป็นไปได้ด้วยดีนะครับ มีผลจากการทำงานในแลบได้ผลที่น่าพอใจนะครับ อันนี้ก็เป็นการยกระดับ และโครงการนี้ได้รับทุนสนับสนุนจากรัฐบาลญี่ปุ่นนะครับ ในการวิจัยพัฒนาเพื่อเตรียมตัวที่จะขยายไปสู่ Commercial Scale ในอนาคตในปี 2030 นะครับ ถ้าทำสำเร็จก็จะมี Product ที่ใช้เทคโนโลยีของทั้ง 2 พาร์ทเนอร์ แล้วทำเป็นการส่งเสริม Sustainability แล้วเข้าไปอยู่ใน Product ปัจจุบัน แล้วทำให้ Product ที่มีอยู่เป็น Green และเป็น Bio และ Sustainable มากขึ้นนะครับ ก็คงจะมีเรื่องรายงานต่อไปเรื่อยๆ ในเรื่องนี้นะครับ ก็วันนี้ขออัปเดตเรื่องนี้ประมาณนี้นะครับ สุดท้ายก่อนจะส่งให้คุณสิทธิพงษ์นะครับ โดยสรุปเราก็จะเน้นกิจกรรมช่วงนี้คือรักษาฐานนะครับ ดูเรื่อง Portfolio ให้อย่างชัดเจน แล้วก็มีวินัยในการปรับ Portfolio ดำเนินการแล้วก็มี Timeline ที่ชัดเจน มี Discipline ดูแลเรื่องความสามารถในการแข่งขัน ไม่ว่าจะเป็น Feedstock หรือเรื่องการ Optimization เรื่องที่ 2 คือขณะเดียวกันก็สนับสนุนในการเติบโตในทิศทางที่เป็นการ Low Carbon High Value โดยเฉพาะ ALLNEX ขณะเดียวกันก็ยังทำดำเนินธุรกิจนะครับ รวมทั้งกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับ Bio Sustainability ครับ ทางด้านการเงินเดี๋ยวคุณสิทธิพงษ์คงมาขยายความนะครับ ว่าต้องมี Discipline รักษาเรื่อง Balance Sheet นะครับ ควบคุมค่าใช้จ่าย ส่วนโครงการที่จะเห็นผลออกมาแล้วเริ่มดำเนินการในปีหน้าปลายปีหน้า ก็คือโครงการ PVC ร่วมกับ AGC Vinythai นะครับ อีกอันหนึ่งก็ Natural Gas ที่นครสวรรค์ครับ งั้นเดี๋ยวขอส่งต่อให้คุณสิทธิพงษ์ครับ ขอบคุณครับ CEO ก็สวัสดีท่านนักวิเคราะห์นักลงทุนทุกท่านนะครับ ก็วันนี้ก็ได้กลับมาเจอกันอีกครั้งครับ ในนามของ PTTGC นะครับ ก็เดี๋ยวขออาจจะใช้เวลาไม่มากนะครับ พยายามที่เพราะว่าเรามีพรีวิวกันไปรอบหนึ่งแล้วนะ ผมจะแตะเฉพาะประเด็นสำคัญ แล้วถ้ามีประเด็นไหนที่อยากจะสอบถามเพิ่มเติม เดี๋ยวเราคุยกันในตอน Q&A Session นะครับ สำหรับผลประกอบการของ GC นะครับ ในภาพรวมของไตรมาส 3 ในแง่รายได้ก็ปรับลดลงประมาณ 11% Q-on-Q นะครับ แต่ว่าถ้าดู EBITDA ก็ปรับลดลงเหมือนกันนะครับ จาก ฿9,600 ล้าน เหลือประมาณ ฿8,300 ล้าน นะครับ ในภาพรวมของ 9 เดือนนะครับปีนี้ รายได้เราก็เพิ่มขึ้น 4% นะครับ แต่ที่สำคัญกว่าก็คงเป็นเรื่องของ EBITDA นะครับ EBITDA ในภาพรวมเราก็โตขึ้น 3% นะครับ เหมือนที่ CEO ได้เรียนไปแล้วนะครับ จาก ฿28,000 ล้าน เป็น ฿29,000 ล้าน นะครับ แล้วถ้าเราดูตรงฝั่งด้านซ้ายล่างนะครับ ในแง่ของตัว Operating Profit ก็คือ Bar Chart ที่เป็นสีเทาๆ นะครับ ไตรมาส 3 ดูเหมือนดีขึ้นเมื่อเทียบกับไตรมาส 2 นะครับ ไตรมาส 2 ลบ ฿1,600 ล้าน นะครับ ไตรมาส 3 ลบประมาณ ฿1,000 ล้าน นะครับ แต่อย่างไรก็ตามในไตรมาส 3 นะครับ อย่างที่เราทราบกันนะครับ ก็มีตัว Stock Loss นะครับ โดyหลักก็มาจากราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวลดลงนะครับ งั้น Stock Loss รวมกันประมาณ ฿3,900 ล้าน นะครับ แต่ Net กับตัว Hedging ของ Commodity แล้วก็ตัว FX Gain นะครับ ในไตรมาส 3 ก็ Net ออกมาก็ติดลบประมาณสัก ฿700 ล้าน นะครับ ตัวสำคัญก็จะเป็นเรื่องของตัว Impairment นะครับ ซึ่งรายละเอียดเดี๋ยวจะเรียนให้ทราบในพาร์ทถัดไป ก็ตอนนี้ภาพรวมของตัว Impairment Vinythai Collect อยู่ที่ ฿8,500 ล้าน แล้วก็ PTT Asahi ฿8,900 ล้าน นะครับ รวมกันก็ประมาณ ฿17,000 ล้าน นะครับในไตรมาส 3 นะครับ สำหรับตัว Contribution ตาม Segment นะครับ ถ้าดูตัว Pie Chart ด้านขวาล่างนะครับ อันนี้เป็นแบบเดิมนะครับที่เราดูกันมาตลอด ก็จะเป็นแบ่งเป็น Upstream Intermediate นะครับ แล้วก็มีตัว Polymer Chemical แล้วก็ Bio นะครับ แล้วก็ Performance นะครับ อันนี้ผมคิดว่านักวิเคราะห์คงเห็นแล้วนะครับใน MD&A ในหน้าถัดไปนะครับ อันนี้ก็แบ่งมาให้ดูอีกแบบหนึ่งนะครับ เผื่ออันนี้จริงๆ ก็จะเรียนสอบถามในรอบนี้ด้วยนะครับ ว่าอยากให้เรานำเสนอในรูปแบบไหนนะครับ แล้วก็ถ้าเกิดมีความเห็นชัดเจนแล้วก็ฝากแจ้งมาทางทีม IR นะครับ ถ้าดูกราฟทางด้านซ้ายมือนะครับ อันนี้เราจะแบ่งเป็น Refineries นะครับ Aromatic Chain Olefin Chain นะครับ แล้วกลุ่มที่เป็น Green Products ทั้งหลายนะครับ แล้วก็มี Performance Chemical นะครับ ซึ่งถ้าดูแบบนี้นะครับ ก็จะเห็นว่าจริงๆ GC เราเอง Portfolio เราค่อนข้าง Balance นะครับ เรามีกลุ่มที่เป็น Refineries สัก 17% ในไตรมาส 3 นะครับ Aromatic Chain รวมกัน 27% นะครับ อันนี้ก็จะเป็นกลุ่มที่เรียกว่าเป็น Pure Commodity นะครับ อันนี้ก็จะ Track ง่ายเวลาดู Margin อย่างที่ท่านนักวิเคราะห์คุ้นกันแล้ว ก็ดู GRM นะครับ ซึ่งถ้าดู GRM ในไตรมาส 3 ก็จะเห็นว่าเพิ่มขึ้นนะครับเมื่อเทียบกับไตรมาส 2 แต่ว่าจะมี Stock Loss นะครับ กลุ่ม Aromatic นะครับ ก็หลักๆ เราก็ดู PX เบนซีน อย่างที่ท่านนักวิเคราะห์คุ้นนะครับ เป็นตัวหลักก็จะเห็นว่าจริงๆ ในภาพรวม PX Spread แย่ลงนะครับ เบนซีน Spread ก็ลดลงนิดหนึ่งนะครับ แต่ในเรื่องของ Performance จะมีเรื่องของวัตถุดิบก็คือ Condensate นะครับ Condensate ในไตรมาส 3 ปรากฏว่าแทนที่จะเป็น Premium เป็น Discount นะครับ เพราะในภาพรวม Aromatic Chain ก็ Margin จะดีขึ้นในไตรมาส 3 นะครับ แต่ส่วนที่ด้านซ้ายมือของตัวกราฟด้านซ้าย ก็คือตัว Olefin Chain ซึ่งอันนี้เป็นจุดที่คิดว่านักวิเคราะห์ทุกคนคงทราบแล้วว่าเป็นจุดที่ GC แตกต่างจากผู้เล่นรายอื่นนะครับ อย่างที่ CEO ได้เรียนว่าเราเรามีวัตถุดิบ Gas Feedstock นะครับ แม้ว่าก่อนหน้านี้อาจจะมีประเด็นเรื่องความไม่แน่นอนว่าราคาจะปรับมั้ยนะครับ เรื่อง Single Pool Gas จะ Impact เท่าไหร่นะครับ วันนี้ภาพก็คิดว่าชัดเจนแล้วว่าต้นทุน Ethane ก็เพิ่มขึ้น 3% แต่ Net Impact ไม่ได้เพิ่มขึ้นมากนะครับ เพราะว่าเราได้ Gas Ethane เพิ่มขึ้น ตัว Margin เราก็จะดีขึ้นด้วยนะครับ ก็จริงๆ ถ้าดู Impact อย่างของปี 2024 แทบจะไม่เห็น Impact นะครับจากการปรับราคาตรงนี้นะครับ และการปรับราคาอย่างที่ CEO เรียนก็อยู่บนหลักการเดิมก็คือเรื่องของตัว Profit Sharing นะครับ ส่วนสุดท้ายที่เป็นสีส้มๆ 22% อันนี้ก็คือเป็น Performance Chemical นะครับ ซึ่งถ้าหลังจาก