Humanica PCL (BKK:HUMAN)
Thailand flag Thailand · Delayed Price · Currency is THB
4.400
-0.200 (-4.35%)
Apr 24, 2026, 4:36 PM ICT
← View all transcripts

Earnings Call: Q1 2025

Jun 5, 2025

Soontorn Dentham
CEO, Humanica Group

สวัสดีครับ เพื่อนๆ นักลงทุนทุกท่านนะครับ วันนี้ผมสุนทร เด่นธรรม ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Humanica Group ก็ได้มีโอกาสมาพูดคุยกับทุกท่านอีกครั้งนะครับ สำหรับผลประกอบการแล้วก็ทิศทางของบริษัท ผลประกอบการใน Q1 ปี 2025 นี้นะครับ วันนี้ก็จะไล่ตั้งแต่เรื่องของที่มาของบริษัทนิดหนึ่ง สำหรับท่านที่ยังไม่รู้จักดีนะครับ แล้วก็พูดถึง Solution Service ต่างๆ ของเรา เรื่องของผลประกอบการใน Q1 ปีนี้นะครับ แล้วก็กลยุทธ์ในการเติบโตของเรา ส่วนของ Background ของบริษัทก็ยังเหมือนเดิมนะครับ เรายังมีอยู่ใน 6 ประเทศ 9 ออฟฟิศในอาเซียน ปัจจุบันก็มีพนักงานประมาณ 1,200 คนนะครับ ใน 6 ประเทศ แล้วก็ให้บริการลูกค้า Corporate กว่า 5,000 บริษัท ในส่วนของ Journey ของเรานะครับ ก็คร่าวๆ เราก่อตั้งปี 2003 นะครับ เป็นการแยกตัวจาก PwC แล้วก็ปี 2005 เป็นปีแรกที่เราลงทุนในเรื่องการพัฒนาซอฟต์แวร์ของเราเอง ที่ชื่อว่า Hum atrix นะครับ แล้วก็ปี 2017 เป็น Milestone ที่สำคัญ คือเราเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ใน Segment ของ ICT นะครับ แล้วก็ปี 2022 เป็นปีที่เราเข้าไป Acquire Data On ซึ่งเป็นบริษัทที่ทำคล้ายๆ เรา แต่ว่าเป็นเน้นด้านซอฟต์แวร์ HR ที่ประเทศอินโดนีเซีย อันนี้ก็เป็น Milestone หลักๆ ของบริษัทที่ผ่านมา สิ่งที่เราให้ความสำคัญมากในกลุ่มบริษัทเราคือ Vision กับ Mission แล้วก็ Core Value ของเรานะครับ โดยสรุปนี่ หัวใจของ Vision ของเราคือการพัฒนาและนำเสนอสินค้าและบริการระดับโลกนะครับ อันนี้คือสิ่งที่เป็นความฝันของเราตั้งแต่ก่อตั้งว่าเราต้องการสร้างซอฟต์แวร์ HR ระดับโลกโดยคนไทย โดยคนเอเชีย แล้วก็เราโฟกัสที่อาเซียนในปัจจุบัน สเต็ปต่อไปเราจะไปที่ประเทศอื่นๆ ในเอเชีย แล้วก็หวังว่าในอนาคตภายใน 10 ปีเราจะไประดับโลกได้ในอเมริกา กับยุโรป Mission Statement เป็นสิ่งซึ่งเรามีพันธกิจนะครับที่จะช่วยลูกค้านะครับในการดูแลพนักงานของเขาให้ทำงานได้ดีขึ้นจาก Automation จาก Digital Transformation แล้วก็ช่วยพนักงานของลูกค้าให้มีชีวิตส่วนตัวที่มีความสุขมากขึ้นในเรื่องของ Wellbeing ด้านต่างๆ นะครับ นี่คือ Mission Statement ของ Humanica ในส่วนของ Product นี่ เรามีการแยกนะครับเป็น Segment เป็น 2 Segment หลักคือ Enterprise Segment กับ Mid Market นะครับ Segment ในส่วนของซอฟต์แวร์นะครับ Solution นี่เราเน้นที่โมเดลที่เป็น Cloud Computing Software as a Service โดย Product หลักของเรามี 2 ตัวนะครับ คือ Workplace กับ SunFish อันนี้ผมอยากเรียนนะครับว่า เรามีการเปลี่ยนแปลงในเรื่องของ Strategy ในเชิง Product เมื่อปีที่แล้ว เหตุผลหลักหนึ่งอย่างหนึ่งที่เราเข้าไปรวม Data On เข้ามานี่ นอกจากการที่เขาใหญ่ที่สุดในอินโดนีเซียแล้วนี่ เราคิดว่าเป็นการที่เราสามารถขยาย Humanica ออกไปสู่ประเทศที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียนได้ นั่นเป็นเหตุผลหลักที่ 1 นะครับ เหตุผลหลักที่ 2 เราคิดว่าเขาก็ทำ Tech ทางด้าน HR แพลตฟอร์ม เราก็ทำ Tech ทางด้าน HR แพลตฟอร์ม เพราะงั้นเราคิดว่าถ้าเอา 2 ทีม Tech มารวมกันแล้วทำ Product เดียวกัน มันจะเป็นสิ่งซึ่งทำให้เราได้ Product ที่สุดยอดนะครับ นี่คือสิ่งที่เป็นความตั้งใจของทั้งผู้บริหารทั้ง 2 องค์กรในตอนนั้น หลังจากที่เราเริ่มพัฒนาด้วยกันเมื่อปีตั้งแต่ปี 2022 นะครับ เป็น Product ของ Humanica ที่ก่อตั้ง ที่ Initiate ก่อนที่จะมี Transaction นั้นคือตัว Product Workplace ซึ่งเป็น Flagship ตัวใหม่ที่ Humanica ต้องการสร้างบนเทคโนโลยีใหม่ที่เป็น Micros ervices พอเรามี Data On เข้ามาเราก็มีการจัดทัพใหม่นะครับในเรื่องของทีม Tech พยายามที่จะทำ Product เดียวภายใต้แบรนด์ Workplace แล้วก็เอาคนนี่มาจัดสรรเพื่อทำโมดูลต่างๆ แยกกันนะครับ แต่หลังจากนั้นจนถึงปี 2024 เราพบว่ามันมีอุปสรรคมากในการรวมแพลตฟอร์ม 2 แพลตฟอร์มเข้ามาเป็นหนึ่งนะครับ แล้วก็ขณะนั้นเรามีลูกค้าแล้วทั้งที่อินโดแล้วก็ที่ประเทศไทย แต่ปัญหาส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นที่ประเทศนอกประเทศอินโด เพราะว่าส่วนที่เป็น Localization ที่เป็น HRD HRM นี่คือพวก Payroll Time Leave มันมาจากตัว SunFish ขึ้นมามันมีปัญหาที่ว่าจะปรับให้เข้ากับประเทศอื่นนี่ได้ค่อนข้างยากนะครับ แล้วก็ทำให้เกิดอุปสรรคในการที่จะไป Go Live ในการที่จะปิดโปรเจค เมื่อปีที่แล้วเราก็มีการคุยกันใน Management นะครับว่า เราต้องแก้ปัญหานี้ให้เร่งด่วนที่สุด เพราะฉะนั้นเราตัดสินใจแยก Product นะครับ Workplace ยังคงกลับมาอยู่ที่ทีม Dev ของ Humanica แล้วก็ตัว Data On ก็ไปโฟกัสที่แบรนด์เดิมของเขาคือ SunFish แต่เปลี่ยน Branding หรือเปลี่ยนโลโก้นะครับ แล้วก็ออกเวอร์ชั่นใหม่ทั้ง 2 Product เวอร์ชั่นของ Workplace Launch เมื่อเดือนมกราคมนะครับ ประมาณต้นปีนี้ แล้วก็ SunFish เขาก็ Launch ตั้งแต่ปีที่แล้วแล้ว อันนี้ก็เป็นเหตุผลที่ผมอยากเรียนว่าทำไมมันมี 2 Product สำหรับ Enterprise Segment ซึ่งอยากเรียนว่าวงการซอฟต์แวร์นี่ การที่บริษัทเดียวมีหลาย Product เป็นเรื่องปกตินะ ถ้าเราดูอย่าง Oracle SAP พวก Microsoft นี่เขามีหลาย Product ในเรื่องเดียวกัน เช่น Oracle เขาก็มีตั้งแต่ Oracle Fusion SCM นะครับ เขามีเรื่องของ PeopleSoft อันนี้ก็เป็น HR System ที่เขาไป Acquire มาเหมือนกัน เขามีเมื่อก่อนเคยมี JD Edwards ด้วย เพราะงั้นนี่คือสิ่งซึ่งผมอยากแค่อยากเรียนว่ามันเป็นเรื่องปกติของวงการซอฟต์แวร์ที่จะมี Product หลายตัวสำหรับโฟกัสของ Segment ต่างกันนะครับ Solution ส่วนที่ 2 ที่เรามีคือเรื่องของ Outsourcing นะครับ จริงๆ เราเรียกมันว่า HR BPO หรือ HR Business Process Outsourcing เพราะ Scope ที่ Humanica ทำมันกว้างกว่า Payroll Outsourcing ขณะเดียวกันเรา Launch ตัว Multi Country Outsourcing ที่เราที่เขาเรียกกันว่า MCPO นะครับ Multi Country Payroll Outsourcing เมื่อประมาณปี 2022-23 อันนี้ก็ไปได้พอสมควรนะ มีลูกค้าดีๆ เข้ามาหลายบริษัทเลย แล้วก็ยังมีอยู่ในไปป์ไลน์อีกหลายบริษัทนะครับ เพราะฉะนั้นแบรนด์หลักของ Payroll Outsourcing นี่ หรือ HR BPO นี่คือ Humanica นะครับ ขณะเดียวกันเราก็มีแบรนด์รองก็คือ Professional Outsourcing อันนี้เป็นแบรนด์สำหรับ Mid Market เรามี Tiger Outsourcing สำหรับ SME นะครับ ส่วน SunFish เขาก็มี Outsourcing ที่อินโด แต่ก็ค่อนข้างเล็ก เพราะว่าธุรกิจหลักของเขาคือเป็นตัวซอฟต์แวร์ ธุรกิจซอฟต์แวร์นะครับ Segment ที่เป็น SME นี่เรามี Product ที่เป็นซอฟต์แวร์คือ Tiger Soft นะครับ GD นี่ไม่เป็น Product ที่เราทำในเฉพาะในอินโดนีเซียเป็นหลักนะ นอกอินโดนีเซียนี่ GD เราไม่ได้ทำแล้วนะครับ ถัดมาจะเป็นเรื่องบริษัทในเครือข่ายของเรานะครับ ทั้งที่เป็นบริษัทลูกแล้วก็เป็นพาร์ทเนอร์ อยากจะเรียนว่าในส่วนของออกก่อนจะไปเรื่อง Subsidiaries นี่เรายังมีธุรกิจที่เป็น Financial Solution นะครับ ที่อยู่ใน Humanica Group อันนี้เราก็ทำ ERP Solution เราเป็นพาร์ทเนอร์กับ SAP Business One เราเป็นพาร์ทเนอร์กับ Oracle NetSuite แล้วก็เรากำลังจะได้ธุรกิจใหม่จาก M&A ของเราที่เป็นบริษัทที่ทำ SAP S/4HANA ซึ่งเป็นตัวใหญ่ของ SAP นะครับ ดีลนี้ Due Diligence ทุกอย่างจบแล้ว ข้อตกลง Commercial Term ต่างๆ จบแล้ว กำลังเหลือ Final เรื่องการเซ็น SPA นะครับ ในส่วนของตัว Emerging Business นี่ที่ผมอยากจะเน้นคือเรื่องของ Wellbeing นะครับ ในส่วนของ Wellbeing โฟกัสหลักจะเป็น Pillar เรื่องของ Healthcare นะครับ ส่วนของ Financial Wellbeing เป็นด้านที่ 2 แล้วสุดท้ายจะเป็นเรื่อง Education Financial Wellbeing ที่เราจะ Launch ภายในสิ้นปีนี้นะครับ สุดท้ายก็จะเป็นเรื่องของ Education นะครับ น่าจะ Launch ได้ประมาณปีหน้า