Thai Oil PCL (BKK:TOP)
Thailand flag Thailand · Delayed Price · Currency is THB
48.00
-1.00 (-2.04%)
Apr 30, 2026, 4:36 PM ICT
← View all transcripts

Earnings Call: Q3 2024

Nov 14, 2024

สวัสดีค่ะ ดิฉันธันย์ พิชชา ไชยหลาก ในนามของกลุ่มไทยออยล์ ขอต้อนรับนักวิเคราะห์และนักลงทุนทุกท่านเข้าร่วมรับฟังการแถลงผลการดำเนินงานของบริษัทรอบไตรมาสที่ 3 ประจำปี 2567 ในวันนี้ค่ะ ในไตรมาสนี้ทางบริษัทได้จัด Analyst Meeting ในรูปแบบออนไลน์ โดยสามารถรับชมรับฟังได้ผ่านสองช่องทางค่ะ ได้แก่ Microsoft Teams และ Facebook Live ค่ะ และในไตรมาสนี้ทางบริษัทได้เชิญนักลงทุนและนักวิเคราะห์ชาวต่างชาติเข้าร่วมรับฟังการแถลงผลการดำเนินงานของบริษัทผ่านห้องแปลภาษาอีกหนึ่งช่องทางค่ะ สำหรับการแถลงผลการดำเนินงานในวันนี้ค่ะ จะมีทั้งหมดสองช่วง โดยในช่วงแรกจะเป็นการบรรยายจากทางบริษัท โดยเริ่มจาก Key Highlights ในไตรมาสที่ 3 ผลการดำเนินงานของกลุ่มไทยออยล์ แนวโน้มอุตสาหกรรม บทสรุป Final Remarks และในช่วงที่สองจะเป็นช่วงถามตอบค่ะ หากนักวิเคราะห์ท่านใดมีคำถาม สามารถส่งคำถามเข้ามาได้ผ่านทางข้อความที่อยู่ด้านบนขวามือค่ะ ในลำดับถัดไป ดิฉันขอเรียนแนะนำผู้บริหารที่เข้าร่วมแถลงผลการดำเนินงานในวันนี้ค่ะ ท่านแรก คุณบัณฑิต ธรรมประจำจิต ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ ท่านที่สอง คุณสุรชัย แสงสำราญ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโสด้านไฮโดรคาร์บอน ท่านที่สาม คุณวนิดา บุญพีรักษ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ด้านการเงินและบัญชี ท่านที่สี่ คุณรุ่งนภา จันทร์ชูเกียรติ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ด้านการพาณิชย์องค์กร และท่านสุดท้าย คุณชาลี บานมงคล รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ด้านอำนวยการโครงการพลังงานสะอาดค่ะ นอกจากนี้ เรายังมีผู้บริหารระดับสูงที่เข้าร่วมการแถลงผลการดำเนินงานในวันนี้ค่ะ คุณวิโรจน์ วงศ์สถิรยาคุณ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโสด้านบริหารศักยภาพองค์กร คุณฉัตรฐาพงศ์ วรรธนากร รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ด้านกลยุทธ์องค์กร คุณจิราวัฒน์ พัฒนสมสิทธิ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ด้านธุรกิจไฟฟ้า ธุรกิจนวัตกรรมและดิจิทัล และคุณสันติ วาสนะศิริ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ด้านธุรกิจปิโตรเคมีค่ะ นอกจากนี้ เรายังมีผู้บริหารฝ่าย รวมถึงผู้บริหารของบริษัทในกลุ่มที่เข้าร่วมแถลงผลการดำเนินงานในวันนี้ เพื่อช่วยซัพพอร์ตการตอบคำถามในช่วงท้ายค่ะ ในลำดับถัดไป ดิฉันขอเรียนเชิญคุณบัณฑิตกล่าวต้อนรับนักวิเคราะห์ทุกท่าน และเริ่มแถลงผลการดำเนินงานในวันนี้ค่ะ ครับ สวัสดีนะครับ ท่านนักวิเคราะห์นะครับ ทุกท่านเลยนะครับ วันนี้เราก็มีนักวิเคราะห์ต่างประเทศนะครับ เข้ามาร่วมประชุมนักวิเคราะห์ในวันนี้ด้วย ก็ถือว่าเป็นโอกาสพิเศษเพิ่มเติมนะครับ แล้วนอกเหนือจากนี้ เราจะมีการอธิบายนะครับ เรื่องของโครงการพลังงานสะอาดในรายละเอียดด้วย ซึ่งก็จะเป็นเรื่องที่ทุกท่านอาจจะให้ความสนใจนะครับ ในช่วงเวลาที่ผ่านมา แล้วก็นอกเหนือจากการรายงานนะครับ การวิเคราะห์นะครับ ผลการดำเนินงานประจำไตรมาส 3 ในปีนี้นะ ซึ่งก็เป็นอะไรที่ท้าทายนะครับ ในกลุ่มธุรกิจของไทย Oil ด้วยกันนะครับ วันนี้เราก็มาเริ่มเลยนะครับ ในส่วนแรกนะครับ ซึ่งเป็นเรื่องของการ เขาเรียกว่าอธิบายนะครับ ภาพรวมธุรกิจของไทย Oil นะครับ ในไตรมาส 3 ที่ผ่านมานะครับ ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ทุกท่านอาจจะทราบจากการรายงานผลการดำเนินงานไปแล้วนะครับ ว่าโดยภาพรวมนี่ก็จะมีการปรับลดลงนะครับ จากไตรมาสที่แล้วนะครับ สาเหตุหลักก็มาจากเรื่องของราคาน้ำมันนะครับ ที่มีการปรับลดลงนะครับ รวมถึงตัวค่ากำกลั่นที่ยังไม่ฟื้นตัวด้วยนะครับ ซึ่งทั้งสองก็เป็นปัจจัยหลักนะครับ ในการที่จะทำให้ผลประกอบการของไทย Oil นะครับ ในไตรมาส 3 นี่ก็จะติดลบนะครับ ซึ่งเดี๋ยวเรามาลงในรายละเอียดนะครับ ว่ามีปัจจัยหลักในอะไรบ้างนะครับ รวมถึงแนวโน้มตลาดในไตรมาสที่ 4 นะครับ คราวนี้ถ้าเรามาดูนะครับ ตัวกราฟนะครับ ทางด้านซ้ายบนนะครับ ก็จะเห็นว่านะครับ ตัวเลขดัชนีการผลิตภาคอุตสาหกรรมนะครับ หรือ PMI นี่ ทั้งประเทศเมเจอร์นะครับ ทั้งสหรัฐอเมริกาแล้วก็จีนนะครับ ยังอยู่ในระดับที่ต่ำกว่า 50 นะครับ ซึ่งก็แปลเป็นส่งสัญญาณว่า ในเรื่องของการผลิตก็ยังคงอ่อนแออยู่นะครับ แล้วก็อุปทานนี่ ก็น้ำมันนะครับ ของโลกก็จะเติบโตในระดับที่จำกัดด้วย แล้วที่สำคัญก็สร้างความกังวลนะครับ ในเรื่องของเศรษฐกิจนะครับ ต่อตลาดนะครับ ก็ทำให้ถ้าเราดูนะครับ นักลงทุนก็มีการเทขายสัญญาซื้อขายน้ำมันล่วงหน้านะครับ อย่างต่อเนื่องนะครับ ตัว Net Long Position นี่ก็ลดลงเยอะนะครับ ก็เป็นส่วนสำคัญที่ให้ทำให้ราคาน้ำมันลดลงนะครับ แล้วก็ประกอบกับตัวสเปรดด้วยนะครับ ถ้าเรามาดูด้านขวามือนะครับ ด้านบนนี่ก็จะเห็นนะครับว่า ความต้องการจะใช้น้ำมันนะครับ ของทั่วโลกนี่มีแนวโน้มเติบโตนะครับ ช้ากว่าที่เราคาดการณ์ไว้นะครับ ในเดือนตุลาคมนะครับ ทาง Energy Aspect นี่ก็ได้มีการปรับลดนะครับ คาดการณ์การเติบโตของอุปสงค์น้ำมันนะครับ ทั่วโลกนะครับ ในปีนี้นะครับ มาอยู่ที่ 0.9% นะครับ ทั้งทุกผลิตภัณฑ์นะครับ ซึ่งก็ต่ำกว่านะครับ ที่คาดการณ์เมื่อไตรมาส 2 นะครับ เมื่อไตรมาสก่อนที่ 1.4% นะครับ Year on Year นะครับ โดยได้รับแรงกดดันนะครับ มาจากเรื่องของความต้องการน้ำมันดีเซลนะครับ ที่ปรับตัวลดลงนะครับ จากปีก่อนหน้านะครับ ติดลบนะครับ จากความกังวลนะครับ ด้านเศรษฐกิจเอง แล้วก็ แต่ว่าในขณะที่ความต้องการน้ำมันเจ็ทก็ยังเติบโตอย่างต่อเนื่องนะครับ ที่ประมาณ 6.4% นะครับ คราวนี้ถ้าเรามาดูตัวกราฟล่างซ้ายมือนะครับ ก็จะเป็นเรื่องของ Product Supply ที่มีการเพิ่มขึ้นในไตรมาสที่ผ่านมานะครับ เนื่องจากว่ามีโรงกลั่นใหม่นะครับ เริ่มมีการดำเนินการผลิตนะครับ อย่างเช่น ดาโกเต้ที่ตัวไนจีเรียนะครับ ก็กำลังการผลิตอยู่ที่ 650,000 ใช่ไหมครับ บาร์เรลต่อวันนะครับ แต่วันนี้ก็น่าจะรันอยู่ประมาณสักครึ่งหนึ่งนะครับ หลายโรงกลั่นมีการกลับมานะครับ ผลิตนะครับ จากการหยุดปิดซ่อมลงในไตรมาสที่ 2 นะครับ ไตรมาสที่ 3 ก็ผลิตเยอะขึ้นนะครับ เพราะฉะนั้นก็มีปัจจัยนะครับ ในเรื่องของ Supply นะครับ ของ Product ที่เพิ่มขึ้นนะครับ เพราะฉะนั้นก็เลยมีผลนะครับ ต่อเรื่องของตัวสเปรดด้วย เรามาดูนะครับ ปัจจัยที่เราต้องติดตามนะครับ ในไตรมาส 4 นะครับ ก็ยังมีเรื่องของสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางนะครับ ซึ่งก็ยังคงดำเนินอยู่นะครับ Geopolitical Tensions นะครับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของทางอิสราเอลนะครับ กับอิหร่านหรือฮามาสนะครับ แล้วก็แม้ว่าทางอิสราเอลก็จะมีการเปิดเผยนะครับ ว่าเราก็ยังไม่มีเป้าที่จะถล่มนะครับ หรือโจมตีแหล่งน้ำมันนะครับ หรือโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ของอิหร่าน โรงนิวเคลียร์ของอิหร่านก็ตามนะครับ ในเรื่องของสภาพอากาศนะครับ ในช่วงฤดูหนาวที่จะมาถึงนี้นะครับ ก็ทางองค์การบริหารมหาสมุทรและชั้นบรรยากาศแห่งชาติสหรัฐอเมริกา หรือว่า NOAA นะครับ ก็ยังมีการคาดการณ์นะครับ ว่าจะมีโอกาสเกิดลาเนียประมาณ 60% ซึ่งอาจจะหมายความว่าหน้าหนาวอาจจะมีโอกาสที่จะหนาวกว่าปกตินะครับ ซึ่งอันนี้ก็จะเป็นปัจจัยที่อาจจะหนุนให้ความต้องการน้ำมันนี่ปรับตัวเพิ่มขึ้นนะครับ ในแง่ของนโยบายนะครับ ของทรัมป์นะครับ ซึ่งวันนี้ก็ทางประธานาธิบดีใหม่นะครับ โดนัลด์ ทรัมป์นี่ก็ได้กลับมานะครับ เป็นสมัยที่สองนะครับ ซึ่งก็จะส่งผลนะครับ อย่างมีนัยสำคัญนะครับ ต่อ นโยบายการค้า เศรษฐกิจ แล้วก็ราคาน้ำมันด้วยนะครับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการผลิตน้ำมันนะครับ จาก US นะครับ เรื่องของ Energy Policies นะครับ เรื่องของภูมิรัฐศาสตร์นะครับ การกระตุ้นเศรษฐกิจ หรือแม้กระทั่งการกีดกันนะครับ ทางการค้านะครับ ซึ่งอันนี้ก็ในระยะสั้นก็คาดว่านะครับ เศรษฐกิจสหรัฐก็อาจจะมีแนวโน้มที่ดีขึ้นนะครับ จากการดำเนินนโยบายการค้าที่เป็นแบบ American First นะครับ ก็อาจจะเน้นนะครับ เรื่องความได้เปรียบนะครับ มุ่งเน้นความได้เปรียบของสหรัฐนะครับ ในขณะที่ตลาดน้ำมันนะครับ ก็มีแนวโน้มผันผวนนะครับ แล้วก็การผลิตน้ำมันดิบนะครับ ในสหรัฐอาจจะเพิ่มขึ้นนะครับ ความเป็นไปได้ในการคว่ำบาตรนะครับ ผู้ผลิตน้ำมันในบางประเทศนะครับ เช่น อิหร่านหรือเวเนซุเอลานะครับ ซึ่งอาจจะเข้มข้นขึ้นนะครับ แต่อย่างไรก็ตามนะครับ ก็อาจจะมีเรื่องของการเป็นไปได้ที่อาจจะยกเลิกข้อกำหนดเกี่ยวกับตัวประสิทธิภาพของ เขาเรียกว่าตัว Vehicle นะครับ รถยนต์นะครับ ซึ่งอาจจะมีผลกระทบนะครับ ต่อการใช้รถยนต์ EV นะครับ แล้วก็อาจจะยังทำให้การใช้น้ำมันนะครับ ยังมีอยู่ต่อไปนะครับ ซึ่งอันนี้ก็เป็นปัจจัยที่ต้องติดตามนะครับ คราวนี้เรามาดูนะครับว่า ตัวผลกระทบนะครับ ต่อราคาน้ำมันนะครับ แล้วก็ค่ากำกลั่นในไตรมาสที่ผ่านมา ถ้าเรามาดูด้านขวามือก็จะเห็นนะครับว่า ตัวราคาน้ำมันดิบนะครับ เฉลี่ยไตรมาส 3 นะครับ ปรับตัวลดลงนะครับ ประมาณ $7 ด้วยกันนะครับ มาอยู่ที่ $78.3 ต่อบาร์เรลนะครับ ซึ่งก็สะท้อนถึงเรื่องของตัว PMI นะครับ กราฟด้านซ้ายมือที่ยังไม่เติบโตนะครับ แล้วก็อุปสงค์น้ำมันทั่วโลกนะครับ ก็ยังเติบโตในระดับที่จำกัด แล้วก็ความกังวลต่อเศรษฐกิจนะครับ ส่วนเรื่องขูดพรีเมียมนะครับ วันนี้เราก็ Q3 ที่ผ่านมาก็เป็นตัวช่วยนะครับ ปรับลดลงนะครับ มาอยู่ที่ $1.3 นะครับ ของต่อบาร์เรลของเมอร์เบิลนะครับ ซึ่งก็ลดลงจากไตรมาสก่อนหน้าที่ระดับ $1.6 ต่อบาร์เรลนะครับ หลักๆ ก็มาจากโรงกลั่นนะครับ ในตัว UAE นะครับ ก็มีการใช้น้ำมันดิบนะครับ ชนิดเขาเรียกว่า Medium Crude มากขึ้นนะครับ ก็ทำให้สามารถส่งออกน้ำมันเมอร์เบิลได้มากขึ้นนะครับ ในไตรมาสที่ 4 นะครับ ปีนี้นะครับ แล้วก็ไปสู่ปีหน้า เราคาดว่าน้ำมันดิบก็มีแนวโน้มนะครับ ที่จะทรงตัวหรืออาจจะปรับลดลงนะครับ เมื่อเทียบกับไตรมาส 3 นะครับ เนื่องจาก Supply นะครับ ของน้ำมันดิบเนี่ย จากประเทศนอก OPEC นะครับ นอกกลุ่ม OPEC ก็อาจจะเข้ามาในตลาดเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องนะครับ การลดอัตราดอกเบี้ยนะครับ ของธนาคารกลางสหรัฐก็ต้องจับตาดูนะครับ หลังจากเปลี่ยนประธานาธิบดีแล้วนะครับ แผนกระตุ้นเศรษฐกิจจีนนะครับ ก็จะดูว่ามีประสิทธิผลหรือไม่ อันนี้ก็จะเป็นปัจจัยช่วยสนับสนุนนะครับ ในการเรื่องของความต้องการน้ำมันให้ปรับเพิ่มขึ้นนะครับ เรื่องของขูดพรีเมียมเองนะครับ ก็อาจจะมีแนวโน้มนะครับ ที่จะปรับตัวเพิ่มขึ้นนะครับ ตามความต้องการน้ำมันนะครับ ที่มีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นในช่วงฤดูหนาวในไตรมาสที่ 4 นะครับ คราวนี้มาดูที่ตัวค่ากำกลั่นสิงคโปร์นะครับ ตามรูปข้างล่างก็จะเห็นว่า ในไตรมาส 3 นะครับ ก็ยังถูกกดดันนะครับ ค่ากำกลั่นนะครับ ก็ประมาณ $3.6 ต่อบาร์เรลนะครับ ซึ่งใกล้เคียงกับไตรมาสก่อนหน้านะครับ โดยหลักๆ นะครับ ก็มาจากส่วนต่างราคาของน้ำมันนะครับ แทบจะทุกผลิตภัณฑ์เลยนะครับ ที่ปรับตัวลดลงเมื่อเทียบกับน้ำมันดิบดูไบนะครับ แล้วก็อุปทานก็มาเพิ่มขึ้นใช่ไหมครับ เพราะฉะนั้นนี่ เรื่องของน้ำมันนะครับ ดีเซลนะครับ ในภูมิภาคนี้ก็ปรับตัวสูงขึ้นนะครับ เพราะว่ามีการเปิดดำเนินการของโรงกลั่นใหม่ๆ นะครับ ไม่ว่าจะในไนจีเรียนะครับ หรือแม้กระทั่งในที่จีนก็แล้วแต่นะครับ เพราะฉะนั้นก็เป็นการกดดันนะครับ ต่อตัวสิงคโปร์ GRM สำหรับค่ากำกลั่นในไตรมาส 4 วันนี้ก็มีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นนะครับ เฉลี่ยวันนี้ก็ตอน Q4 นะครับ To Date นะครับ ก็ประมาณสัก $4.9 ต่อบาร์เรลนะครับ ก็เป็นตามฤดูกาลที่มีความต้องการน้ำมันเพิ่มขึ้นนะครับ การเดินทางโดยเครื่องบินก็เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องนะครับ แล้วก็ตัว Heating Oil ด้วยนะครับ ส่วนเรื่องของ Supply ก็ยังมีนะครับ ก็จะทำให้การปรับเพิ่มนะครับ ของค่ากำกลั่นก็จะอยู่ในระดับที่จำกัดนะครับ เพราะมี Supply ที่เยอะนะครับ ไปที่หน้าถัดไปนะครับ อันนี้ก็จะเป็นผลประกอบการนะครับ ผลการดำเนินงานของไทย Oil นะครับ ในกลุ่มไทย Oil ในไตรมาสที่ผ่านมาก็จะเห็นนะครับว่าภาพรวมนะครับ GRM นี่ ปรับตัวลดลงนะครับ โดยหลักก็มาจากเรื่องธุรกิจโรงกลั่นนะครับ ที่มี Margin ที่ยังอ่อนตัวอยู่นะครับ แล้วก็ธุรกิจ Aromatics ด้วยนะครับ ในแง่ของน้ำมันดิบนะครับ ราคาน้ำมันดิบแล้วก็ขูดพรีเมียมนะครับ อย่างที่ได้เรียนให้ทราบในไตรมาส 3 นี่ ปรับตัวลดลงเยอะนะครับ ก็จะเห็นจากในกราฟนะครับ เพราะฉะนั้นไทย Oil เองก็จะรับรู้นะครับ การขาดทุนจาก Stock นะครับ หรือว่า Stock Loss นะครับ ประมาณ $5.4 นะครับ ต่อบาร์เรลนะครับ หรือเทียบประมาณ 5,380 ล้านนะครับ บาทนะครับ คราวนี้มาดูที่ Q on Q นะครับ ถ้าเรามาดูตัว Market GRM นะครับ ก็จะเห็นว่าไตรมาส 3 นะครับ ปรับตัวลดลงนะครับ เล็กน้อยนะครับ อันนี้ของไทย Oil นะครับ $3.7 นะครับ จาก $3.8 ต่อบาร์เรลในไตรมาสที่ 2 นะครับ ก็หลักๆ คือตัวสเปรดนะครับ ของแทบทุกผลิตภัณฑ์เลยนะครับ ปรับตัวลดลงนะครับ จากการที่เขาเรียกว่า Demand ของน้ำมันเบนซินนะครับ ในช่วง Driving Season ที่สหรัฐก็ น้อยกว่านะครับ ที่คาดการณ์ไว้นะครับ แล้วก็ดีเซลเอง Supply ก็เพิ่มขึ้นนะครับ จากโรงกลั่นใหม่ๆ ด้วยกันนะครับ คราวนี้มาดูธุรกิจ Aromatics นะครับ กับ LAB นะครับ ก็จะเห็นว่า Q on Q นะครับ ไตรมาส 3 นะครับ Contribution ก็ลดลงนะครับ ประมาณ 30% นะครับ ต่อบาร์เรล เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า สาเหตุหลักก็มาจากตรงส่วนต่างราคาของพาราไซลีนนะครับ กับน้ำมันเบนซิน 95 ที่ปรับลดลงนะครับ แล้วก็ Demand นะครับ ในประเทศจีนนะครับ ก็ยังเปราะบางอยู่นะครับ เมื่อเนื่องจากเศรษฐกิจนะครับ Supply ก็เพิ่มขึ้นนะครับ จากการมาดำเนินการผลิตหลังจากปิดซ่อมบำรุงในไตรมาสที่ 2 นะครับ ส่วนธุรกิจของตัวน้ำมันหล่อลื่นพื้นฐานนะครับ ไตรมาส 3 ก็ยังดีขึ้นนะครับ แต่เล็กน้อยนะครับ มาอยู่ที่ 50% ต่อบาร์เรลนะครับ จากส่วนต่างราคานะครับ ผลิตภัณฑ์นะครับ หรือสเปรดของตัวเบสออยล์นะครับ แล้วก็ตัวน้ำมันเตานะครับ ที่เป็น Fuel Stock นี่ ปรับตัวสูงขึ้นนะครับ ก็หลักๆ เพราะว่าราคาน้ำมันนะครับ ดิบนะครับ แล้วก็น้ำมันฟิวส์ออยล์นี่ ปรับตัวลดลง ก็เลยทำให้สเปรดที่ดีขึ้นนะครับ แล้วก็ Supply ก็ยังมีอยู่นะครับ จำกัดนะครับ โดยรวมนะครับ เมื่อเรารวม Contribution นี่ ของทั้ง 3 ธุรกิจหลัก ไม่ว่าจะเป็นตัวโรงกลั่นนะครับ น้ำมัน Aromatics แล้วก็ LAB แล้วก็น้ำมันหล่อลื่นพื้นฐานนี่ ก็จะพบว่าตัว GRM นะครับ Q on Q นี่ก็ปรับลดลงนะครับ Market GRM นะครับ จาก $5.7 นะครับ ต่อบาร์เรล เป็นที่ $5.4 ต่อบาร์เรลนะครับ อย่างไรก็ตาม เมื่อเราพูดถึง Accounting GRM นี่ ก็จะเหลือ 0 นะครับ เพราะว่าเรามี Stock Loss ด้วยกันนะครับ $5.4 ต่อบาร์เรล ก็เลย Cancel Out กับ Market GRM ไปนะครับ เมื่อเทียบกับไตรมาส 2 ที่เรามี Accounting GRM ที่ดีนะครับ ประมาณ $7 ต่อบาร์เรลนะครับ มาดูเรื่องของไฮไลท์ทางด้านธุรกิจนะครับ ก็จะพบว่าในหน้าถัดไปนะครับ การใช้ประโยชน์นะครับ ของกำลังการผลิตเราก็อยู่ในเกณฑ์ที่ดีนะครับ อย่างต่อเนื่องนะครับ เห็นได้ว่านะครับ ตัว Utilization นะครับ ยังอยู่ที่ 113% ซึ่งก็จะดีกว่าไตรมาส 2 นะครับ เพราะว่าไตรมาส 2 นี่ เรามีการหยุดซ่อมบำรุงตามแผนนะครับ ของหน่วยกลั่นน้ำมันดิบที่ 1 หน่วยที่เก่าที่สุดนะครับ ประมาณ 11 วันนะครับ ในขณะที่เรื่องของอัตราการใช้กำลังการผลิตนะครับ ของตัวธุรกิจ Aromatics นะครับ LAB แล้วก็ตัวเบสออยล์นะครับ ก็ปรับขึ้นนะครับ ตามกำลังการกลั่นน้ำมันดิบที่สูงขึ้นนะครับ อันนี้ก็ตาม Optimum Production นะครับ เราก็ไม่ได้รันเต็มทุกโรงนะครับ ในที่ Aromatics ก็ 83% นะครับ ดีขึ้นจากไตรมาส 2 นะครับ LAB นี่ เรารันเต็ม Max อยู่แล้วนะครับ ที่ 125% นะครับ แล้วก็ตัวเบสออยล์นะครับ รันที่ 86% นะครับ ก็สูงกว่าไตรมาส 2 ด้วยกันนะครับ ในแง่ของการผลิตนะครับ เราก็จะยังเลือก คงเลือกที่จะผลิตน้ำมันนะครับ ที่ตอบสนองต่อความต้องการในประเทศเป็นหลักนะครับ เพราะว่าเป็นสิ่งที่สร้าง Margin ให้เยอะที่สุดนะครับ ก็ยังผลิต Middle Distillate คือเจ็ทนะครับ กับแก๊สออยล์นะครับ รวมกันก็ประมาณ 52% นะครับ โดยมีการผลิตเจ็ทมากขึ้นนะครับ ตามความต้องการของตลาดด้วย ในขณะที่ดีเซลนี่ก็เราผลิตลดลงนะครับ จาก 38% มาอยู่ที่ 35% นะครับ เนื่องจากตัวเจ็ท คือตัว Crack Spread นะครับ ของเจ็ทนี่ดีกว่านะครับ ในช่วงที่ผ่านมานะครับ ก็เลยทำให้เราผลิตเจ็ทมากขึ้นนะครับ ตัวของไตรมาส 3 นะครับ เป็นช่วงหน้าฝนนะครับ ความต้องการของดีเซลก็ลดลงนะครับ เพราะฉะนั้นเราก็ต้องผลิตนะครับ ตามสัดส่วนที่ให้ผลกำไรสูงสุดนะครับ มาดูที่การใช้น้ำมันดิบนะครับ ก็จะเห็นว่าด้านขวา ตัวกราฟตรงกลางด้านบนนะครับ เราก็ยังใช้นะครับ ไทย Oil ยังเป็นโรงกลั่นที่ใช้น้ำมันดิบจากตะวันออกกลางเป็นหลัก เพราะว่าให้ประโยชน์สูงสุดนะครับ ประมาณ 90% ด้วยกันนะครับ ตามด้วยน้ำมันดิบในประเทศนะครับ 7% แล้วก็น้ำมันดิบมาจากตะวันออกไกลนะครับ แล้วก็น้ำมันดิบจากประเทศอื่นๆ นะครับ จาก US อีก 1% ด้วยกันนะครับ ในส่วนนะครับ การส่วนแบ่งทางการตลาดนะครับ เราก็ยังเน้นที่จะผลิตนะครับ แล้วก็ขายในประเทศเป็นหลักนะครับ แล้วก็ยังรักษา Market Share ในสัดส่วนที่สูงนะครับ ของผลิตภัณฑ์ 86% ที่เราผลิตได้ ก็ขายให้กับทางตลาดในประเทศนะครับ ที่เหลือเราก็จะเน้นตลาดที่ยังมีสเปรดที่ดีเป็นอันดับ 2 นะครับ ในอินโดไชน่า ไม่ว่าจะเป็น CLMV ด้วยกัน ส่วนที่ประเทศอื่นๆ เช่น สิงคโปร์ ก็จะเป็นส่วนที่เหลืออยู่นะครับ ซึ่งก็จะมีประมาณ 3% เท่านั้นนะครับ ในเรื่องของการบริหารนะครับ ต้นทุนนะครับ หรือค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน ก็เราก็ยังบริหารได้ดีอย่างต่อเนื่องนะครับ Cash Cost นะครับ ของทั้งกลุ่มนะ ก็ยังอยู่ในระดับที่แข่งขันได้นะครับ $2.5 ต่อบาร์เรล แม้ว่าจะเพิ่มขึ้นจากไตรมาสที่ 2 นะครับ โดยหลักๆ ก็มาจากที่ Operating Cost นะ ก็อาจจะสูงขึ้นนะครับ ส่วนหนึ่งนะครับ แล้วก็ส่วนหนึ่งก็เป็นเรื่องของค่าเงินบาทนะครับ ที่แข็งค่าขึ้นนะครับ ถ้าเรา Convert เป็นเหรียญต่อบาร์เรล มันก็จะสูงขึ้นนะครับ คราวนี้ Interest Expense ก็ประมาณ $0.6 นะครับ ใกล้เคียงเดิมนะครับ การจ่ายนะครับ เงินปันผลนะครับ เราได้จ่ายไปนะครับ ในช่วงไตรมาส 3 ที่ผ่านมานะครับ 12.2 บาทต่อหุ้นนะครับ คิดเป็น Dividend Yield ก็ 2.2% นะครับ Payout Ratio 24% ด้วยกัน ก็ใกล้เคียงนะครับ กับค่าในอดีตนะครับ ที่เราจ่ายในช่วงกลางปี ก็จะจ่ายอยู่ประมาณสัก 20 ต้นๆ เปอร์เซ็นต์นะครับ มาดูเรื่องของกลยุทธ์บ้างนะครับ กลยุทธ์ของบริษัทนะครับ ก็ยังเป็นกลยุทธ์ 3V นะครับ เพราะเรายังมีความเชื่อว่า กลยุทธ์นี้ก็ยังสามารถที่จะช่วยตอบโจทย์นะครับ ในอนาคตได้นะครับ ในเรื่องของ V ที่ 1 คือ Value Maximization นะครับ ก็เป็นเรื่องของ โดยหลักๆ นะครับ ก็เป็นเรื่องของการเพิ่มมูลค่าของไฮโดรคาร์บอนโมเลกุลนะครับ ให้ไปจากน้ำมันดิบนะครับ ไปสู่ผลิตภัณฑ์ที่ให้มูลค่าสูงสุดนะครับ ซึ่งหนึ่งในโครงการหลักก็คือโครงการพลังงานสะอาดที่เราได้พูดถึงนะครับ วันนี้เองนี่ เราก็พยายามนะครับ มุ่งมั่นที่จะทำให้โครงการดำเนินหน้าต่อไปนะครับ แม้ว่าจะสะดุดนะครับ จากการที่มีเหตุการณ์ของผู้รับเหมาช่วงนะครับ ไม่ได้รับเงินนะครับ ที่ค่าจ้างที่ค้างจ่ายอยู่นะครับ จากผู้รับเหมาหลักนะครับ เราก็ยังพยายามช่วยผลักดันนะครับ ให้ทางผู้รับเหมาหลักทั้ง 3 บริษัทนะครับ ได้แก่ทาง Samsung นะครับ บริษัท CTCI นะครับ แล้วก็บริษัท Petrofac นะครับ ให้ชำระค่าตอบแทนค้างจ่ายให้กับผู้รับเหมาช่วงนะครับ ก็ยังดำเนินการอย่างเต็มที่นะครับ แล้วก็ที่สำคัญนะครับ เราก็ยังอยู่ในช่วงของการประเมินนะครับ ผลกระทบ ซึ่งวันนี้ทาง เราก็จะมีทางคุณชาลีนะครับ ซึ่งเป็นรองนะครับ ที่ดูหน้างานที่โครงการพลังงานสะอาด ก็จะมาแชร์นะครับ สิ่งที่เกิดขึ้นนะครับ ให้กับทางนักวิเคราะห์ทุกท่านได้ฟังนะครับ ว่าผลกระทบนะครับ เราก็กำลังประเมินผลกระทบจากเหตุการณ์ล่าสุดอยู่นะครับ แล้วก็เร่งนะครับ ที่จะแก้ปัญหาเพื่อให้ลดผลกระทบต่อโครงการนะครับ CFP นะ ก็ที่สำคัญเราก็ต้องคำนึงถึงประโยชน์ของบริษัท แล้วก็ผู้ถือหุ้นเป็นสำคัญนะครับ ขณะ ณ สเตตัสขณะนี้นะ เราก็กำลังประเมินนะครับ สถานะปัจจุบันอยู่นะครับ แล้วก็มีแผนการนะครับ ทบทวนแนวทางนะครับ ที่ดีที่สุดในการดำเนินงานต่อไปนะครับ เพื่อให้ลดผลกระทบนะครับ หรือให้เกิดผลกระทบโดยรวมน้อยที่สุดนะครับ ในเรื่องของตัว CAPA นะครับ ซึ่งก็เป็นหนึ่งในกลยุทธ์ V1 นะครับ ที่ปลายเดือนที่ผ่านมานะครับ เดือนตุลาคมนะครับ บริษัท CAPA นี่ ก็ได้ประกาศร่วมมือกับ Biofuels นะครับ ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ เขาเรียกว่าบริษัทที่รวบรวมนะครับ ตัววัตถุดิบนะครับ จาก Waste นะครับ ที่ใหญ่ที่สุดในโลกแห่งหนึ่งนะครับ ในการที่จะลงทุนนะครับ ในบริษัทที่จัดหานะครับ แล้วก็รวบรวมตัว Used Cooking Oil แล้วก็ตัว POME นะครับ POME นะครับ ในการผลิตน้ำมันเชื้อเพลิงชีวภาพนะครับ ในประเทศอินโดนีเซีย ก็เป็นการเน้นย้ำนะครับ ถึงความมุ่งมั่นของ CAPA ในระยะยาวนะครับ ที่จะสนับสนุนนะครับ เป้าหมาย Net Zero ของประเทศอินโดนีเซียนะครับ ในปี 2060 นะครับ ในขณะเดียวกันนะครับ ตามทิศทางแผนกลยุทธ์นะครับ เราก็ยังมุ่งเน้นนะครับ ที่จะพัฒนานะครับ ผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าสูงจากผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม ปิโตรเคมี แล้วก็เรื่องของการ เพื่อให้ได้ตอบโจทย์นะครับ ตอบสนองความต้องการของตลาดและลูกค้านะครับ แล้วก็มี Margin ที่ดีขึ้นนะครับ ก็มีตัวอย่าง 3 ตัวอย่างที่เห็นนะครับ ในไตรมาสนี้ เราก็มีผลิตภัณฑ์ 3 ผลิตภัณฑ์ที่ยังเห็นนะครับ DMMA นะครับ Topsol P100 นะครับ พวกนี้ก็จะเป็นตัวทำละลายนะครับ เป็นสารที่ใช้ในการเพิ่มคุณสมบัตินะครับ ตัวแรก DMMA ก็เพิ่มคุณสมบัติที่ดีให้กับเรซินนะครับ ตัว Topsol P100 ตัวนี้ก็จะใช้สำหรับพวกเคลือบผิวโลหะนะครับ เราก็สามารถผลิตได้นะครับ นำมาผสมนะ เพื่อทำเคมีในภาคเกษตรนะครับ ตัว SDA Washing Oil อันนี้ก็ช่วยเป็นสารละลายตัวทำละลาย Aromatics นะครับ ก็ช่วยในการ Decontamination ก็เป็นตัวอย่างนะครับ ที่เราได้ทำอย่างต่อเนื่องในการเพิ่ม Margin นะครับ ขยายตลาดนะครับ ไปสู่ผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่มขึ้นนะครับ ในเรื่องของกลยุทธ์ V2 นะครับ เราก็ยังดำเนินการต่อเนื่องเพื่อสร้างความแข็งแกร่งด้านการตลาดนะครับ ในต่างประเทศ ในประเทศเป้าหมายนะครับ ซึ่งวันนี้เราก็มีการตัว Commission นะครับ เรือตัว Terminal นะครับ ซึ่งรวมถึงตัว Tank ตัว Pump Facility เองที่ Hai Phong ในเวียดนามนะครับ แล้วก็ขยาย Terminal นะครับ แล้วก็ได้ Commission ไปแล้วนะครับ ก็จะทำให้เรามีตัว Facility ที่ใหญ่ขึ้นนะครับ อย่างเช่นตัว Tank Capacity เพิ่มขึ้น 70% นะครับ ก็ทำให้เรามีโอกาสที่จะขยายตลาดนะครับ ตัว Solvent and Chemical ได้นะครับ ในที่เวียดนามนะครับ ก็เพื่ออาจจะเพิ่มขึ้นได้ถึง 20-30% ด้วยกันนะครับ ซึ่งอันนี้ก็จะเป็นโอกาสของบริษัทลูก TOP Next นะครับ ในการเพิ่มยอดขายนะครับ ในการ โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ แล้วก็ผลิตภัณฑ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตนะครับ ในเรื่องกลยุทธ์ของ V3 นะครับ เราก็ยังเน้นนะครับ ธุรกิจที่มีมูลค่าสูงในอนาคต ซึ่งจะเป็นแพลตฟอร์มใหม่นะครับ ของ Thai Oil นะครับ ซึ่งอันนี้ก็จะอยู่ในธุรกิจของ DNS นะครับ หรือ Disinfectant นะครับ เป็นสารที่ใช้ในการยับยั้งนะครับ กำจัดเชื้อโรค แล้วก็ตัว Surfactant สารลดแรงตึงผิวที่ใช้ในผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดหรือในอุตสาหกรรมต่างๆ นะครับ ตอนนี้เราก็ได้มีการพัฒนาผลิตภัณฑ์นะครับ เพื่อนำมาขายในเชิงพาณิชย์แล้วนะครับ ก็มีผลิตภัณฑ์ก็จะเริ่มออกสู่ท้องตลาดด้วย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเน้นในกลุ่ม 3 กลุ่มหลักนะครับ Personal Care, Paint and Coating นะครับ แล้วก็ตัว Industrial และ Institutional Cleaning นะครับ ส่วนธุรกิจ S-Curve นะครับ เราก็ยังต้องติดตามนะครับ ศึกษาติดตามอย่างต่อเนื่องนะครับ ในธุรกิจใหม่นะครับ ก็จะเน้นเทคโนโลยีนะครับ ที่เป็นมิตรนะครับ ต่อสิ่งแวดล้อม เทคโนโลยีใหม่ ตอบโจทย์ในเรื่องของ Bio นะครับ Business หรือในเรื่องของ New Energy เช่น ไฮโดรเจน เรื่องของการดักจับนะครับ กักเก็บคาร์บอนด้วยกันนะครับ ปัจจุบันนี้ก็เป็นช่วงของการศึกษาแล้วก็พัฒนานะครับ ไม่ว่าจะเป็น Biofuel Biochemical นะครับ Bioplastic นะครับ หรือแม้กระทั่งตัวความเป็นไปได้ในการศึกษา ความเป็นไปได้ในการลงทุนนะครับ ของธุรกิจพลังงานรูปแบบใหม่นะครับ คราวนี้มาดูนะครับ หน้าถัดไปนะครับ ก็ขอใช้ทางคุณวนิดานะครับ จะช่วยอธิบายนะครับ ผลการดำเนินงานของเรานะครับ ในทางการเงินครับ ขอบคุณนะครับ ค่ะ สวัสดีค่ะ ก็มาลงรายละเอียดในเรื่องของผลประกอบการนิดหนึ่งนะคะ ก็หน้านี้จะเป็นผลประกอบการโดยภาพรวมนะคะ ที่เป็นงบการเงินรวมนะคะ ของ Thai Oil ก็คือ Consolidated นะคะ ก็ไตรมาส 3 นะคะ ก็มีผลขาดทุนสุทธินะคะ อยู่ที่ประมาณตัวเลข 4,200 ล้านบาทนะคะ สาเหตุหลักๆ นะคะ ก็มาจาก 2 สาเหตุนะคะ อันแรกก็จะเป็นเรื่อง GRM นะคะ ในไตรมาส 3 ที่มีการปรับตัวลดลงนะคะ เมื่อเทียบกับตอนไตรมาส 2 Q on Q นะคะ ก็ส่งผลทำให้จะเห็นว่า Net Operating Profit นะคะ ตามกราฟที่เป็นสีน้ำเงินนี่นะคะ ก็จะน้อยลงนะคะ ในไตรมาส 3 ก็อยู่ที่ประมาณ 1,179 ล้านบาทนะคะ เทียบกับไตรมาส 2 ที่ผ่านมาที่อยู่ประมาณ 3,800 ล้านบาทนะคะ ส่วนสาเหตุที่ 2 นะคะ ก็คือราคาครูดนะคะ ที่มีการปรับตัวลดลงนะคะ อย่างที่ CEO บัณฑิตท่านได้เรียนไปแล้วนะคะ ก็ส่งผลทำให้มี Stock Loss นะคะ อยู่ที่ $5.4 ต่อบาร์เรลนะคะ ที่คิดเป็น Amount ก็ประมาณเกือบๆ 5,400 ล้านบาทนะคะ แล้วก็มีบวกการบันทึกในเรื่องของ NRV นะคะ ตามมาตรฐานบัญชีนะคะ อีกประมาณ 2,000 ล้านบาทนะคะ รวม 2 ตัวนี้ก็ทั้ง Stock Loss กับ NRV ก็จะกลายเป็นติดลบอยู่ที่ประมาณ 7,400 กว่าล้านบาทนะคะ แล้วก็มีรายการอื่นๆ นะคะ ที่เป็น Positive เข้ามานะคะ ประมาณ 2,000 ล้านบาทนะคะ ก็ไม่ว่าจะเป็นเรื่องตรงที่ได้จากเกณฑ์ในเรื่องของ Financial Derivative นะคะ ในเรื่องของ Unrealized FX Gains นะคะ เนื่องจากว่าบาทแข็งค่าขึ้นนะคะ แล้วก็มีการกลับรายการในเรื่องของตัว Income Tax Reversal ประมาณสักพันล้านนะคะ ทำให้ Net สุทธิแล้วในไตรมาส 3 ก็ขาดทุนอยู่ที่ 4,218 ล้านนะคะ แต่ถ้าเรามาดูในเรื่องของ Contribution นะคะ ในกราฟวงกลมข้างล่างนะคะ โดยตัดในเรื่องของ Stock Loss ออกไปนะคะ ก็จะเห็นว่า Contribution ของเราเรียกว่าประมาณสัก 40% นะคะ ก็ยังเป็น Contribution ที่มาจากธุรกิจที่เป็น Petroleum กับ Lube นะคะ แล้วก็ที่เหลือก็จะกระจายไปนะคะ ในไตรมาส 3 ก็จะเห็นว่า Contribution จาก Power ก็จะดูเยอะนิดหนึ่ง ประมาณ 22% นะคะ ถ้ามาดูตัวเลข 9 เดือนนะคะ ก็ 9 เดือนนะคะ ปิดที่กำไรสุทธินะคะ ที่ประมาณ 7,192 ล้านบาทนะคะ ก็ลดลงนะคะ เมื่อเทียบกับ Year on Year ในไตร 9 เดือนเมื่อปีที่แล้วนะคะ ก็มาจากสาเหตุที่คล้ายกับในไตรมาส 3 เลยนะคะ ก็คือว่า GRM ที่ลดลง Year on Year แล้วก็ราคาครูดที่มีการปรับตัวลดลงนะคะ ก็ทำให้เราต้องมีการบุ๊กในเรื่องของ Stock Loss แล้วก็ NRV นะคะ ก็ Contribution ถ้าไปมาดูในเรื่องของ Contribution นะคะ โดย Exclude ในเรื่องของ Stock Loss ออกไปนะคะ ในของ 9 เดือนก็จะเห็นว่า Contribution ส่วนใหญ่นะคะ ของ 9 เดือนนี้ ก็ยังมาจากธุรกิจที่เป็น Petroleum กับ Lube นะคะ อันนี้ก็เกือบๆ 70% เลยทีเดียวนะคะ แล้วก็ที่เหลือก็กระจายไปในแต่ละธุรกิจนะคะ ก็ขอลงรายละเอียดในแต่ละธุรกิจนะคะ ก็เริ่มด้วยธุรกิจ Refinery ก่อนนะคะ ก็ Refinery นะคะ ในไตรมาส 3 ก็จะเห็นว่า Utilization Rate ของ Thai Oil นี้ ปรับตัวเพิ่มขึ้นนะคะ เมื่อเทียบกับไตรมาส 2 นะคะ เพิ่มขึ้น 3% อันนี้ก็จะล้อตามกับ Demand ในประเทศนะคะ ที่มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นนะคะ แล้วก็จะสังเกตได้ว่า Utilization Rate นะคะ ของ Thai Oil ตั้งแต่ในอดีตนะคะ จนกระทั่งถึงปัจจุบันนี้ ก็จะอยู่เรียกว่า Above Industry Average ตลอดเวลานะคะ ถ้ามาดูภาพกราฟทางขวานะคะ ก็จะเห็นว่า Domestic Demand นะคะ ในไตรมาส 3 นะคะ ก็ All in แล้วนี้ มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นนะคะ ประมาณสัก 4% นะคะ แต่ว่าหลักๆ ก็จะเป็นการ Demand ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากน้ำมันเจ็ทนะคะ ถ้าเป็นเฉลี่ย 9 เดือนนะคะ ก็จะเห็นว่า Demand ก็ปรับตัวเพิ่มขึ้นเช่นกันนะคะ ประมาณสัก 1.5% นะคะ โดย Demand ที่เพิ่มขึ้นส่วนใหญ่ก็ยังคงเป็นเจ็ทเช่นกันนะคะ ในเรื่องของการขายนะคะ ลูกค้านะคะ ในไตรมาส 3 ก็เรียกว่าลูกค้าส่วนใหญ่ของ Thai Oil ก็ยังคงเดิมนะคะ เหมือนตอนไตรมาส 2 ที่ผ่านมานะคะ ก็คือว่า OR ประมาณสัก 43% นะคะ แล้วก็ที่เหลือก็จะเป็นการขาย Product ให้กับลูกค้ากลุ่มอื่นๆ นะคะ ตามที่ในที่โชว์ในกราฟนะคะ ส่วนในเรื่องของการยอดขายนะคะ ในประเทศเมื่อเทียบกับต่างประเทศนะคะ ก็จะสังเกตว่าทั้งในไตรมาสที่ 3 นะคะ แล้วก็รวมถึง 9 เดือนนี้ ตัวเลขจะเท่ากันเลยนะคะ การขายส่วนใหญ่ของ Thai Oil ก็จะเน้นในเรื่องของเป็น Domestic Sale เป็นหลักนะคะ เนื่องจากว่าได้ Margin ที่ดีที่สุดนะคะ ประมาณสัก 86% นะคะ แล้วก็ที่เหลือก็จะเป็น Export ประมาณสัก 14% นะคะ โดยการ Export Product ส่วนใหญ่ นี่ค่ะ ก็จะเป็นการส่งไปประเทศ CLMV นะคะ เพื่อนบ้านเราที่ประมาณ 11% นะคะ แล้วก็ Portion เล็กๆ ประมาณสัก 3% ก็ส่งไปประเทศอื่นๆ นะคะ นี่ หน้าถัดไปนะคะ จะเป็นในเรื่องของ Contribution นะคะ ของโรงกลั่นก็อย่างที่เรียนไปนะคะ ว่าถ้าเรามาดูในเรื่องของ Market GRM ในไตรมาส 3 นะคะ ก็จะเห็นว่าปรับตัวลดลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับตอนไตรมาส 2 นะคะ อยู่ที่ $3.7 ต่อบาร์เรลนะคะ ก็สาเหตุเนื่องจากว่า Spread ไม่ว่าจะเป็นทั้งจาก Gasoline แล้วก็จาก Middle Distillate นะคะ ก็มีการปรับตัวลดลงนะคะ สาเหตุหลักๆ ก็เนื่องจากว่าในเรื่องของ Weak Demand นะคะ แล้วก็บวกอาจจะมีในเรื่องของ Supply โดยเฉพาะในเรื่องของ Middle Distillate นะคะ ที่เพิ่มมากขึ้นใน Region นี้นะคะ ก็เป็นตัวกดดันในเรื่องของ Spread นะคะ แล้วก็เมื่อบวกกับทิศทางของราคาน้ำมันนะคะ ในไตรมาส 3 ที่มีการปรับตัวลดลงเยอะนะคะ ก็ทำให้เรารับรู้ในเรื่องของ Stock Loss นะคะ ในไตรมาส 3 นี้ อยู่ที่ $5.4 ต่อบาร์เรลนะคะ ทำให้ Net ออกมาแล้วนี้ ถ้าดูในของธุรกิจโรงกลั่นเอง Accounting GRM ในไตรมาส 3 ก็จะติดลบอยู่ที่ -$1.7 ต่อบาร์เรลนะคะ แต่ถ้าเป็นภาพที่เป็น 9 เดือนนะคะ Market GRM ที่อยู่ที่ $5.4 นะคะ แล้วก็หัก Stock Loss ประมาณสัก $1 กว่าๆ นะคะ ก็ Accounting GRM 9 เดือนก็ยังคงเป็น Positive อยู่นะคะ อยู่ที่ $4.1 ต่อบาร์เรลนะคะ นี่ ธุรกิจถัดไปนะคะ จะเป็น Aromatics นะคะ ก็ต้องบอกว่า Utilization Rate ของ TPX นะคะ ในไตรมาส 3 นะคะ ก็ปรับตัวดีขึ้นนะคะ อยู่ที่ 83% เมื่อเทียบกับ 80% เมื่อไตรมาส 2 ที่ผ่านมานะคะ สาเหตุหลักก็เนื่องจากว่าการทำในเรื่องของ Plant Group Optimization นะคะ ส่วนถ้าเป็น U Rate ของ LAB นะคะ ในไตรมาส 3 นะคะ ก็จะเห็นว่าเท่าๆ เดิมกับตอนไตรมาส 2 นะคะ ก็อยู่ที่ 125% นะคะ แต่ว่า Contribution นะคะ ของธุรกิจ Aromatics ในไตรมาส 3 นะคะ Contribution Net แล้วนี้ จะ Contribution อยู่ที่ประมาณ $1.2 ต่อบาร์เรลนะคะ ก็จะ Soft ลง Q on Q นะคะ สาเหตุหลักก็เนื่องจากว่า Demand ของตรง PX นี้ มีการปรับตัวลดลง เนื่องจากว่าความกังวลในเรื่องของเศรษฐกิจนะคะ แล้วก็บวกกับมีการ Supply ที่เพิ่มมากขึ้นด้วยนะคะ โดยเฉพาะในเรื่องของ PX นี้ ก็หลายๆ แผนก็กลับมาในเรื่องของ Restart แล้วก็ Resume Production นะคะ ส่วนธุรกิจ Base Oil นะคะ ตัวหล่อลื่นพื้นฐานนะคะ ก็จะคล้ายๆ กับตรงของ TPX นะคะ U Rate มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นในไตรมาส 3 นะคะ เป็น 86% ก็สาเหตุเดียวกันในเรื่องของการทำ Group Optimization นะคะ แต่ Contribution ของธุรกิจ Base Oil ในไตรมาสนี้ ปรับตัวดีขึ้นนะคะ เมื่อเทียบกับตอนไตรมาส 2 ที่ผ่านมานะคะ ก็จะเห็นว่า GRM นะคะ ก็จะอยู่ที่ 50% นะคะ ณ ตอนไตรมาส 2 ก็จะอยู่ที่ 40% นะคะ สาเหตุก็เนื่องจากว่า Margin ของทั้ง Base Oil แล้วก็ Bitumen นี้ ที