Vinythai Collect ดำเนินการเรื่องการปรับตัวโครงสร้างองค์กรเรียบร้อยแล้ว ตัวธุรกิจหลักตรงนี้ก็คือตัว ALLNEX นะครับ ซึ่ง Contribution ก็เกือบ 1 ใน 4 มันจะเห็นว่า 4 ส่วนรวมกันก็เกือบ 100% นะครับ แต่จะมีพาร์ทสีเขียวๆ นะครับ ซึ่งอันนี้ก็เป็นส่วนที่เป็นเรื่องของตัวธุรกิจในอนาคตนะครับ เรื่องของ Bio Base ซึ่งตรงนี้ก็เป็นจุดเริ่มต้นนะครับ ในอนาคตก็คงต้องดูพัฒนาการตรงนี้นะครับ หน้าถัดไปเลยครับ อันนี้ก็เข้าใจว่าเดิมเราก็พรีเซนต์แบบนี้ ก็มี Format แบบเดิมให้ดูด้วยนะครับ เผื่อว่าเรายังชอบแบบเดิมอยู่นะครับ แต่ผมจะขอไฮไลท์เฉพาะตัวที่สำคัญๆ แล้วกันนะครับ ก็จริงๆ เรื่องของโรงกลั่นเราพูดไปแล้วนะครับ ว่าตัว Market GRM ดีขึ้นนะครับ จาก $3.2 เป็น $3.5 ต่อบาร์เรล นะครับ แต่ว่าในแง่ของตัวถ้าดูตัวยอดขายของตัวโรงกลั่นจริงๆ ก็ลดลงนิดหน่อยนะครับเมื่อเทียบกับไตรมาส 2 นะครับ แต่ถ้าดูในส่วนของตัว Aromatic อย่างที่เมื่อกี้เรียนไปแล้วว่าจริงๆ P2F ดีขึ้นนะครับ แม้ว่าตัว PX เบนซีน Spread จะดูเหมือนปรับแย่ลง อันเนื่องมาจาก Condensate นะครับราคาถูกลงนะครับ ในส่วนของ Olefin นะครับ ก็ถ้าดูตามนี้ก็จะเห็นว่าราคาเอทิลีนลดลงนะครับ Propylene เพิ่มขึ้นนะครับ แต่จริงๆ เวลาดูอย่างนี้มันก็อาจจะไม่ค่อยเห็นภาพ เพราะว่าจริงๆ เอทิลีน Propylene ในกลุ่มของ GC เราไปต่อยอดในการที่ไปเปลี่ยนรูปเป็นผลิตภัณฑ์ปลายทางนะครับ แล้วก็ในส่วนของตัว Stock Loss นะครับ เฉพาะในส่วนของตัว Refineries นะครับ Aromatic รวมกันก็อยู่ที่ประมาณ ฿3,600 ล้าน นะครับ หน้าถัดไปครับ อันนี้เป็นส่วนของ Intermediate นะครับ ซึ่ง Intermediate ก็รวมผลิตภัณฑ์อย่างเช่น Phenol BPA จริงๆ ก็อยู่ในบริษัทเดียวกันนะครับ แล้วก็มี MEG นะครับ มี PTA นะครับ ที่เป็น Chain ของตัว Aromatic Chain นะครับ เพื่อไปต่อยอดในกลุ่มตัว PET Fiber Resin นะครับ แล้วก็มี PO นะครับ ส่วน ANMMA ตรงนี้ก็โดยหลักก็เป็นของส่วนของ PTT Asahi นะครับ ซึ่งวันนี้ตามที่ CEO ได้เรียนว่าเราได้ประกาศนะครับ ยุติการดำเนินการนะครับตรงนี้ ในอนาคตก็คิดว่าไม่จำเป็นจะต้องติดตามต่อนะครับ เพราะฉะนั้นในส่วนของ Intermediate ก็จะลดลงนะครับ ซึ่งในภาพรวมของ Intermediate ก็ถ้าดูตัว EBITDA นะครับในไตรมาส 3 ก็ปรับลดลงพอสมควรนะครับ จาก ฿1,000 ล้าน มาเหลือ ฿236 ล้าน นะครับ ก็จริงๆ หลักๆ ก็น่าจะมาจากตัว Phenol นะครับที่มีตัว Margin นะครับที่ลดลงนะครับ แล้วก็มีเรื่องของตัว Propylene Oxide นะครับ ที่ตอนนี้ตลาดก็ยังไม่ดีนะครับ Spread ลดลงจาก $182 เหลือ $140 นะครับ แล้วก็ตัว MEG เองจริงๆ ถ้าดู Spread เหมือนดีขึ้นนะครับ แต่เนื่องจากว่าในไตรมาส 3 ก็จะมีเรื่องของการส่งออก ก็มีเรื่องค่าเฟรตด้วยนะครับที่มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นนะครับ เพราะงั้นในภาพรวมถ้าแยก Segment แบบนี้ ตัว Intermediate ก็ปรับลดลงนะครับ จาก ฿1,996 ล้าน เหลือ ฿236 ล้าน ส่วนสีเทานี่เป็นเรื่องของการรับรู้ส่วนของที่เป็นตัว Profit Sharing จากตัว JV นะครับ หน้าถัดไปครับ อันนี้ก็เป็นเรื่องของ Polymer Chemicals นะครับ ก็ในภาพรวมก็จะเห็นว่าตัว Polyethylene นะครับ ก็ราคายังปรับลดลงนิดหน่อยนะครับ แล้วก็ตัว High Density Ethylene ก็ Margin ดูลดลงนะครับ แต่จริงๆ ถ้าดู Performance หลักๆ คงต้องดูตัวราคา HDPE นะครับ เพราะงั้นในภาพรวมก็จะเห็นว่าตัวยอดขายปรับลดลงนิดหน่อยนะครับของกลุ่มที่เป็นกลุ่มโพลิเมอร์ทั้งหลายนะครับ จาก 586 เหลือ 567 กิโลตัน นะครับในไตรมาส 3 แต่ในเรื่องของ Performance จริงๆ ในภาพรวมจะเห็นว่าดีขึ้นนะครับ เพราะว่าในแง่ของตัว PE ที่เราขายมี Premium สูงขึ้นนะครับ เพราะงั้นในภาพรวมก็ทำให้ตัว EBITDA ตรงนี้ดีขึ้นนะครับ หน้าถัดไปครับ อันนี้เป็นกลุ่ม Bio นะครับ Bio ตัวหลักก็เป็นตัวกำไรนะครับจาก GGC นะครับ ซึ่งจะเห็นว่าถ้าดู Spread ของ ME นะครับในไตรมาส 3 ก็ทรงๆ นะครับ แต่ตัว Fatty Alcohol Spread ดีขึ้นพอสมควรเลยนะครับ จาก $277 เป็น $365 ก็ทำให้ส่วนที่เป็นเรื่องของ Performance ของตัว GGC ก็ดีขึ้นนะครับ จริงๆ ในนี้มี NVIGO นิดหน่อยนะครับ ในภาพรวมก็ปรับเพิ่มขึ้นจาก ฿40 ล้าน ในไตรมาส 2 เป็น ฿150 ล้าน ในไตรมาส 3 นะครับ หน้าถัดไปครับ อันนี้เป็นส่วนของตัว Performance จริงๆ หลักๆ ก็เป็นตัว ALLNEX นะครับ ผมขออนุญาตไปหน้าถัดไปเลยดีกว่านะครับ อันนี้เป็นภาพของ ALLNEX นะครับในไตรมาส 3 นะครับเทียบกับไตรมาส 2 นะครับ ถ้าดูตัว Waterfall ตามกราฟซ้ายบนนะครับ ก็จะเห็นว่าตัว EBITDA ลดลงนิดหน่อยนะครับ จริงๆ ถ้าดูในแง่ของตัว Margin จะเห็นว่ามันดีขึ้นนะครับประมาณ 2% นะครับ แต่ตัวที่ทำให้ EBITDA ลดลงเป็นเรื่องของ Sales Volume นะครับ ผมคิดว่าทางนักวิเคราะห์คงพอเห็นภาพในช่วงที่ผ่านมาว่าในแง่ยอดขายของ ALLNEX ครึ่งปีหลังนะครับจะต่ำกว่าครึ่งปีแรก ซึ่งอันนี้เป็นคล้ายๆ Seasonality ของการขายของเค้านะครับ ก็อันนี้ก็ไม่ได้เป็นอะไรที่ Surprise นะครับที่ยอดขายลดลงนะครับ แล้วก็อาจจะมี Impact ของตัว FX นิดหน่อยนะครับ ซึ่งถ้าดู Year-on-Year จริงๆ จะเห็นว่าตัว EBITDA แทบไม่ได้ต่างกันมากนะครับ ปีที่แล้วไตรมาส 3 อยู่ที่ €557 ล้าน นะครับ ปีนี้ก็อยู่ที่ €559 ล้าน จริงๆ เพิ่มขึ้นนิดหน่อยด้วยนะครับ ถ้ามองในมุม Volume ซึ่งอันนี้ก็สอดคล้องกับที่ทาง CEO ได้เรียนนะครับ ว่าปีนี้ยอดขายในภาพรวมเพิ่มขึ้นใกล้เคียง 5% นะครับ เพื่อให้พวกเรา Track Performance ได้ ก็ถ้าดูในแง่ของ Segmentation ตามตารางด้านขวาบนนะครับ อันนี้ก็พยายามแยกให้เห็น Segmentation ในแง่ของการขายนะครับ ก็จะเห็นว่าอย่าง Industrial Metal จะค่อนข้างนิ่งๆ นะครับ จริงๆ แทบจะนิ่งๆ ทุกๆ อันเลย อาจจะมีตัวที่มันกระเพื่อมหน่อยจะเป็นตัวสุดท้ายก็คือ Packaging and Consumer Goods นะครับ แต่จะเห็นว่า Range ของมันก็จะอยู่ประมาณ 23-25% นะครับ จริงๆ ไม่ได้เปลี่ยนมากในแง่ของสัดส่วนนะครับ แล้วถ้าดู EBITDA อย่างไตรมาส 3 ปีที่แล้วก็จะอยู่ที่ €68 ล้าน นะครับ ปีนี้ก็เพิ่มขึ้นมานิดหน่อยอยู่ที่ €69 ล้าน นะครับ แล้วก็ตัว Adjusted EBITDA Margin ก็ถ้าเทียบ Year-on-Year จะเห็นว่าเท่ากันเลย 12% นะครับ ช่วงไตรมาส 2 ซึ่งยอดขายก็จะดีกว่านะครับ ก็จะเห็นว่า