Value Proposition ของเรานี่เราคิดว่าสิ่งที่เรามีความโดดเด่นนะครับ คือเรามีรูปแบบการนำเสนอให้ลูกค้าแบบยืดหยุ่นนะครับ เขาจะซื้อซอฟต์แวร์แล้วไปทำเองเลยก็ได้ เขาอยากจะใช้ซอฟต์แวร์แบบเป็นเช่าใช้ก็ได้ เป็น Subscription นะครับ หรือเขาซื้อซอฟต์แวร์เราไปใช้ แต่บางอย่างไม่อยากทำเอง เขาก็ Outsource ให้เราทำ แล้วก็เรากับพนักงานเขาก็ใช้ซอฟต์แวร์กับ Data เดียวกันเพื่อทำ Activities ของเรื่องของ HR Processing ต่างๆ สุดท้ายเรามีส่วนของ Consulting เข้ามาเมื่อเราเพิ่งตั้งได้เมื่อประมาณปีที่แล้วนะครับ ก็คือเป็นการให้คำปรึกษากับลูกค้าของเราที่ต้องการจะปรับปรุง หรือต้องการ Redesign Process ของเขา เพื่อที่จะเอา Content ที่มาจากการให้คำปรึกษานี่มาใส่ใน System แพลตฟอร์มเราเพื่อเอาไปสามารถใช้ได้อย่างเกิดประโยชน์สูงสุด เพราะว่าองค์กรบางองค์กรอาจจะยังมีความไม่พร้อมในเรื่อง Content หรือในเรื่องของการที่จะมาปรับปรุงขบวนการ เขาอาจจะต้องมีที่ปรึกษา เมื่อก่อนเราไม่ได้ทำเอง เพราะว่าเราไปหาข้างนอก แต่เราคิดว่าถ้าเราสร้างเองนี่ ทีม Consulting แล้วโฟกัสที่การ Bundle กับแพลตฟอร์มหรือเทคโนโลยี ผมว่านั่นจะเป็นอะไรที่ช่วยลูกค้าได้ดีที่สุด เพราะว่ามันเป็นการประหยัดมากกว่านะครับ สำหรับลูกค้า แล้วก็ Consulting ของเราจะเข้าใจแพลตฟอร์มของเราได้ดีกว่า Consulting ที่ไม่ใช่บริษัทที่อยู่ในเครือของเรานะครับ อันนี้ก็เป็น Value Proposition ที่เราพยายามเน้นคือเรื่องของเป็น End-to-End Total Solution นะครับ ส่วนของตัวแพลตฟอร์มนี่เราเน้นที่เราเป็นทั้งทุกสิ่งทุกอย่างของระบบการบริหารธุรกิจตั้งแต่ HR Solution ที่เป็นทั้ง HRM HRD ที่เราเน้นคือเรื่อง Single Source of Truth นะครับ คือระบบเดียวกันทำได้ทุกสิ่งทุกอย่าง ข้อมูล Data เป็นหนึ่งเดียวไม่ได้เชื่อม 2 ระบบ 3 ระบบ บางบริษัทเชื่อมระบบต่างๆ เข้ามาตั้ง 40 ระบบนะครับ ซึ่งมันเป็นเรื่องที่ทำให้ขบวนการหรือ Data ต่างๆ ของเขานี่สับสนมาก เพราะงั้นเรามีการทำ End-to-End HR Platform เชื่อมกับ ERP แล้วบวกกับ Front End ในอนาคต ตอนนี้ Front End ที่เราเริ่มต้นคือเรื่อง Hospital Information System หรือระบบบริหาร Front End ของโรงพยาบาล ซึ่งได้เชื่อมกับ ERP แล้วก็เชื่อมกับ HR Platform ของเราแล้ว อันนี้จะเป็น Industry ที่เราโฟกัสคือโรงพยาบาล ต่อไปเราก็จะไปขยายไป Vertical Industry อื่นๆ นะครับ แต่ตอนนี้เราจะมีการเชื่อม HR กับ ERP ไว้แล้วนะครับ ระหว่างตัว Workplace กับตัว ERP ไม่ว่าจะเป็น SAP หรือ Oracle นะครับ เราจะ Launch ตัว Workplace ที่เป็น Light Version ของเราภายในปีนี้นะครับ ซึ่งอันนี้จะทำให้ราคาในการใช้ Workplace ถูกลง แล้วก็เราจะเอา Workplace Light Version นี่ไปให้กับ POS ใช้เพื่อในการให้ Outsourcing Service กับลูกค้าที่เป็น Mid Market นะครับ อันนี้ก็จะเป็นสิ่งซึ่งเราเชื่อว่าเป็น Uniqueness ของ Humanica Group นะครับ ในเรื่องของ Value Proposition สิ่งหนึ่งที่อยากจะอัปเดตคือเราได้ไปขึ้นทะเบียนบัญชี Digital กับ DIPA นะครับ ซึ่งอันนี้เป็นสกีมที่น่าสนใจมาก คือ DIPA นี่เป็นหน่วยงานที่คอยสนับสนุนการใช้ Digital เพื่อไป Improve หรือไปปรับปรุงขบวนการทำงานของธุรกิจ องค์กรของไทยนะครับ แล้วก็มีการให้เป็น Certify นะครับ เป็น 1 ดาว 2 ดาว 3 ดาว แล้วก็สิทธิประโยชน์นี่ก็คือธุรกิจที่ขึ้นบัญชี Digital สามารถที่จะไปเสนอหน่วยงานรัฐได้ โดยที่ถ้าหน่วยงานรัฐนั้นเห็นว่าระบบนี้สอดคล้องกับ TOR ของเขาสามารถเป็นจัดซื้อจัดจ้างพิเศษไม่ต้องมีคู่เทียบได้นะครับ นี่คือส่วนของภาครัฐ ในส่วนของภาคเอกชนก็มีการสนับสนุนในเรื่องการลดหย่อนภาษี 2 เท่าจากเงินลงทุนในเรื่อง Digital นี้ถ้าอยู่ในบัญชีนะครับ จากกรมสรรพากร แล้วก็ที่จะพิเศษมากก็คือถ้าลูกค้าที่จะลงทุนในเรื่องการใช้ System ของเราไปขอ BOI จะสามารถเอาเงินลงทุนทั้งหมดในเรื่องโปรเจคเหล่านั้นไม่ว่าจะเป็น Implementation Software Maintenance ทุกสิ่งทุกอย่างไปนำไปใช้ในเรื่องของสิทธิประโยชน์ทางภาษีได้ อันนี้ไม่มีเพดานเลยนะครับ สำหรับ BOI Humanica ได้รับการขึ้นทะเบียนบัญชี Digital โดยได้ระดับ 2 ดาว ซึ่งประเทศไทยยังมีน้อยมากนะครับที่จะได้ 2 Stars แล้วก็เป็นเรื่องที่ผมจะขยายผลคิดว่าเราจะขยายผลต่อไป ตอนนี้เข้าใจว่า Tiger Soft ก็ได้แล้ว แล้วก็จะขยายต่อไปในทุก Service ของเราเพื่อให้ได้การรับรองจาก DIPA ไปขึ้นทะเบียนบัญชี Digital กับ DIPA นะครับ Workplace นี่เรามีการ Launch Version อย่างที่ได้เรียนไปนะครับ เป็น The Whole New Workplace ซึ่งเป็นการไป Replace ซอฟต์แวร์เก่าคือ Huma trix นะครับ อันนี้เป็นแพลตฟอร์มใหม่ เทคโนโลยีใหม่ที่ล่าสุด แล้วก็มีทั้งเว็บ แอป แล้วก็ Mobile ครบทั้ง HRM HRD เราเพิ่ง Launch เพราะฉะนั้นลูกค้าที่บินใน Quarter นี้จาก Workplace นี่ก็ยังไม่เยอะนะครับ มีประมาณ 8 ราย เพิ่มเข้าประมาณ 8,000 คน แต่ Total Contract Value ประมาณ ฿19 ล้านนะครับ แล้วก็เป็นส่วนของทั้ง จริงๆ Workplace นี่มันเป็นทั้งส่วนของ SaaS แล้วก็ Outsourcing แต่ว่าในอันนี้ตัดมาเฉพาะ SaaS นี่บวกกับซอฟต์แวร์ที่เรา Bundle ไปกับ Outsourcing ประมาณ ฿19 ล้านนะครับ Total Contract Value ลูกค้าก็ผมจะไม่ลงรายละเอียดนะครับ ส่วนของ SunFish ในความคืบหน้าในปีนี้คือมีการเมื่อ Q1 มีการรีแบรนด์ SunFish นะครับ เป็นโลโก้ใหม่ เป็นแพลตฟอร์มใหม่นะครับ แล้วก็เป็นแพลตฟอร์มใหม่ของ SunFish แล้วก็ลูกค้าใหม่ของเขานี่มีเยอะมากนะครับ 33 New Account แล้วก็ประมาณหลายหมื่นประมาณ 90,000 Account เลย Total Contract Value ฿82 ล้านนะครับ สิ่งที่มันเกิดขึ้นคือใน Q1 นี่เขาสามารถปิดบัญชี ปิดโปรเจคที่เป็นราชการของที่อินโดได้ โปรเจคหนึ่งซึ่งมีพนักงานอยู่หลายหมื่นคนนะ อันนี้ก็ทำให้ยอดเฮดของ New Client นี่กระโดดขึ้นไปหลายหมื่นบริษัทหลายๆ หมื่นเฮดเข้านะครับ อันนี้โทษทีนะครับ ช้านิดหนึ่ง เดี๋ยวนะครับ ไฟล์มันใหญ่มาก เครื่องอาจจะหนืดนิดหนึ่งนะครับ ขอโทษทีนะครับ ผมพูดไปก่อนแล้วกันนะครับ ในส่วนของ ERP ก็อย่างที่ได้เรียนนะครับ เรามี M&A รายการหนึ่งเมื่อปีที่แล้ว แล้วก็เพิ่ง Complete เมื่อ Q1 นี่นะครับ แต่ว่าบัญชี ตัว SPA ยังไม่เสร็จ ก็เป็น Deal ที่ทำให้เราสามารถทำ S/4HANA ทำเพิ่ม Product ก็คือ SAP S/4HANA นะครับ ในส่วนของ Payroll Outsourcing เมื่อ Q1 นี่นะครับ เรามีลูกค้า Payroll Outsourcing ใหม่นี่อยู่ 12 รายนะครับ แล้วก็มี Head เพิ่มขึ้นมา 8,000 Head Total Contract Value อยู่ประมาณ ฿25 ล้านนะครับ แล้วก็ในส่วนของ Outsourcing จะมีเพิ่มคือเรามีการ Replace ซอฟต์แวร์ที่ POS ใช้ในการทำ Outsourcing สำหรับ Mid Market เป็นตัว Workplace ตัว Light Version อันนี้ก็จะทำให้ Service ของ POS นี่สามารถที่จะไปอยู่กับลูกค้าได้เพิ่มขึ้นจากเดิม แล้วก็อันนี้ก็ได้จากที่แล้ว เป็น Outsourcing โลกที่ใหญ่ที่สุดในโลกนะครับ ที่เมืองไทยเขาใช้ POS เป็น Partner ของเขา Tiger Soft นี่ในปี ใน Q1 ปีนี้นี่ ปิดไปได้ประมาณ ผมไม่มีตัวเลขของแอปของ Account ใหม่ แต่ว่าตัวลูกค้าใหม่ได้อยู่ประมาณ 126 บริษัทนะครับ เป็นจำนวน Head อยู่ประมาณ 7,000 New Head แล้วก็ในนี้นี่ ทำให้มี Total Contract Value อยู่ประมาณ ฿15 ล้านใน Q1 สำหรับ Tiger Soft นะครับ แล้วก็ Tiger Soft สิ่งที่เป็น Milestone สำคัญคือเป็นการ Launch Version ใหม่ล่าสุดของ Tiger Soft ที่ชื่อ Tiger Open Space นะครับ แล้วก็เป็น Modern SME Product แล้วเราเชื่อม Tiger Soft กับ ERP แล้วก็เชื่อม Tiger Soft กับ Workplace ในการที่จะไปช่วยลูกค้าให้สามารถ Transform ครับ เมื่อกี้ผมได้เรียนแจ้งไปนะครับ ขอซ้ำอีกทีว่า Tiger Soft นี่ สิ่งที่เป็น Milestone สำคัญคือการ Launch Product Version ใหม่ชื่อ Tiger Open Space นะครับ แล้วก็มีการเชื่อม Tiger Open Space กับ ERP คือ SAP B1 แล้วก็เชื่อมกับ LMS คือตัว Conicle LMS นะครับ เป็นเรื่องของ Learning Management แล้วก็ Content ของการเรียนการสอน พร้อมกับการมีฮาร์ดแวร์ในการทำให้องค์กรที่เป็นลูกค้าของเรานี่สามารถทำ Transform ตัวเองให้เป็น Smart Office ได้ ไม่ว่าจะเรื่องของการจองห้องประชุม เรื่องของการรู้ล่วงหน้าว่าจะมีแขก ทะเบียนรถอะไรสามารถเข้าที่จอดรถได้ยังไง อันนี้เป็นเรื่องที่ Tiger Soft ทำเป็น Total Solution สำหรับ Smart Office นะครับ แล้วก็ลูกค้าใหม่ของ Tiger Soft ใน Quarter 1 ก็ประมาณ 120 กว่าบริษัทนะครับ ในส่วนของ ERP ก็มี S/4HANA เพิ่มมาอีก Product หนึ่งนะครับ ทำให้เรามีความสมบูรณ์ในเรื่องของ ERP Solution ทั้ง Enterprise Segment คือ S/4HANA แล้วก็ Oracle NetSuite แล้วก็ตัว Mid Market สำหรับ SAP Business One แล้วก็ Oracle NetSuite สำหรับ Mid Market เช่นกันนะครับ แล้วก็ตัว Recurring Revenue ของ ERP ก็เพิ่มขึ้นมาเป็น ฿18 ล้านนะครับ ใน Q1 ที่เพิ่มขึ้นมาจากเดิมนะครับ อันนี้ก็เป็น Summary นะครับว่า ใน Quarter ที่ 1 นี่ มันมีการเติบโตอยู่อย่างที่ได้เรียนไปในรายละเอียดแต่ละ Product แต่ว่าสิ่งซึ่งผมคิดว่าจะเป็น Milestone สำคัญคือใน Q2 ของปี 2025 เป็นต้นไป ไปจนถึงปีหน้านี่ ผมได้เรียนตั้งแต่ปีที่แล้วนะครับว่า การเติบโตของ Humanica Group นี่ จะเห็นการก้าวกระโดดอีกครั้งหนึ่งในปี 2026 เหตุผลหลักก็เพราะว่า Product ใหม่ที่เราได้เริ่มตั้งแต่ปี 2022-23 นี่ มันใช้เวลาในการพัฒนานะครับ แล้วก็มีการเปลี่ยน Direction ในปีที่แล้ว เพราะฉะนั้นมันทำให้เราชะลอการขายไปนิดหนึ่ง แต่ว่าทุกอย่างในเรื่องของการพัฒนามันเป็นไปตามแผนแล้ว แล้วก็สิ่งที่ผมเองอยากจะย้ำคือว่า Humanica เราจะไม่ Compromise เรื่องคุณภาพ เพราะงั้นถ้าเรายังไม่พร้อมเราก็จะไม่ลุยขาย เพราะงั้นสิ่งที่เราจะทำคือเมื่อ Product พร้อมตอนนี้เราจะ Aggressive ในเรื่องของ Marketing กับ Sales มากขึ้นนะครับ ในเรื่องสิ่งที่เราทำในเรื่องต่างๆ นี่ โดยเฉพาะเรื่องของ Emerging Business นี่ ส่วนใหญ่ก็จะล้อไปกับ ESG นะครับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ Fintech, Healthtech แล้วก็ Education อันนี้ก็เป็นเรื่องที่สอดคล้องกับ Sustainable Development Goals ของ UN โดยเฉพาะเรื่องของการศึกษาเรื่องของความยากจนในเรื่องของปัญหาทางด้านของหนี้สินต่างๆ นะครับ อันนี้เป็นเรื่องที่เราเชื่อว่า ESG Score ของเราจะดีขึ้นเรื่อยๆ จาก Product ใหม่ๆ ที่เรา Launch ออกมา แล้วก็จากสิ่งที่เราจะพิสูจน์ให้เห็นว่าเราสามารถช่วยสังคมได้อย่างไรบ้าง การเติบโตของเราจนกระทั่งถึงเมื่อสิ้นปี 2024 นี่ ตอนนี้เฉลี่ยอยู่ประมาณ 21% นะ 20.65% อันนี้ก็เป็น CAGR ซึ่งคิดว่าเป็นเรื่องที่เรามีความภูมิใจนะครับ แต่ 2025 ก็อาจจะไม่ได้ก้าวกระโดดมาก แล้วก็เติบโตเราโปรเจคไว้ประมาณ 10% นะครับ แต่ 2026 เราเชื่อว่าจะเห็นการก้าวกระโดดอีกครั้งหนึ่งนะครับ ในส่วนของ Financial Performance นี่ ผมจะให้ CFO ผมนะครับ คุณธรรมนูญเป็นผู้นำเสนอนะครับ ครับ ในส่วนผลประกอบการของไตรมาสที่ 1 นะครับ ของปี 2568 เทียบกับไตรมาสที่ 1 ของปี 2567 นะครับ ตามที่ได้รายงานต่อตลาดหลักทรัพย์ไว้นะครับ โดยรายได้นั้นเติบโตเล็ก [Foreign language]

Thammanoon Korkiatwanich
CFO, Humanica Group

น้อยนะครับ ประมาณสัก 1% จากปีที่แล้วนะครับ ทั้งนี้ก็เกิดจากผลการดำเนินงานในส่วนของรายได้ในประเทศไทยนี่ ก็ลดลงประมาณสัก 1% นะครับ แล้วก็ที่อินโดนีเซียลดลงประมาณสัก 7% นะครับ แต่ว่าที่เติบโตได้ดีก็จะอยู่ในประเทศอื่นๆ นะครับ ก็จะเป็นสิงคโปร์กับมาเลเซีย ก็เติบโตประมาณ ฿11 ล้าน หรือประมาณ 28% นะครับ ซึ่งการเติบโตของทางด้านสิงคโปร์กับมาเลเซียนี่ ก็ได้มีการโอนลูกค้ามาจาก Data On อยู่ประมาณสัก ฿7.5 ล้านนะครับ ที่ผลประกอบการในส่วนของรายได้นี่ เติบโตอาจจะดูน้อยนะครับ แต่จริงๆ แล้วนี่ มันมีผลมาจากการที่ค่าเงินของอินโดนีเซีย รูเปียนี่ ได้อ่อนค่าลงนะครับ ประมาณสัก 9% อันนี้ก็มีผลต่อผลประกอบการของโดยรวมของงบการเงินรวมของบริษัทด้วยนะครับ โดยการลดลงของค่าเงินของอินโดนีเซียประมาณ 9% นี่ ก็จะส่งผลกระทบต่องบการเงินรวมประมาณสัก 3% ก็จริงๆ แล้วรายได้เราควรจะเติบโตประมาณสัก 4% แต่ก็ได้รับผลกระทบจากเรื่องของค่าเงินของอินโดครับ ก็เลยทำให้ตกตัวได้แค่ 1% นะครับ ซึ่งผลกระทบของค่าเงินของอินโดนีเซีย มันก็จะส่งผลกระทบทั้งในส่วนของรายได้แล้วก็ค่าใช้จ่ายนะครับ ก็รายได้ลดลงในส่วนของค่าใช้จ่ายก็จะลดลงด้วยนะครับ ในส่วนของกำไรขั้นต้นนะครับ ก็ใกล้เคียงกับปีที่แล้วนะครับ ในเรื่องของสัดส่วนอยู่ที่ประมาณสัก 50% ของรายได้นะครับ ในส่วนของกำไรจากการดำเนินงานนะครับ ก็เพิ่มขึ้นนะครับ ฿12 ล้าน หรือประมาณสัก 13% นะครับ โดยที่เปอร์เซ็นต์ของกำไรการดำเนินงานนี่ อยู่ที่ประมาณสัก เติบโตจาก 24% เป็น 28% นะครับ เหตุผลหลักที่เติบโตได้ค่อนข้างดีก็มาจากการที่เรามีการควบคุมค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารได้ดีขึ้นนะครับ ประกอบกับมีการปรับรายการประมาณสัก ฿9 ล้านนี่ ซึ่งเกิดจากการปรับประมาณการของการตั้งสำรองการจ่ายหุ้น ค่าใช้จ่ายโดยใช้หุ้นเป็นเกณฑ์นะ ที่เกิดจาก ESOP นะครับ เนื่องจากว่าเราประเมินแล้วว่าประมาณการนี่มันสูงเกินไป เราก็เลยมีการปรับในส่วนของ Operation ตรงนี้ก็ทำให้เกิดรายการครั้งเดียวครับ ทำให้มีค่าใช้จ่ายลดลงประมาณ ฿9 ล้านนะครับ ในส่วนของกำไรก่อนภาษีนะครับ EBT ก็เติบโตอยู่ที่ประมาณ ฿5 ล้านนะครับ หรือประมาณสัก 5% นะครับ ก็เกิดจาก Operating Profit ที่เพิ่มขึ้นนะครับ ฿12 ล้าน แต่ว่าเรามีส่วนของ Other Income ที่ลดลงนะครับ ซึ่ง Other Income ที่ลดลงนี่ ก็หลักๆ มาจากการลดลงของกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนจาก Financial Asset ที่เราได้ไปลงทุนไว้นะครับ แต่ว่าในส่วนของ Net Profit นะครับ ก็จะดรอปนิดหนึ่งประมาณ ฿1 ล้าน หรือประมาณสัก 2% นะครับ ทั้งๆ ที่ EBT หรือว่ากำไรก่อนภาษีเพิ่มขึ้น ฿5 ล้านนะครับ เนื่องจากมาจากว่าตัวภาษีเงินได้เราเพิ่มขึ้นนะครับ ภาษีเงินได้เพิ่มขึ้นนี่ ก็เกิดจากการที่เราสิทธิประโยชน์ทางด้าน BOI ได้หมดลงในตั้งแต่เดือนกรกฎาคมของปี 2567 นะครับ ฉะนั้นทำให้ไตรมาส 1 ปีนี้นี่ ตัว Effective Tax Rate นะครับ ก็จะเพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่ 14% นี่ เพิ่มขึ้นมาเป็น 20% ก็เลยทำให้ Net Profit นั้น ลดลงเล็กน้อยนะครับ จากปีก่อน ในส่วนของ Financial Position นะครับ ฐานะทางการเงินนั้น ตัวงบดุลของเรานะครับ ตัว Asset เราเพิ่มขึ้นนะครับ ประมาณ ฿32 ล้าน หรือประมาณ 1% นะครับ อันนี้ก็เพิ่มขึ้นแค่เล็กน้อยนะครับ จากสินทรัพย์ที่เป็นสินทรัพย์หมุนเวียนนะครับ เพิ่มขึ้น ฿78 ล้าน แล้วก็สินทรัพย์ไม่หมุนเวียนนั้นลดลง ฿46 ล้านนะครับ ในส่วนของทุนนะครับ Equity นั้นเติบโตประมาณ ฿54 ล้าน หรือประมาณสัก 1% ก็มาจากตัว Retained Earnings นะครับ กำไรสะสมที่เกิดจากการเพิ่มขึ้นของกำไรสุทธิในไตรมาสที่ 1 นะครับ รวมกำไรสุทธิของไตรมาสที่ 1 เพิ่มมาประมาณ ฿81 ล้านนะครับ แล้วก็หักกับการซื้อหุ้นคืนที่เกิดขึ้นในไตรมาสที่ 1 ประมาณ ฿12 ล้าน แล้วก็มีในส่วนของ OCI นะครับ ลดลง ฿13 ล้านนะครับ ในส่วนของ Cash Flow นั้นก็ลดลงนะครับ โดยหลักๆ จะเป็น Operating Cash Flow ลดลง แต่ว่าการลดลงของ Operating Cash Flow นี่ ไม่ได้เกิดจากกำไรที่ลดลงนะครับ เนื่องจากว่ากำไรก่อนภาษีของเราเติบโตขึ้น เพียงแต่ว่าตัว Working Capital มันมีการเปลี่ยนแปลงนะครับ ก็ตรงนี้ก็เลยมีผลกระทบให้ตัวกำไรจากการดำเนินงาน Cash Flow จากการดำเนินงานลดลงนะครับ ในส่วนอัตราส่วนทางการเงินอื่นๆ นะครับ เรายังมี D/E Ratio ที่ค่อนข้างแข็งแกร่งนะครับ อยู่ที่ประมาณ 0.14 เท่านะครับ ในส่วนของสภาพคล่องก็ยังดีนะครับ อยู่ที่ประมาณ 3 เท่านะครับ ในส่วนของการดำเนินงานนะครับ การทำกำไรนะครับ Earnings Per Share ของเราก็ยังเพิ่มขึ้นนะครับ จากปีที่แล้ว ปีที่แล้วอยู่ที่ ฿0.38 ต่อหุ้นนะครับ ปีนี้ก็เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ ฿0.40 ต่อหุ้น ในส่วนของ Return on Equity นะครับ ก็เพิ่มขึ้นเช่นกันนะครับ จากปีที่แล้วอยู่ที่ 8.99% ปีนี้ก็เพิ่มขึ้นมาเป็น 9.37% ครับ เรายังคงให้การจ่ายเงินปันผล อัตราการจ่ายเงินปันผลยังเพิ่มขึ้นทุกปีนะครับ เนื่องจากว่าเป็นนโยบายของเราที่จะตอบแทนให้กับผู้ถือหุ้นนะครับ แล้วในส่วนของปีนี้นะครับ ก็จะมีการซื้อหุ้นคืนนะครับ ตามโครงการที่คณะกรรมการได้อนุมัติไว้นะครับ โดยที่เรากำหนดงบประมาณไว้ที่ไม่เกิน ฿250 ล้านนะครับ หรือว่าจำนวนหุ้นไม่เกิน 31.25 ล้านหุ้นนะครับ ณ วันที่ 30 พฤษภาคม 2568 นะครับ เราก็ซื้อหุ้นคืนไปแล้วประมาณ 14.72 ล้านหุ้นนะครับ แล้วก็ใช้ Budget ไปแล้วทั้งหมดก็ประมาณ ฿116 ล้านครับ มาถึงเรื่องของ Strategy ผมคิดว่าข้อสรุปของเราก็ยังอยู่ที่ 3 Main Strategy ของเราคือ Organic Growth นะครับ เรื่องของ M&A แล้วก็เรื่องของ Ecosystem ตัว Organic Growth นี่ หัวใจมันก็คือทำอย่างไรให้เรามี Value Proposition ที่แตกต่างจากคนอื่น ทำไงให้เราสามารถที่จะตอบสนองความต้องการขององค์กรในการที่จะทำ Digital Transformation ได้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ทุกๆ บริษัทตอนนี้ตื่นตัวที่จะต้องทำ ต้องปรับตัว เพราะว่าเทคโนโลยีมันเปลี่ยนแปลงไปเยอะมาก ไม่สามารถที่จะทำธุรกิจแบบเดิมๆ ได้ อันนี้ก็จะทำให้ Demand ในเรื่องของตัว Enterprise Solution นี่ มันสูงขึ้นนะครับ จะเห็นได้ว่าเราทำไมเราลงทุนในเรื่องของการทำ R&D การพัฒนาการทำ Product Design สูงมาก ทีม Tech ของเราในกลุ่มนี่ รวมๆ กันนี่ประมาณ 300 คนนะครับ ซึ่งเราไม่ใช่บริษัท Tech ตรงๆ แต่เราเป็น Product Company แต่เรามีการลงทุนในเรื่องนี้สูงมาก เพราะว่าเราคิดว่าหัวใจของธุรกิจของเราคือตัวเทคโนโลยี คือตัวแพลตฟอร์มของเรา เพราะฉะนั้นในเรื่องของ Organic Growth นี่ เราผมพูดย้ำอีกครั้งว่าหลังจากที่เรามี Product พร้อมนะครับ ผมมั่นใจว่าเราจะเห็นการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของ Organic Business หรือ Core Business ของเรา ในส่วนของ M&A นี่ก็เป็นเรื่องที่เราไม่ได้ให้น้ำหนักเป็นอันดับ 1 นะครับ อันนี้ต้องเรียนว่า เราไม่ใช่บริษัทที่มองหาแต่การเติบโตจากการควบรวมกิจการ เพราะว่าเราเชื่อว่าการควบรวมกิจการเป็นสิ่งที่ดี แต่มันต้องเป็น Deal ที่อันที่ 1 ต้องไม่แพงเกินไป อันที่ 2 ต้องมี Synergy อันที่ 3 Culture หรือ Chemistry มันต้องเข้ากันได้นะครับ เพราะว่าไม่งั้นมันก็จะเต็มไปด้วยอุปสรรค เพราะฉะนั้นเรื่อง M&A เราจะไม่ทำถ้าเราไม่มั่นใจนะครับ แล้วก็ตอนนี้ก็มี Deal ที่อยู่ในมือก็ประมาณ 3 Deal แต่ว่าก็ปิดไป Deal หนึ่งแล้วนะครับ เรื่องของตัว SAP S/4HANA อีก 2 Deal ที่มีอยู่นี่ เป็น Deal ที่อยู่ในประเทศไทย Deal หนึ่งอยู่ที่เวียดนาม Deal หนึ่ง นอกนั้นจริงๆ มันก็มีอยู่นะครับ แต่ว่าเป็นมันอาจจะไม่ใช่ Acquisition แบบซื้อหมด มันจะเป็น Joint Venture เป็นการทำ Partnership อะไรกัน อันนั้นก็ยังมีอยู่หลาย Deal อยู่เหมือนกันนะครับ ในส่วนของ Ecosystem นี่ ผมได้เรียนไปแล้วว่าเรามองเรื่องนี้เป็น Emerging Business นะครับ เป็นเรื่องของเป็นธุรกิจที่เป็นอนาคตของ Humanica จะเรียกว่าเป็น New S-Curve ก็ได้นะครับ แต่เป็น New S-Curve ที่ไม่ใช่กระโดดไปข้ามไปทำเรื่องใหม่สิ้นเชิง เป็นการต่อยอดจาก Core Business ของเราไปสู่เรื่องใหม่ๆ ในเรื่องของโดยเฉพาะในเรื่องของ Wellbeing อันนี้เป็นเรื่องที่ผมส่วนตัวมีความมั่นใจว่ามันเป็นมันเป็นอนาคตของ Humanica จริงๆ เราจะยังไม่เห็นอะไรนะครับ จนถึง ณ ขณะนี้ ผมบอกว่าเรายังไม่เห็นอะไรในสะท้อนมาในตัวเลขผลประกอบการ เพราะว่าเรายังไม่ได้ร้อนอะไรมากนัก เราใช้เวลาเป็นปีนะครับ ในการสร้างโมเดล ในการสร้าง Ecosystem ในการเชื่อมต่อระบบ ก็ย้ำอีกครั้งว่าเราจะเห็นความพร้อมนี้ที่จะร้อนนี่ ครึ่งปีหลังจากนี้ ครึ่งปีหลังของปีนี้นะครับ จากนี้ไปจะค่อยๆ เห็นการเติบโตของ Ecosystem ของเราอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะต้นปีหน้าเป็นต้นไป ผมคิดว่ามันจะสมบูรณ์เกือบทั้งหมด 100% นะครับ ก็คิดว่าเป็น Presentation ของ Q1 นี่น่าจะจบอยู่ประมาณนี้นะครับ เพราะว่าอยากจะให้เป็นเวลาของ Q&A มันมากขึ้นนะครับ ถ้ามีคำถามอะไร เชิญได้เลยนะครับ ตอนนี้ก็มีคนส่งเข้ามาบ้างแล้ว นี่ CRR นี่ Retention มี CRR ที่มีคำถามนะครับว่ามีความกังวลหรือไม่ที่ CRR ลดลงจาก 99% เหลือ 96% สาเหตุมาจากอะไร ถือว่าเป็นสหกรรมปกติหรือไม่ อันนี้ก็อยากเรียนว่า มันจะบอกว่าเป็นสหกรรมผิดปกติก็คงไม่ใช่นะครับ เพราะว่ามันเกิดจากการลดจำนวนพนักงานของลูกค้าของเราตามสภาวะเศรษฐกิจ ซึ่งอันนี้มันเป็นเรื่องที่คงไม่ได้กระทบเฉพาะ Humanica มันกระทบทั้งโลกนะครับ สิ่งที่พวกเราก็คงทราบกันอยู่ว่ามันมีความปั่นป่วนอยู่ในเรื่องของเศรษฐกิจโลก เพราะฉะนั้นกระทบต่อประเทศไทยแน่นอนนะครับ แล้วก็กระทบต่อ Humanica ในทางอ้อมก็มีอยู่ เพราะฉะนั้นนี่ ลูกค้าเราบางรายก็พยายามที่จะ Save Cost โดยการลดจำนวนพนักงานของเขาลงนะครับ มีคำถามถัดไปเรื่องของ M&A นะครับ จะขอให้อัปเดต M&A ก็ที่ได้เรียนไปนะครับ Deal ERP ก็อยู่ในช่วง Final SPA นะครับ Share Purchase Agreement ในส่วนของดีลใหญ่ที่เวียดนามนี่ มันตอนนี้เรากำลังทำ Financial Due Diligence อยู่ เราเพิ่งเริ่ม Legal Due Diligence ไปนะ ไม่นานนี้ เพราะว่าเราเพิ่งเลือก Law Firm ที่จะมา Represent เราในทั้งในสิงคโปร์แล้วก็เวียดนาม เพราะว่าบริษัทนี้เขามีโครงสร้างที่มีหลายประเทศอยู่เหมือนกัน แต่ว่าผมเองก็จะไปเวียดนามอาทิตย์หน้านะครับ เพื่อไปคุยกับทางผู้ขายในส่วนของประเด็นหลักๆ ในเรื่องของโครงสร้างในเรื่องของตัวทีมบริหาร รวมทั้งสรุป Issue ที่มีคำถามขึ้นมาจากการทำ Due Diligence แล้วก็หวังว่าเราจะมีข้อสรุปกับผู้ขายได้ภายในสิ้นเดือนนี้ อันนี้คือ Target ที่ตกลงกันไว้คือสิ้นเดือนมิถุนายนนะครับ ถ้าเกิดขึ้นได้ ครึ่งปีหลังนี้ก็น่าจะได้เห็นตัว Deal นี้เกิด มีเห็นตัวเลขที่เข้ามาอยู่ใน Consolidated Account ของเราสำหรับ Deal ที่เกิดขึ้นที่ประเทศเวียดนามนะครับ Deal อีก Deal หนึ่งที่พูดถึงในประเทศไทยนี่ไม่ใหญ่มากนะครับ แต่ก็ Ongoing แล้วก็ถ้าเกิดขึ้นมันไม่ใหญ่ แต่มันก็เป็น Strategic Deal อันหนึ่งนะครับ อันนี้ก็คิดว่าจะเป็น 2 Deal ที่เราหวังว่าจะเกิดขึ้นภายในปี 2025 นี้นะครับ มีคำถามเรื่องราคาหุ้นที่เพิ่มขึ้นเมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม มันเกิดจากการซื้อหุ้นคืน ซึ่งก็เป็นไปตามแผนนะครับ แต่เรื่องการ Share Purchase Share Repurchase Scheme ของเรานี่ ผมอยากเรียนอย่างนี้นะครับว่า Mandate ที่เราให้กับทาง Fund Manager เราคือ อันที่ 1 เรามี Budget ชัดเจนนะครับ ฿250 ล้าน อันที่ 2 เราต้องการซื้อหุ้นคืนเพื่อที่จะให้เป็นการตอบแทนผู้ถือหุ้นของเราให้มีเรื่องของสัดส่วนการถือหุ้นที่สูงขึ้น เราไม่มีความตั้งใจที่จะเข้าไปซื้อหุ้นคืนเพื่อปั่นราคาหุ้นของเรานะครับ เพราะฉะนั้นเราจะแคปตัวราคาหุ้นไว้ ทุกๆ คุยกับทาง Fund Manager เราทุกๆ อาทิตย์นะครับ แล้วก็เราก็เชื่อว่าวันนั้นราคาหุ้นกระโดดขึ้นเพราะมีการขายลดลง อันนี้ผมเองส่วนตัวไม่แน่ใจนะครับ ต้องเรียนตรงๆ ว่าผมเป็นคนไม่ได้เล่นหุ้น โดยเฉพาะหุ้นของบริษัทตัวเอง ผมไม่เคยแตะเลย ซึ่งอันนี้ก็ถ้าจะให้ตอบคำถามนี้ ผมต้องขออนุญาตขอข้อมูลหาข้อมูลนิดหนึ่งนะครับ Workplace ในประเทศไทย เป็นตอนนี้มีสัดส่วนของรายได้เป็นอย่างไรก็ ผมได้พูดไปเมื่ออัปเดต 2-3 ครั้ง ก็ คือนโยบายของเราคือเราหยุดขาย Hum atrix นะครับ เพราะว่าเราเชื่อว่า Workplace จะเป็นอนาคตเป็นเทคโนโลยีใหม่ ส่วนลูกค้าที่อยู่บน Hum atrix เราซัพพอร์ตต่อไปเรื่อยๆ นะครับ จนกว่าเราจะอัปเกรดขึ้นมาเป็น Workplace ได้หมด ซึ่งอาจจะใช้เวลาประมาณ 3-5 ปีนะครับ อันนี้ก็อยู่ในแผน รวมไปถึงการสร้าง Process ของการอัปเกรดที่พยายามให้มัน Automate ที่สุด ไม่ใช่ไม่จำเป็นต้องไปให้ลูกค้าลงทุนในการทำ Implementation แบบสูงๆ นะครับ ใน Q1 รายได้ของ Workplace จาก Workplace นะครับ มีอยู่ประมาณ ฿70 ล้าน คิดเป็นประมาณ 20% ของรายได้รวม แต่อันนี้ก็เป็นรายได้รวมของเฉพาะประเทศไทยนะครับ ไม่รวมอินโดนีเซีย ซึ่งการเติบโตของตัว SunFish นี่ ค่อนข้างจะเติบโตดีกว่า Workplace ในประเทศไทย เหตุผลเพราะ SunFish เขามีความพร้อมในอินโดนีเซียมาตั้งแต่ต้น [Foreign language]

Powered by