Thai Oil PCL (BKK:TOP)
Thailand flag Thailand · Delayed Price · Currency is THB
48.00
-1.00 (-2.04%)
Apr 30, 2026, 4:36 PM ICT
← View all transcripts

Earnings Call: Q2 2024

Aug 15, 2024

สวัสดีท่านผู้มีเกียรติทุกท่านค่ะ ดิฉันสุนิษา นามเจริญ ในนามของกลุ่มไทยออยล์ ยินดีต้อนรับทุกท่านเข้าร่วมรับฟังการแถลงผลการดำเนินงานของบริษัทและบริษัทในกลุ่ม ประจำไตรมาสที่สอง ปี 2567 ค่ะ สำหรับการจัด Analyst Meeting ในรอบนี้นะคะ เราก็ได้กลับมาจัดในรูปแบบของออนไลน์กันอีกครั้งนะคะ ผ่านสองช่องทางค่ะ MS Teams แล้วก็ Facebook Live ค่ะ ลำดับถัดไปนะคะ ดิฉันขอเรียนแนะนำผู้บริหารที่เข้าร่วมการบรรยายในวันนี้ค่ะ ท่านแรก คุณบัณฑิต ธรรมประจำจิต ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ค่ะ ท่านที่สอง คุณชนมาส ศาสนันท์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ด้านการเงินและบัญชีค่ะ และท่านสุดท้าย คุณฉัฏฐพงศ์ วังธนากร รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ด้านการพาณิชย์องค์กรค่ะ นอกจากนี้ เรายังมีผู้บริหารระดับสูงที่ให้เกียรติเข้าร่วมการบรรยายในครั้งนี้ค่ะ คุณสุรชัย แสงสำราญ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโสด้านไฮโดรคาร์บอน คุณชาลี บานมงคล รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ด้านอำนวยการโครงการพลังงานสะอาด คุณรุ่งนภา จันทร์ชูเกียรติ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ด้านการผลิต คุณจิรวัฒน์ พัฒนสมสิทธิ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ด้านธุรกิจไฟฟ้า ธุรกิจนวัตกรรมและดิจิทัล คุณสันติวาสน์ ศิริ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ด้านธุรกิจปิโตรเคมี และคุณรัฐกร กัมปนาทแสนยากร รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ด้านกลยุทธ์องค์กร นอกจากนี้ เรายังมีผู้บริหารฝ่าย รวมถึงผู้บริหารของบริษัทในกลุ่ม เข้าร่วมการบรรยายในครั้งนี้ เพื่อตอบข้อซักถามในช่วงท้ายค่ะ สำหรับการแถลงผลการดำเนินงานในวันนี้ เราจะใช้เวลาทั้งสิ้นหนึ่งชั่วโมงครึ่งค่ะ ในช่วงแรกจะเป็นช่วงการบรรยายจากผู้บริหาร และในช่วงท้ายจะเป็นช่วง Q&A ค่ะ หากท่านใดมีคำถามระหว่างการบรรยาย ก็สามารถที่จะส่งคำถามผ่านช่องทาง Chatbox ได้ทั้งสองช่องทางค่ะ หรือว่าจะเปิดกล้องเปิดไมค์ในช่วง Q&A ก็ได้ค่ะ ลำดับถัดไป ดิฉันขอเรียนเชิญคุณบัณฑิต กล่าวต้อนรับแขกผู้มีเกียรติทุกท่าน และเริ่มการบรรยายสำหรับวันนี้ได้เลยค่ะ ครับสวัสดีนะครับท่านนักวิเคราะห์นะครับทุกท่านนะ วันนี้ก็เป็นอีกครั้งหนึ่งนะครับที่เราได้มีการจัดประชุมนะ Analyst Meeting นะ เพื่อนำเสนอนะครับผลการดำเนินงานประจำไตรมาสสองนะ แล้วก็ Outlook นะครับในช่วงที่เหลือของปีนะครับ ซึ่งก็ถือว่าโดยรวมนะครับบริษัทไทยออยล์ก็มีผลการดำเนินงานที่ดีนะ แม้ว่าในไตรมาสสองปีนี้นะครับภาพรวมธุรกิจนี่นะก็จะมีการปรับตัว โดยเฉพาะตัว GRM นะครับก็มีการปรับตัวลดลงนะ จากไตรมาสที่หนึ่งนะครับ ซึ่งเดี๋ยวเราไปดูในรายละเอียดนะครับว่ามีอย่างไรบ้างนะครับ ถ้าเราเริ่มได้เลยนะครับในถ้าเราเริ่มของเรื่องของภาพตลาดนะที่สำคัญก่อนนะ ก็จะเห็นว่าค่าการกลั่นนะมีการเข้าเรียกโดยภาพรวมนะครับ ค่าการกลั่นนี่มันมีการปรับตัวลดลงนะครับ หลักๆ นี่มาจากส่วนต่างนะราคานำมันสำเร็จรูปนะ ไม่ว่าจะเป็นนำมันเบนซิน นำมันอากาศยานนะ นำมันดีเซลนะ ก็เมื่อเทียบกับนำมันดิบดูไบนะครับ มีการปรับตัวลดลง รวมถึงครูดพรีเมียมนะที่มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นนะ เพราะฉะนั้นนี่ก็จะทำให้ GRM นะครับได้ปรับตัวลดลงนะครับอย่างมีนัยยะสำคัญเมื่อเทียบกับไตรมาสที่หนึ่งนะ ครั้งนี้ถ้าเรามาดูปัจจัยหลักๆ นะครับที่กระทบนะภาพตลาดนะในไตรมาสที่สองนะครับ แล้วก็แนวโน้มตลาดในไตรมาสสามนะ ก็เป็นดังนี้นะครับ ถ้าเราดูจากรูปนะทางด้านซ้ายมือด้านบนนะครับ เรื่องของ Global Oil Demand นะ จะเห็นว่าตอนในปีนี้นะครับ Demand นะของตัวผลิตภัณฑ์นะนำมันสำเร็จรูปก็มีความสูงสูงขึ้นนะ โดยเฉพาะใน Global นะ แล้วก็เพิ่มขึ้นนะหนึ่งจุดสี่เปอร์เซ็นต์นะ Year on Year นะครับ โดยนำโดยความต้องการใช้นำมันเจ็ทนะที่วันนี้ก็ปรับเพิ่มขึ้นประมาณหกจุดแปดเปอร์เซ็นต์นะครับ แม้ว่าโดยรวมนี่ตลาดยังคงถูกกดดันนะจากความกังวลนะทางสภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวนะ โดยเฉพาะในประเทศจีนเองนะครับ แล้วก็ไม่ได้เป็นไปตามที่ตลาดคาดการณ์ไว้นะ เพราะฉะนั้นนี่เราก็คาดการณ์นะว่านะครับภายในช่วงสิ้นปีนี้นะครับนะ ความต้องการของนำมันเจ็ทนะที่เราเห็นนะครับน่าจะไปแตะนะครับระดับที่ก่อนพรีโควิดนะนะครับ เนื่องจากหลักๆ ก็ Demand น่าจะมาจากทางเอเชียนะครับ แล้วก็การเดินทางที่มากขึ้นทั้งในยุโรปและในอเมริกาด้วยนะครับ ครั้งนี้เรามาดูเรื่องของทางด้านซัพพลายบ้างนะครับ จะเห็นทางขวามือนะเรื่องของครูดซัพพลายในไตรมาสสองนะ ก็จะเห็นว่าตลาดนำมันดิบนี่ก็มีการตึงตัวนะครับบ้างนะ โดยได้รับแรงหนุนมาจากการที่กลุ่มและผู้ผลิตนำมันโอเปกนะครับ แล้วก็พันธมิตรนี่หรือว่าโอเปกพลัสนี่นะ ยังใครยังคงขยายระยะเวลาการปรับลดนะกำลังการผลิตนะ ส่วนที่เป็นสองจุดสองล้านบาร์เรลต่อไปนะ จนถึงสิ้นไตรมาสสามปีนี้นะครับ เพื่อรักษาเสถียรภาพของนำมันดิบนะ แล้วก็เรื่องของการขยายระยะเวลาในการปรับลดกำลังการผลิตส่วนที่เป็นหนึ่งจุดหกหกล้านบาร์เรลต่อวันก็ขยายไปนะ จนถึงสิ้นเดือนธันวานะครับปี 2568 ในขณะที่ความต้องการใช้น้ำมันในครึ่งปีหลังก็มีแนวโน้มที่จะเติบโตขึ้น ตามฤดูกาลครับ จากความต้องการในช่วงซัมเมอร์ในการขับขี่ แล้วก็ไปถึงวินเทอร์ครับ ในเรื่องของ Heating Oil ดังนั้นก็จะเห็นว่ามีการ Stock Draw เกิดขึ้นในไตรมาสที่สองที่ผ่านมาครับ ก็เป็นผลทำให้ราคาน้ำมันก็สูงขึ้นด้วยครับ น้ำมันดิบ ทางด้าน Product Supply ถ้าเรามาดูครับ ซ้ายรูปซ้ายล่าง ก็จะเห็นว่ามีปริมาณการผลิตของโรงกลั่นทั่วโลกครับ ก็ปรับตัวเพิ่มขึ้น ถ้าไปดูเส้นประสีแดง เนื่องจากโรงกลั่นหลายโรง ทั้งในอเมริกา ในรัสเซียก็กลับมาจากการปิดซ่อมบำรุง จากผลกระทบครับของ Cold Snap ในไตรมาสหนึ่งในสหรัฐ หรือแม้กระทั่งความขัดแย้งใช่ไหม ระหว่างรัสเซียกับยูเครน ก็มีทำให้โรงกลั่นในรัสเซียก็มีการปิดฉุกเฉินครับ แล้วก็มีถึงการเรื่องของการเริ่มดำเนินการผลิตแล้ว ของโรงกลั่นครับในทวีปแอฟริกาครับ ในไนจีเรีย เพราะฉะนั้นก็จะทำให้ภาพรวม อุปทานน้ำมันสำเร็จรูปก็มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นในไตรมาสที่สอง เรามาดูครับทางด้านขวา ด้านล่างครับ ปัจจัยที่จะมีผลกระทบต่อธุรกิจในไตรมาสนี้ ก็จะเห็นว่ายังมีเรื่องของ Geopolitical Tensions ในตะวันออกกลาง ระหว่างทางอิสราเอลครับกับกลุ่มฮิซบอลลอห์ แล้วก็อาจจะมีผลทางจิตวิทยาด้วย แล้วก็เรื่องของอุปทานในเรื่องของน้ำมันดิบครับ ซึ่งอันนี้ก็ยังมีการเข้าเรียกก็เกิดจากการโจมตีต่อเนื่อง ระหว่างอิสราเอลกับทางในกลุ่มฮามาสในอิหร่าน ในเมื่อสิ้นเดือนที่ผ่านมาครับ เรื่องของปัจจัยครับที่เราต้องเฝ้าดูครับ เรื่องของจำนวนของเฮอริเคนในปีนี้ ซึ่งทางองค์การบริหารครับมหาสมุทร แล้วก็ชั้นบรรยากาศแห่งชาติของอเมริกาครับ ก็คาดการณ์ว่าจะอาจจะเกิดพายุในช่วงฤดูพายุเฮอริเคนที่มหาสมุทรแอตแลนติกครับ ว่าอาจจะรุนแรงกว่าที่ปีที่ผ่านมา แต่อย่างไรก็ตาม ณ วันนี้ก็ยังไม่ได้ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญครับ ซึ่งอันนี้ก็จะอาจจะเป็นปัจจัยบวกต่อเรื่องของราคาน้ำมันแล้วก็ค่ากั้นกั้นครับ เรื่องของการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐ แล้วก็ทั่วโลกด้วยครับ ว่าต้องจับตาดูว่าทางธนาคารกลางครับของสหรัฐจะมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยครับครั้งแรกหรือไม่ ในการประชุมครับในเดือนกันยายนนี้ ซึ่งล่าสุด อัตราการว่างงานในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมาก็ยังสูงขึ้น ในระดับสูงในรอบสามปีครับ ซึ่งปัจจัยทั้งหมดที่กล่าวมานี่ก็จะมีผลกระทบต่อตลาดน้ำมันดิบแล้วก็ค่ากั้นกั้นด้วยครับ ครั้งนี้เรามาดู ด้านขวามือครับ ก็จะเห็นครับว่าราคาน้ำมันดิบเฉลี่ยในไตรมาสสองปีนี้ปรับตัวเพิ่มขึ้น จากที่ได้กล่าวมาครับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ Demand ที่เติบโตขึ้น ทางด้านจากเรื่องของความกังวลเรื่องของอุปทานของน้ำมันดิบที่มันตึงตัวครับ จากสถานการณ์ความขัดแย้งครับทางภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาคตะวันออกกลางครับ แล้วก็ยังไม่ว่าจะรัสเซียยูเครนก็ยังมีผลต่อเนื่องครับ ราคาน้ำมันดิบก็ได้รับแรงหนุนจากกลุ่มโอเปกพลัสครับ ซึ่งก็จะมีการเริ่มลด การขยายระยะเวลาออกไปจนถึงไตรมาสสาม ไตรมาสสี่ ตั้งแต่ตุลาคมปีนี้ก็จะมีการลดระดับเรื่องของการเพิ่มกลับมาเพิ่มกำลังการผลิต ซึ่งอันนี้ก็จะทางตะวันออก ทางกลุ่มโอเปกพลัสก็จะพยายามที่จะรักษาเสถียรภาพของราคาน้ำมันดิบครับ ครั้งนี้เรามาในขณะที่ดูที่ครูดพรีเมียมครับ ในรูปข้างล่างครับ รูปตรงกลาง ก็จะเห็นว่าตัว Merben ครูดที่เป็นครูดหลักของกลุ่มไทยออยล์ครับ ก็มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นด้วย แต่ในไตรมาสที่สองมาอยู่ที่หนึ่งจุดหกเหรียญต่อบาร์เรล ซึ่งเทียบกับไตรมาสก่อนหน้าก็คือหนึ่งจุดหนึ่งเหรียญต่อบาร์เรล ก็เพิ่มขึ้นประมาณจุดห้าเหรียญต่อบาร์เรลครับ เนื่องจากความต้องการใช้น้ำมันดิบปรับเพิ่มขึ้น หลังจากโรงกลั่นในแถบตะวันออกกลางนี่มีการเสร็จสิ้นการซ่อมบำรุงครับ แล้วก็ได้มีการ Restart ขึ้นมาครับ แล้วก็เรื่องของความกังวลครับเรื่องของอุปทานน้ำมันดิบดังที่กล่าวมาแล้วครับ ในไตรมาสสาม และไตรมาสสี่ครับ เราก็คาดว่าครับราคาน้ำมันดิบอาจจะมีแนวโน้มที่ทรงตัวมากขึ้นครับ แล้วก็เรื่องของปัจจัยครับของการผลิต