EBITDA ก็จะอยู่ที่ประมาณสัก 14% นะครับ ก็จะเห็นว่าจริงๆ ในแง่ของ Performance ของ ALLNEX จริงๆ โดยหลัก EBITDA ก็จะปรับไปตามตัว Sales Volume เป็นหลักนะครับ หน้าถัดไปครับ อันนี้จะเห็นว่ายิบนิดหนึ่งนะครับ แต่ผมคงไม่พูดทั้งหมดนะครับ ก็คงจะไฮไลท์เฉพาะตัวที่สำคัญนะครับ ผมขอไปชวนดูตัว Adjusted EBITDA นะครับ ซึ่งจะเห็นว่า Adjusted EBITDA ลดจาก ฿9,662 ล้าน ในไตรมาส 2 เป็น ฿8,387 ล้าน ในไตรมาส 3 นะครับ จริงๆ ตัวหลักเกิดจากตัว P2F ครับ จริงๆ P2F ถ้าดูบรรทัดที่ 3 ลดลงจาก ฿36,300 ล้าน เป็น ฿34,800 ล้าน นะครับ จริงๆ ก็ลดลงไปประมาณ ฿1,500 ล้าน นะครับ ในนี้ก็จะไปโดนตัว Stock Loss นะครับ ซึ่งถ้าไปดูบรรทัด EBITDA จะเห็นว่ามันต่างกันเยอะนะครับ แต่ตรงนั้นมี Stock Loss อยู่ประมาณ ฿3,900 ล้าน จริงๆ ถ้าเอา ฿3,900 ล้าน บวกกลับก็จะอยู่ที่ประมาณ ฿8,000 กว่า นะครับ แล้วก็ใน Q2 พอดีมีเรื่องของการรับรู้กำไรนะครับจากการทำ Bond Buyback นะครับประมาณ ฿2,000 กว่าล้าน เพราะงั้น Net ไปจริงๆ Delta ก็จะ In-line กับตัวส่วนต่างของ Adjusted EBITDA นะครับ แล้วก็มีโน้ตนิดเดียวนะครับ ในส่วนของตัว Corporate Income Tax นะครับ ไตรมาส 3 จะเห็นว่าเรามี Corporate Income Tax -฿900 ล้าน นะครับ ไตรมาส 3 เป็นบวกนะครับ เพราะเป็นรายการกลับรายการที่เป็นเรื่องของไอ้ตัว DTA นะครับ ตัว Deferred Tax Asset นะครับ เพราะว่ามีการรับรู้เรื่องของตัวผลขาดทุนเพิ่มเติมนะครับ เพราะว่าเดิมเราภาพของตัวประมาณการกำไรจากพวกตัว Loss Carry Forward นะครับ มีการเปลี่ยนไปนะครับในไตรมาส 3 นะครับ หน้าถัดไปเลยครับ อันนี้ในส่วนของตัวเลขนะครับของตัวเรื่องของ Impairment นะครับ อย่างที่เรียนในเบื้องต้นว่าสำหรับ Vinythai Collect ตอนนี้ในส่วนที่เป็นเรื่องของตัวเรื่อง Investment ที่ Book นะครับ ก็เรา Impair ทั้งหมดนะครับ ฿7,960 ล้าน นะครับ แล้วก็จะมีส่วน Provision อันนี้ก็คือส่วนที่เกี่ยวข้องกับค่าใช้จ่ายนะครับที่ใช้ในการที่จะปรับโครงสร้างองค์กรของ Vinythai Collect นะครับ ในไตรมาส 3 เรารับรู้ไปนะครับ Net กับ DTA ไป DTL แล้วก็จะอยู่ที่ประมาณ ฿614 ล้าน นะครับ ซึ่งอันนี้ก็ Equivalent to ประมาณสัก €10-18 ล้าน นะครับ สำหรับในไตรมาส 4 นะครับ อย่างที่ CEO ได้เรียนว่าคงรอเรื่องของความชัดเจนนะครับในแง่ของแผนนะครับ ซึ่งคาดว่าตัว Impact ไม่ได้เยอะนะครับ สำหรับ PTT Asahi นะครับ ก็ในแง่ของตัว Book ที่อยู่ในงบรวมของงบคอนโซลของ GC ทั้งหมด ฿8,937 ล้าน นะครับ อันนี้เราก็รับรู้ Impair ทั้งก้อนนะครับในไตรมาส 3 นะครับ ซึ่งจากวันนี้นะครับที่มีการประชุมผู้ถือหุ้นของ PTT Asahi เรียบร้อยแล้วก็จะมีส่วนที่จะต้องสำรองนะครับเพื่อที่จะรองรับค่าใช้จ่ายนะครับในเรื่องของการที่จะยุติกิจการของ PTT Asahi นะครับ เม็ดเงินรวมกันในส่วนที่บริษัทต้องการก็ประมาณ ฿6,000 กว่าล้าน แต่ถ้าดูครึ่งหนึ่งของ GC นะครับก็จะอยู่ที่ประมาณ ฿3,035 ล้าน นะครับ อันนี้นะครับก็เป็นเรื่องค่าใช้จ่ายในอนาคตนะครับที่คงต้องทยอยเพิ่มทุนไปนะครับ แต่ว่าอันนี้เราในเบื้องต้นเราก็คิดว่าเราจะเหมือนกับตั้งสำรองไว้เลยนะครับในไตรมาส 4 รวมทั้งสิ้นนะครับก็ประมาณ ฿3,000 ล้าน นะครับ เพราะงั้นถ้าดูในภาพรวมจะเห็นว่าอย่างที่ก่อนหน้านี้ทางฝ่ายจัดการได้เคยแจ้งนักวิเคราะห์ไปว่าในเรื่องของ Impairment ทั้งหมดในปีนี้ก็ประมาณสัก ฿20,000 ล้าน อันนั้นก็จะเป็นตัวเลขกลมๆ รวมกันนะครับอยู่ที่ประมาณ ฿20,000 ล้าน นะครับ แต่จริงๆ ในส่วนของ Vinythai Collect จริงๆ ค่าใช้จ่ายที่จะเกิดขึ้นในไตรมาส 4 ถ้ามีตัวเลขชัดเจน อันนั้นต้องไปรวมถึงในส่วนของกิจการของ Vinythai Collect ที่อยู่ในประเทศไทยและในประเทศอเมริกา ซึ่งอยู่ในกระบวนการที่จะทำเรื่องของการขาย ตรงนั้นก็จะเป็นส่วนที่เรารับรู้เพิ่มเข้ามานะครับในอนาคต เพราะงั้นเวลาดูตัวเลข Provision ถ้าจะมีในไตรมาส 4 อย่าเพิ่งตกใจนะครับ มันยังมีส่วนที่เดี๋ยวเราจะไปรับรู้เป็นเกณฑ์ในปีหน้าด้วยนะครับ อันนี้ก็หลังจากที่เราทำเรื่องของการปรับโครงสร้างของตัว Vinythai Collect แล้วก็ PTT Asahi ไป อันหนึ่งที่จะช่วยมากๆ เลยในแง่ของตัว Bottom Line ก็คือภาระจาก 2 ตัวนี้นะครับ ถ้าดูจากตัว Performance ที่ผ่านมา 2 ตัวรวมกันจะมีขาดทุนประมาณ ฿5,000 ล้าน เพราะงั้นพอเรา Offload ตรงนี้ไป ภาระตรงนี้ก็จะหายไปนะครับ ฿5,000 ล้าน แล้วก็มีเรื่องของ EBITDA อีก ฿2,600 ล้าน นะครับ อันนี้ก็เป็นตัวเลขจาก Past Performance นะครับ เพื่อให้มีภาพนะครับว่า Outlook ของ Performance ของ GC นะครับเทียบกับ Baseline เดิมในปี 2024 จะเป็นยังไงนะครับ หน้าถัดไปครับ ในส่วนของ Balance Sheet นะครับ ก็ในภาพรวมผมไปดูทางด้านกราฟซ้ายล่างเลยดีกว่านะครับ ในภาพรวมของตัว Net IBD to Equity ของเราก็ยังไม่เกิน 1 เท่านะครับ Net Debt to EBITDA นะครับก็อยู่ที่ประมาณ 6.3 เท่านะครับ ซึ่งอันนี้ก็ยัง In-line นะครับกับสิ่งที่เราพูดคุยกับ Rating Agency เพราะว่าทั้ง 3 Rating Agency ไม่ว่าจะเป็น S&P Moody's แล้วก็ Fitch ก็ Confirm Rating ของ GC นะครับ แล้วก็ในแง่ของภาพตัว Loan Portfolio นะครับ ก็ตอนนี้หนี้ทั้งหมดของเราก็จะเป็น Fixed ประมาณเกือบครึ่งๆ นะครับ แล้วก็มีส่วนที่เป็นดอลลาร์ประมาณ 36% นะครับ Loan Life ก็เกือบ 6 ปีนะครับ จริงๆ ดอกเบี้ยหลัง รวม CCS ของเราก็ยังอยู่ในระดับที่ไม่สูงนะครับ ประมาณไม่เกิน 4% นะครับ หน้าถัดไปครับ อันนี้ก็เป็นตัวเลขในเรื่องของตัว CAPEX นะครับ อันนี้ผมคิดว่าพวกเราเห็นกันหลายรอบแล้วนะครับ อันนี้ก็เป็นข้อมูลนะครับ หน้าถัดไปครับ สุดท้ายนะครับ ก็คงเป็นเรื่องของตัวมาตรการนะในการที่จะเสริมสร้างความแข็งแกร่งทางการเงินของ GC นะครับ ในเรื่องของการที่จะออก Perpetual Bond นะครับ ตอนนี้เราก็มีโปรแกรมที่จะออก Perpetual Bond นะครับ ซึ่ง Subscription ก็ประมาณสักต้นเดือนธันวาคมนะครับ ซึ่งการออกตัว Perpetual Bond ก็จะทำให้เราสามารถที่จะรับรู้ส่วนที่เป็น Equity Portion ตามเกณฑ์ของ Credit Rating ครึ่งหนึ่งนะครับ อันนี้ก็จะช่วยทำให้ตัว Financial Ratio ของ GC ดีขึ้นนะครับ แล้วก็บนสถานการณ์ทั้งหลายที่เกิดขึ้น ผมคิดว่าอย่างน้อยอันหนึ่งที่เป็นมุมมองจากคนนอกจากบรรดา 3 Rating เค้าก็ยัง Confirm Rating นะครับ แล้วก็ Support เรื่องของทิศทางการที่จะจัดโครงสร้างทางการเงินของ GC นะครับ หน้าถัดไปเลยก็ได้ครับ ก็ในภาพรวมนะครับของปี 2025 เรามองว่าตัวราคาน้ำมันดิบก็คงจะอยู่แถวประมาณ $75-79 ต่อบาร์เรล นะครับ ก็ลดลงนิดหน่อยนะครับเมื่อเทียบกับปี 2024 นะครับ ตัว Spread ของดีเซลซึ่งเป็นตัวแทนของตัว Margin ของโรงกลั่นก็คิดว่ายังอยู่ใกล้เคียงกับปี 2024 ดีขึ้นนิดหน่อยนะครับ แต่ส่วนของ GC ที่จะดีขึ้นก็คือว่าตัวโรงกลั่นเดิมเรา SPM เราอาจจะใช้ได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ ปีหน้าจะไม่มีปัญหาเรื่องของ SPM นะครับ ตรงนั้นคาดว่าจะทำให้ต้นทุนเราลดลงไป นะครับ จากเดิมที่ต้องมีใช้ Shift to Shift ต่อไตรมาสก็น่าจะ Cost ลดลงไปประมาณ ฿450 ล้าน นะครับ ตัว Aromatic นะครับ Margin ก็คิดว่าดีขึ้นนิดหน่อยเมื่อเทียบกับปีนี้นะครับ ในส่วนของตัว PX นะครับ ตัวเบนซีนอาจจะปรับลดลงนิดหน่อย เพราะงั้น Net ในภาพรวม Aromatic เรายังเรียกว่ามอง Conservative นะครับ เพราะว่าถ้าเกิดไปดูภาพของตัว CMAI เข้าใจว่ามองไปข้างหน้า 3-5 ปี Supply ค่อนข้างจำกัดในการที่มา Demand คาดว่าจะดีขึ้นนะครับ ส่วนของตัว HDPE นะครับ ก็เรามองว่าราคาก็น่าจะยังโดยภาพรวมเกิน $1,000 นะครับ แล้วก็ตัว Spread ดีขึ้นนิดหน่อยนะครับเทียบกับปีนี้ จากปีนี้ที่ถ้าดู Spread เฉลี่ยอยู่แถวประมาณ $300 ต้นๆ ปีหน้าคาดว่าจะขยับขึ้นไปใกล้ๆ $400 นะครับ แล้วที่สำคัญก็คือตัว Ethane ของเราปีหน้าจะเพิ่มขึ้นนะครับ จากปีนี้ที่ Volume รวมอยู่ที่ประมาณไม่เกิน 1.6 ล้านตัน นะครับ ปีหน้าน่าจะขยับขึ้นไปได้อยู่แถวๆ ประมาณ 1.9 ล้านตัน ซึ่งเพิ่มขึ้นค่อนข้างเยอะนะครับ เกือบ 20% นะครับ แล้วก็นอกจากเรื่องของตรงนี้นะครับ ปีหน้าในเรื่องของค่าใช้จ่าย อย่างที่ CEO ได้เรียนไปว่าบริษัทคงมีการควบคุมเรื่องของ OPEX แล้วก็ CAPEX อย่างต่อเนื่องนะครับ เพราะว่าตรงนั้นนอกจากจะทำให้กำไร EBITDA ดีขึ้น ก็เป็นการสร้างตัวกระแสเงินสดนะครับให้กับบริษัทเพิ่มเติมได้ด้วยนะครับ แล้วก็ในส่วนของตัวภาพของการผลิต จะเห็นว่าในภาพรวมโดยเฉพาะตัว Olefin Polymer เราคาดว่าด้วย Gas Feedstock ที่เพิ่มขึ้นนะครับ Market Condition ที่อาจจะดีขึ้นนิดหน่อย จะทำให้เราสามารถที่จะใช้ตัวกำลังการผลิตเรียกว่าเต็มกำลังการผลิตนะครับ แล้วก็ตัว ALLNEX ก็จะมี Volume Growth เพิ่มขึ้น 7% นะครับ On top จากนั้นก็จะมีพวก Expansion โดยเฉพาะเรื่องของตัว AGC นะครับที่จะมีส่วนขยายกำลังการผลิตเพิ่มจากประมาณ 400,000 นิดๆ เป็น 800,000 กว่าตันในปีหน้า ก็เรียกว่า Double Capacity เลยนะครับ ถัดไปก็ขอเชิญทางรอง CEO ครับ สวัสดีครับ ตอนนี้เรามาดูสถานการณ์ตลาดกันบ้างนะครับ ใน Quarter 4 ก็เริ่มกันด้วยตัวน้ำมันดิบก่อน ก็จะเห็นได้ว่าราคาน้ำมันดิบนะครับ ก็มีการปรับตัวลดลงเมื่อเทียบกับ Quarter 3 นะครับ โดยเฉลี่ยจะอยู่ประมาณสัก $73-76 ต่อบาร์เรล เหตุที่ปรับตัวลดลงก็เนื่องมาจากว่านักลงทุนก็รู้สึกผิดหวังกับการกระตุ้นเศรษฐกิจของจีนที่ออกมาน้อยกว่าที่คาดไว้นะครับ ก็เลยทำให้ราคาน้ำมันปรับตัวลดลงมา ประกอบด้วยตอนนี้ก็ข่าวทางเรื่องเศรษฐกิจก็ยัง Recovery ยังช้ากว่าที่คาดไว้ ถึงแม้ว่าสงครามที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะเป็นที่ยูเครน รัสเซีย หรือว่า Middle East ก็ยังไม่ได้สงบลงนะครับ การต่อสู้ก็ยังเหมือนเดิมหรือว่ามีความรุนแรงขึ้นด้วยซ้ำนะครับ มาดูคาดการณ์ปีหน้า ปีหน้าราคาน้ำมันก็น่าจะอยู่ประมาณสัก $75-79 ต่อบาร์เรล นะครับ มาดูว่าปัจจัยบวกมีอะไรบ้างนะครับ ก็คือความเสี่ยงที่จะเกิด Supply Interruption ที่ Middle East ก็ยังมีอยู่นะครับ แล้วก็สงครามที่เกิดขึ้นระหว่างรัสเซียกับยูเครน ถึงแม้ว่าประธานาธิบดีท่านใหม่ที่อเมริกาจะประกาศว่าสามารถที่จะทำให้สงครามสงบได้ภายใน 24 ชั่วโมงก็ตาม แต่ว่าก็มีหลายคนก็ยังเชื่อว่ามันน่าจะยืดเยื้อพอสมควรนะครับ มาดูของเฟดนะครับ ก็คาดการณ์ว่าเฟดก็จะมีการลดเรื่องดอกเบี้ยลงไปอย่างต่อเนื่องนะครับ จีนเนื่องจากว่าประธานาธิบดีสี จิ้นผิงก็ตั้งเป้า GDP 5% นะครับ ก็คาดการณ์ว่า GDP ตัวจีนก็จะออกตัว Stimulus Program ออกมาอย่างต่อเนื่องนะครับ ซึ่งก็ออกมาแล้วเมื่อเร็วๆ นี้นะครับ ปัจจัยลบนะครับ ก็ต้องบอกว่าตอนนี้ Non-OPEC Production Growth ก็ออกมาเพิ่มขึ้น ยกตัวอย่างที่อเมริกาก็มีการผลิตเพิ่มขึ้น ซึ่งก็คาดการณ์ว่าอาจจะมีเพิ่มขึ้นมามากขึ้นอีกในปีหน้าด้วย Policy ใหม่ที่มาจาก President ใหม่นะครับ OPEC Production นะครับ OPEC ก็มีการประกาศแล้วนะครับว่าจะทำเรื่อง Unwinding ตัว Cut นะครับ 2.2 ล้านบาร์เรล ทีแรกก็จะคัดภายในปีนี้ ตอนนี้ก็ขยับเลื่อนไปในมกราคมปีหน้านะครับ อันนี้ก็จะเป็นปัจจัยลบให้กับทางราคาน้ำมันดิบได้ มาดูตัว Refinery Crack Spread บ้างนะครับ Quarter 4 นะครับ ก็เป็นอย่างที่คาดนะครับ ตัว Middle Distillate ก็ปรับตัวดีขึ้นนะครับ ตัวแก๊สโซลีนเองถึงแม้จะปรับตัวลดลงมานะครับ ก็ไม่ได้ลดลงมาเยอะมากนัก เพราะว่าตอนนี้การเข้าฤดูหนาวมีการล่าช้าออกไปนะครับ หลายๆ ที่ก็ยังอุ่นอยู่นะครับ ก็คาดการณ์ว่าปีนี้ฤดูหนาวอาจจะขยับไป แทนที่จะเป็น Quarter 4 อาจจะยืดเยื้อไปถึง Quarter 1 ปีหน้านะครับ ก็อย่างที่ทางพี่สิทธิพงษ์ได้เรียนไปแล้วนะครับ ก็จะปรับตัวคาดการณ์ว่าจะดีขึ้นกว่าปีนี้ มาดูปัจจัยบวกมีอะไรบ้าง ก็อย่างที่ได้เรียนไปแล้วก็คือว่าการปรับลดลงนะครับดอกเบี้ย ไม่ว่าจะเป็นที่ยุโรปแล้วก็ที่อเมริกานะครับ อีกเรื่องหนึ่งก็คือว่าปัจจุบันใน Quarter 4 ก็ Start-up 2 โรงที่อินโดนีเซียแล้วก็มาเลเซียนะครับ มีการ Delay ตัว Start-up ออกไปนะครับ แล้วก็ Upcoming Winter นะครับ ตอนนี้ก็จะ Support ตัว Heating Demand นะครับใน Quarter 4 แล้วก็ Quarter 1 ปีหน้า ปัจจัยลบนะครับของตัว Refinery Crack Spread ก็คือตัวเฟรตยังสูงอยู่ เนื่องจากว่ายังมีความเสี่ยงของช่องแคบนะครับ ดังนั้นเรือก็จะเดินทางผ่านทาง Cape of Good Hope ซึ่งก็จะมีตัวเฟรตสูง ก็ทำให้ Arbitrage Cargo นะครับจากเอเชียที่จะไปยุโรปก็ยากขึ้นนะครับ แล้วก็มีโรงกลั่นใหม่ที่จะเกิดขึ้นอีก 2 โรงนะครับในช่วงนี้ ก็คือมีที่ไนจีเรียนะครับ ที่จะอันนี้ก็ Ramp-up ขึ้นมา ซึ่งจริงก็ Start-up มาได