กำลังการผลิตของกลุ่มโอเปกพลัสก็จะเข้ามามีผลครับ เพราะว่าจะมีเริ่มของโดยเฉพาะในไตรมาสสี่ก็เริ่มของมีมาตรการในการที่จะยุติลดมาตรการลดกำลังการผลิตสองจุดสองล้านบาร์เรลต่อวันในช่วงเวลาหนึ่งปีครับ จนถึงเดือนกันยายนปีหน้าครับ ส่วนความต้องการน้ำมัน ก็ยังในครึ่งปีหลังมีแนวโน้มเติบโตขึ้น อย่างที่ได้กล่าวไว้แล้วครับ ตามฤดูกาล ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ Summer Season หรือเรื่องของ Heating Oil ในช่วง Winter ครับ แต่ว่าก็มีปัจจัยกดดันจากภาวะเศรษฐกิจ จากโดยเฉพาะจีนที่ยังมีสัญญาณที่จะชะลอตัวอยู่ครับ ทางด้านตัวครูดพรีเมียมครับ ในไตรมาสสามสี่ก็มีแนวโน้มอาจจะปรับตัวลดลงครับ ตามค่ากั้นกั้น ทำให้โรงกลั่น บางส่วน แต่ในช่วงไตรมาสสองใช่ไหม โรงกลั่นบางส่วนเนื่องจากค่ากั้นกั้นลดลง ก็ทำให้ลดกำลังการผลิตลงครับ อันนี้ถ้าเรามาดูต่อนะครับที่หน้าถัดไปนะฮะ ของ GRM นะครับ ค่าการกลั่นนะฮะ ในไตรมาสสองนะฮะ เอ่อได้ปรับตัวลดลงนะครับ จากไตรมาสก่อนหน้านะ จากส่วนต่างของราคาผลิตภัณฑ์น้ำมันสำเร็จรูปนะครับ ทั้งเบนซินทั้งเจ็ททั้งดีเซล เมื่อเทียบกับดูไบก็ปรับลดลงนะครับนะฮะ แล้วก็เอ่อ อุปทานที่ปรับเพิ่มขึ้นนะครับนะฮะ เนื่องจากมีการเอ่อ เข้าเรียกอุปทานน้ำมันดีเซลนะครับ ในภูมิภาคเอเชียนี่ยนะฮะ เอ่อ สามารถมีความยากลำบากในการที่จะส่งออกนะครับไปไปทางยุโรปนะครับ ก็เลยทำให้เอ่อ เรื่องของซัพพลายนะ เพิ่มขึ้นนะฮะ เพราะฉะนั้นนี่ย ซัพพลายเพิ่มขึ้นแล้วก็เลยทำให้ตัวค่าการกลั่นนี่ย ในไตรมาสสองลดลงด้วยนะครับ แล้วก็ค่าขนส่งนะ ที่จะส่งไปที่ยุโรปก็ก็สูงขึ้นนะครับ สิงคโปร์ GRM นะฮะ ในไตรมาสสองนี่ย อยู่ที่ระดับสามจุดห้าเหรียญต่อบาร์เรลนะ ซึ่งก็ลดลงนะ จากไตรมาสก่อนหน้านะครับ ที่เอ่อ สามจุดแปดเหรียญต่อบาร์เรลนะครับ สำหรับค่าการกลั่นในไตรมาสสามนะครับ จากที่ดูในตลาดนะ เขาก็มีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นนะฮะ จากความต้องการใช้น้ำมันนะฮะ ที่ที่เพิ่มขึ้นนะ ตามฤดูกาลนะครับ แล้วก็มีเอ่อ เรื่องของการ แต่อย่างไรก็ตามนะ เราก็มีการเปิดดำเนินการของโรงกลั่นใหม่นะฮะ ในแอฟริกา ซึ่งก็จะทำให้เอ่อ ค่าการกลั่นนี่ยนะฮะ ปรับเพิ่มขึ้นไม่ได้ในในระดับที่จำกัด ก็จะเห็นนะฮะ ในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมานะครับ ค่าการกลั่นก็ยังทรงตัวอยู่ในระดับที่ต่ำอยู่นะครับ ครั้งนี้มาดูเรื่องของเอ่อ เอ่อ ตัวน้ำมันดิบเองนะฮะ ก็จะเห็นว่าราคาน้ำมันดิบนะฮะ เอ่อ ภาพรวมนะฮะ ราคาน้ำมันดิบนี่ย มีกับคู้ตพรีเมี่ยมในไตรมาสสอง ก็อย่างที่ได้เรียนไว้แล้วครับ ก็ปรับตัวเพิ่มขึ้นนะครับนะฮะ เพราะฉะนั้นนี่ย ไตรมาสนี้นะครับ ไทยออยล์ก็รับรู้นะฮะ กำไรนะ จากตัวสต็อกเกย์นะครับ ประมาณหนึ่งจุดสี่เหรียญต่อบาร์เรลนะฮะ หรือประมาณพันสามร้อยเก้าสิบห้าล้านบาทนะครับ ส่วนในแง่ของโรงกลั่นเองนะครับ Q on Q นะฮะ มาเก็บนะ GRM นะฮะ ในไตรมาสสองนะครับ ปรับตัวลดลงนะฮะ มาอยู่ที่สามจุดแปดเหรียญต่อบาร์เรลนะฮะ จากไตรมาสหนึ่ง เก้าเหรียญต่อบาร์เรลนะครับ อ่า ซึ่งอันนี้ก็มีผลนะฮะ ต่อตัวเข้าเรียก Performance ของของกลุ่มของของโรงกลั่นนะครับ มาดูที่ตัว GIF ตัว Aromatics ก่อนนะฮะ Aromatics นี่ยนะครับ เอ่อ กับตัว LAB นะครับ ในไตรมาสสองนะฮะ ที่ผ่านมานะครับ Contribution นะ Q on Q นี่ก็ปรับตัวเพิ่มขึ้นนะฮะ ประมาณสี่สิบเซ็นนะฮะ ต่อบาร์เรลนะครับ จากไตรมาสหนึ่งที่หนึ่งจุดห้าเหรียญนะฮะ อ่า จากไตรมาสหนึ่งมาอยู่ที่หนึ่งจุดห้าเหรียญต่อบาร์เรลนะครับ ซึ่งสาเหตุหลักก็มาจากตัวส่วนต่างนะ ของราคาสารพาราพาราไซลีนนะ แล้วก็เบนซีนนี่ยนะครับ เมื่อเทียบกับตัวน้ำมันนะฮะ เบนซีนเก้าสิบห้า ซึ่งปรับตัวเพิ่มขึ้นนะครับ ซึ่งเหตุผลดังกล่าวก็มาจากอุปสงค์นะฮะ ที่เพิ่มขึ้นนะฮะ ในช่วงอ่า ที่ผ่านมานะ ของประเทศนะครับ ในภูมิภาคเอเชียนะครับ ซึ่งนำสารพาราไซลีนนี่ย ไปใช้ในอุตสาหกรรมนะฮะ ปลายน้ำนะ เช่นการผลิตขวดน้ำดื่มเป็นต้นนะฮะ ส่วนส่วนต่างนะครับ ราคาของสารเบนซีนนะฮะ เบนซีนนะฮะ กับน้ำมันเบนซินนะ เก้าสิบห้านี่ก็เพิ่มขึ้นนะฮะ จากเอ่อ ซัพพลายนะ ที่ตึงตัว เนื่องจากมีการปิดซ่อมบำรุงประจำปีนะ ของผู้ผลิตสาร Aromatics ในภูมิภาคนะครับ ซึ่งก็ประกอบกับตัวเอ่อ ปริมาณสารเบนซีนนะ คงค้างในจีนก็ยังอยู่ในที่ระดับต่ำนะฮะ ก็จะเห็นว่าเอ่อ ตัว Spread นะฮะ หรือ Contribution ต่อบาร์เรลของธุรกิจ Aromatics กับ LAB ก็ดีขึ้นนะครับ ครั้งนี้มาดูที่ลูปนะฮะ น้ำมันหล่อลื่นนะครับ ในไตรมาสสองนี้ก็ถือว่าค่อนข้างที่จะทรงตัวนะฮะ เมื่อเทียบกับไตรมาสที่หนึ่งนะครับนะฮะ เอ่อ แม้ว่าส่วนต่างราคาของน้ำมันหล่อลื่นพื้นฐานและยางมะตอยนะ กับกับน้ำมันเตาอาจจะได้รับการแรงกดดันนะ จากราคาน้ำมันเตาที่สูงขึ้นนะ แต่โดยภาพรวมก็ใกล้เคียงนะครับ กับไตรมาสที่หนึ่งนะครับ ดังนั้นนะฮะ ถ้าเรามาดูที่ GIM นะฮะ เมื่อรวม Contribution นะครับ ของทั้งสามธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นโรงกลั่นนะฮะ Aromatics หรือเอ่อ ลูปนะฮะ น้ำมันหล่อลื่นพื้นฐาน ก็จะพบว่า GIM นะครับ Q on Q ไตรมาสสองนะฮะ เอ่อ GIM มาร์เก็ต GIM นะครับ ปรับตัวลดลงนะฮะ มาอยู่ที่ห้าจุดเจ็ดเหรียญต่อบาร์เรลนะฮะ เมื่อเทียบกับไตรมาสหนึ่งที่สิบจุดสี่นะฮะ เหรียญต่อบาร์เรลนะครับ แล้วก็นอกจากนี้นะครับ เราก็ได้มีส่วนช่วยนะ จากสต็อกเกณฑ์นะครับ เพราะราคาน้ำมันสูงขึ้น ทำให้เอ่อ ตัวเอ่อ Accounting GIM นะครับ ก็ปรับปรับตัวลดลงนะฮะ มาอยู่ที่เจ็ดเหรียญนะครับ เอ่อ แทนเอ่อ จากเดิมไตรมาสที่ที่หนึ่งนะ สิบจุดห้าเหรียญนะ แม้ว่าเราจะได้สต็อกเกณฑ์นะ ที่หนึ่งจุดสี่เหรียญต่อบาร์เรลนะครับ ครั้งนี้มาดูที่ที่หน้าถัดไปครับ จะให้ดูนะครับ ถ้าเราดูภาพรวมนะฮะ ของธุรกิจนะฮะ ก็ถือว่าเรายังคงเอ่อ ดำเนินธุรกิจนะฮะ โดยมีเอ่อ เข้าเรียก Operational Excellence นะฮะ อย่างต่อเนื่องนะครับ เอ่อ ถ้าดูในธุรกิจที่เอ่อ ในเรื่องของการปฏิบัติการ จะเห็นนะครับ ว่าภาพซ้ายบนนะฮะ เอ่อ ทางโรงกลั่นเองก็ยังรันได้เต็มที่นะครับนะฮะ อัตราการใช้กำลังการกลั่นน้ำมันดิบนะครับ หรือว่า Utilization ในไตรมาสสองนี่ย อยู่ที่หนึ่งร้อยสิบเอ็ดเปอร์เซ็นต์นะฮะ ซึ่งก็ในไตรมาสหนึ่งเรามี Unplan นะ Shutdown ใช่มั้ยฮะ ของหน่วยกลั่นน้ำมันดิบที่สามนะฮะ เป็นเวลาสิบสามวันนะ แต่ไตรมาสสองนี่ก็รันได้อย่างเต็มที่นะครับนะ เพื่อจะเอ่อ ตอบสนองต่อความต้องการใช้น้ำมัน โดยเฉพาะในประเทศเองนะฮะ ส่วนอัตราการใช้กำลังการผลิตของ Aromatics นะครับนะ แล้วก็ตัว Base Oil นะ และ LAB นะฮะ ก็ปรับตัวสูงขึ้นเช่นเดียวกันนะครับ ตาม... อ่า เขาเรียกอ่า Intake ของหน่วยกลั่นน้ำมันดิบนะฮะ เพราะฉะนั้นก็ถือว่าไตรมาสสองเป็นไตรมาสที่ได้รันได้เต็มที่นะครับนะฮะ ไม่ว่าจะเป็น Aromatics กับ Base Oil นี่ก็รันตามอ่า Optimum นะฮะ ของ ของแผนการผลิตของเรานะครับ มาดูที่แผนการผลิตนะครับ เราก็จะเห็นนะฮะ ว่าเราเน้นนะครับ ในการที่จะผลิตน้ำมันสำเร็จรูปนะ เพื่อตอบสนองต่อความต้องการใช้น้ำมันในตลาดนะฮะ แล้วก็พยายามสร้างผลกำไรนะครับ จากอ่าผลิตภัณฑ์นะฮะ ที่มีอ่า Spread ที่สูงกว่านะครับนะ เราก็ยังเน้นที่จะผลิตนะฮะ ตัว Middle Distillate นะฮะ เอ่อไม่ว่าจะเป็น Jet นะฮะ หรือเป็นเอ่อดีเซลนะครับ ที่ยังมากกว่าห้าสิบเปอร์เซ็นต์อยู่นะครับนะ โดยไตรมาสสองนะฮะ เราก็จะผลิตน้ำมันดีเซลเพิ่มขึ้นเล็กน้อยนะครับ จากไตรมาสหนึ่งมาอยู่ที่สามสิบแปดเปอร์เซ็นต์นะฮะ เนื่องจากความต้องการน้ำมันดีเซลเนี่ยปรับเพิ่มขึ้นนะครับ เราก็มีการอ่า Shift การผลิตนะ จาก Jet ไปที่ดีเซลนะครับ ในขณะที่ Jet นะครับ ก็ผลิตที่ประมาณสิบห้าเปอร์เซ็นต์นะครับ แล้วก็แก๊สโซฮอล์นะครับ มีสัดส่วนการผลิตอยู่ที่สิบแปดเปอร์เซ็นต์นะครับ ครานี้มาดูทางด้านเอ่อ Commercial บ้างนะครับ เอ่อทางด้านการซื้อขายซื้อน้ำมันดิบเพื่อมากลั่นนะฮะ ก็จะเห็นว่าเรายังคงอ่านำเข้าแล้วก็กลั่นน้ำมันดิบที่มาจากตะวันออกกลางนะ ในสัดส่วนที่สูงนะฮะ มากกว่าเก้าสิบเปอร์เซ็นต์นะครับ โดยในไตรมาสที่ผ่านมานะครับ เราก็ใช้เก้าสิบสองเปอร์เซ็นต์นะ น้ำมันดิบจาก Middle East นะ แล้วก็มี Local มาประมาณห้าเปอร์เซ็นต์เหมือนเดิมนะครับ แล้วก็เพิ่มสัดส่วนนะ จากน้ำมันจาก Far East นะฮะ จากหนึ่งเปอร์เซ็นต์ในไตรมาสหนึ่งมาเป็นที่สามเปอร์เซ็นต์นะฮะ ในเรื่องของการขายผลิตภัณฑ์นะครับ เรายังคงเน้นนะฮะ ที่จะขายผลิตภัณฑ์นะ น้ำมันสำเร็จรูปเนี่ยในประเทศเป็นหลักนะฮะ เอ่อซึ่งก็จะรักษาสัดส่วนนะ ทางการตลาดได้ดีนะครับ โดยเราขายอยู่แปดสิบหกเปอร์เซ็นต์ในประเทศนะฮะ แล้วก็ส่งออกอ่าไปที่อินโดไชน่านะฮะ สิบสี่สิบเอ็ดเปอร์เซ็นต์นะครับ แล้วก็ไปที่ประเทศอื่นๆ นะ ที่ Margin ที่น้อยกว่านะครับ อยู่ที่สามเปอร์เซ็นต์ด้วยกันนะครับ ทางด้านทางการเงินนะครับ ก็จะเห็นว่าเรายังสามารถอ่าเขาเรียกรักษานะฮะ อ่าอ่าเขาเรียกต้นทุนนะฮะ บริหารจัดการต้นทุนได้ดีอย่างต่อเนื่องนะครับ เราก็มี Cash Cost ทั้งกลุ่มนะฮะ อยู่ที่สองจุดเอ่อสองจุดหนึ่งเหรียญนะฮะ ต่อต่อบาร์เรลนะครับ ซึ่งถือว่าต่ำนะฮะ เมื่อเมื่อเทียบกับเอ่อไตรมาสที่ผ่านมานะครับ แล้วก็ Operating Cost ก็ยังอยู่ในอ่าระดับที่ต่ำนะครับ หนึ่งจุดหกเหรียญต่อบาร์เรลนะฮะ อันนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งที่เราได้ช่วยในการที่จะไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการลดนะฮะ อ่าค่าใช้จ่ายของดอกเบี้ยเองนะครับ Operating Cost นะฮะ แล้วก็เนื่องจากเรารัน Intake นะฮะ ที่สูงขึ้นนะฮะ ก็ทำให้อ่าตัวต่อบาร์เรล Cost ต่อบาร์เรลก็ต่ำลงนะครับนะฮะ แล้วก็ปัจจัยเรื่องของค่าเงินบาทด้วยนะ ก็มีผลนะฮะ เวลาเรา Convert เป็น US ดอลลาร์ต่อบาร์เรลก็ก็จะมี ทำให้ Cost ต่อบาร์เรลก็ก็ต่ำต่ำลงนะครับนะฮะ แล้วส่วนในส่วนที่เราได้ทำนะฮะ ก็คือไตรมาสที่ผ่านมาคือเรื่องของการอ่าซื้อคืนนะฮะ หุ้นกู้นะฮะ US ดอลลาร์นะครับ ซึ่งทางบริษัททางอ่าไทยออยล์ศูนย์บริหารการเงินนะฮะ ก็มีการอ่าซื้อคืนนะครับ แล้วก็ยกเลิกหุ้นกู้บางส่วนนะ ของหุ้นกู้ที่ได้ออกไปนะครับ จำนวนเงินทั้งสิ้นหนึ่งร้อยยี่สิบล้านเหรียญสหรัฐนะ ในเดือนมีนาเนี่ยเราทำไปประมาณสามสิบห้าล้านเหรียญ แล้วก็ในเดือนเมษายนคือไตรมาสสองเนี่ยประมาณแปดสิบห้าล้านเหรียญนะครับ ส่งผลให้อ่าปัจจุบันนี้นะครับ เราก็มีอ่ามูลค่าหุ้นกู้ส่วนนี้นะครับ ของสกุลเหรียญสหรัฐที่ครบกำหนดในปี 2593 นะ คงเหลือประมาณสี่ร้อยแปดสิบล้านเหรียญสหรัฐนะครับ จากเดิมหกร้อยล้านเหรียญสหรัฐนะ ซึ่งมีอายุสามสิบปีด้วยกันนะครับ แล้วก็เราสามารถซื้อคืนในราคาที่ต่ำลงนะฮะ ก็เลยมีการบันทึกกำไรนะ จากการซื้อคืนหุ้นกู้นะครับ ประมาณเก้าร้อยสามสิบเอ็ดล้านเหรียญนะครับ ในสามล้านบาทนะ ในไตรมาสที่สองที่ผ่านมานะครับนะฮะ ไปดูทางด้านกลยุทธ์นะฮะ ซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญนะครับ ในการขับเคลื่อนองค์กรนะฮะ ไปสู่เป้าหมายในอนาคตนะครับ ในปีนี้นะฮะ ไทยออยล์ก็ยังคงดำเนินตามกลยุทธ์สามวีที่วางไว้นะครับ ครานี้มาขอสรุปนะครับ ดูความคืบหน้าในในแต่ละกลยุทธ์นะครับ ในวีที่หนึ่งนะ หรือเราเรียกว่า Value Maximization ซึ่งเป็นการเพิ่มมูลค่านะ ของไฮโดรคาร์บอนนะ จากต้นน้ำไปสู่ปลายน้ำนะครับ ก็ก็เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันนะ ซึ่งก็ประกอบด้วยโครงการหลักๆ อยู่สองโครงการด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นโครงการพลังงานสะอาดนะฮะ อ่าซึ่งตอนนี้ก็มีความคืบหน้าไปกว่านะฮะ เก้าสิบหกจุดแปดเปอร์เซ็นต์แล้วนะครับ เมื่อสิ้นเดือนมิถุนายนที่ผ่านมานะครับ ในขณะนี้ก็มีการเริ่มของการที่จะนำนะ ระบบสาธารณูปโภคต่างๆ เนี่ยมา... อยู่ในขั้นตอนของการตรวจสอบนะฮะ แล้วก็ทดสอบระบบต่างๆ นะครับ เพื่อให้เตรียมความพร้อมนะครับ ในการที่จะทดลองเดินเครื่องจักรในอนาคตนะฮะ ส่วนของตัวหน่วยเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์นะครับ ก็ยังอยู่ในระหว่างที่เราเร่งดำเนินการก่อสร้างนะครับ เพื่อให้เกิดให้เขาเรียกให้การก่อสร้างแล้วเสร็จนะฮะ โดยเร็วนะฮะ อันนี้นะครับ ส่วนทางด้านโครงการถัดไปนะครับ คือโครงการของการลงทุนนะฮะ ในบริษัท Chandra Asri ที่อินโดนีเซียนะ ซึ่งในเดือนพฤษภานะครับ ทางท่านนักวิเคราะห์ก็คงทราบนะฮะ ว่าทางบริษัทนะครับ ของลูกบริษัทของ CAP นะฮะ บริษัทลูกนะฮะ ของ CAP นะ ได้มีการร่วมลงทุนกับบริษัท Genco นะฮะ ในการเข้าซื้อสินทรัพย์นะฮะ ของบริษัท Shell ที่สิงคโปร์นะครับ ก็เป็นโรงกลั่นน้ำมัน แล้วก็โรงปิโตรเคมีนะฮะ ซึ่งก็เป็นศูนย์กลางของภูมิภาคเอเชียนะครับ สินทรัพย์ของ Shell นะฮะ ดังที่ท่านนักวิเคราะห์คงทราบนะครับ ก็ประกอบด้วยโรงกลั่นน้ำมันนะฮะ ขนาด 237,000 บาร์เรลต่อวันนะ แล้วก็โรง Ethylene Cracker ประมาณ 1.1 ล้านตันต่อปีนะครับ ซึ่งก็ตั้งอยู่บนเกาะบูกุ้มนะฮะ ของสิงคโปร์เอง แล้วก็มีโรงผลิตปิโตรเคมีขั้นปลายด้วยนะครับ ไม่ว่าจะเป็นพวกสไตลีน พอลิเมอร์ Propylene Oxide นะฮะ MEG นะฮะ อยู่บนเกาะจูโรงนะครับ การซื้อนะฮะ สินทรัพย์ของ Shell ในสิงคโปร์นะครับ ก็สอดคล้องนะ กับกลยุทธ์ของ CAP นะฮะ CAP เขาก็มีกลยุทธ์ในเรื่องของ Big Long Diversify นะครับ เพื่อจะให้กิจการของ CAP เนี่ย เติบโตขึ้น ใหญ่ขึ้นนะครับ โดยเฉพาะในธุรกิจปิโตรเคมีนะครับ โดยการเพิ่มกำลังการผลิตนะฮะ กว่า 1.1 ล้านตันนะฮะ ต่อปีของ Olive ของตัว Ethylene นะครับ แล้วก็สามารถที่จะมีศักยภาพที่จะทำ Synergy นะครับ ร่วมกับตัว CAP ที่อยู่ที่สิงคโปร์นะฮะ ซึ่งอันนี้ก็เราก็ต้องศึกษาต่อไปนะครับ ว่าเราจะสามารถทำ Synergy ร่วมกันได้ไหมนะครับ กับทาง CAP ที่อินโดนีเซีย แล้วก็แม้กระทั่งกับทาง Thai Oil ที่ศรีราชาเองนะครับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของตัวการซื้อวัตถุดิบนะฮะ การขยายตลาดนะ ขายผลิตภัณฑ์นะ มายังภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ใช่ไหมฮะ หรือแม้กระทั่งการแลกเปลี่ยนนะ ตัว Intermediate นะครับ ก็อันนี้ก็ยังต้องอยู่ในช่วงของการศึกษาอยู่นะครับ ส่วนเรื่องของตัว V ที่สองนะครับ เป็นเรื่องของการลงทุนนะฮะ หรือว่าเป็นการเน้นการขยายสร้างความแข็งแกร่งของตลาดในภูมิภาค ซึ่งเราก็เน้นไปที่ประเทศสามประเทศด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นเวียดนามนะฮะ อินโดนีเซีย แล้วก็อินเดียนะฮะ ที่เรามีธุรกิจอยู่นะครับ ซึ่งเป็นประเทศที่มีการอัตราการเติบโตที่สูง แล้วก็เราก็ยังหวังที่จะเป็นผู้นำนะ ด้านการตลาด โดยเฉพาะในเวียดนาม อันนี้เราก็เป็นผู้นำในด้านของ Solvents อยู่นะครับนะ ก็จะขยายตลาดไป ไม่ว่าจะเป็นตลาด ไม่ว่าจะเป็นสินค้าโภคภัณฑ์น้ำมันนะ หรือเป็นพวก Solvents พวกเคมีภัณฑ์ แล้วก็ในอนาคตก็จะเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าสูงนะครับ ที่เวียดนามเองเนี่ย เราก็มีการลงทุนในการขยาย Facility นะ Terminal ไม่ว่าจะเป็นถังแท้งก์นะ เป็นปั๊ม เป็น Facility เพื่อให้สามารถที่จะขยายกำลังการเขาเรียกโอกาสในการที่จะขยายตลาดนะฮะ Solvents นะ ตัวเคมีภัณฑ์นะครับ ปัจจุบันโครงการขยาย Terminal ที่ Hai Phong นะฮะ ก็คืบหน้าไปกว่า 80% นะฮะ คาดว่าน่าจะ COD ได้นะ ภายในสิ้นปีนี้นะครับ ซึ่งก็จะทำให้กำลังการสำรองนะ หรือเก็บตัวสารทำละลายนะ ตัวเคมีก็เพิ่มขึ้นกว่า 70% ด้วยกัน ทำให้มีโอกาสที่จะเพิ่มยอดขายที่เวียดนามได้นะครับ ราว 20% ถึง 30% นะฮะ แล้วก็ในขณะเดียวกันก็เพิ่มโอกาสในการขายผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ นะ ในกลุ่ม Aromatics แล้วก็ Chemical Solvents ด้วยนะครับ แล้วก็สิ่งที่เราทำก็จะสามารถเพิ่มความยืดหยุ่นนะฮะ Flexibility ในการที่จะ Optimize นะ ตัว Vessel Size นะ กับถังนะ ให้เหมาะกับความต้องการของลูกค้านะครับ ส่วนทางที่อินเดียเองนะครับ เราก็มีจัดตั้งบริษัทเป็นที่เรียบร้อยนะครับ มีพนักงานนะฮะ ไปประจำที่อินเดียนะครับ เพื่อหาโอกาสในการทำธุรกิจนะฮะ ทางด้าน Distribution Business นะครับ ในการกระจายตัว Chemical นะฮะ ตัว Solvents นะฮะ ในประเทศอินเดียนะครับ แล้วก็ร่วมมือกับ Potential Partner นะครับ ในการกระจายผลิตภัณฑ์นะฮะ เคมีภัณฑ์ ไม่ว่าจะจากประเทศอินเดียมาไทย เวียดนาม อินโดนะฮะ หรือว่าในทำนองกลับกันนะฮะ จากข้างนอกไปที่อินเดียด้วยนะครับ ซึ่งเราก็ใช้บริษัทลูกที่ชื่อว่า Topnext นะครับ ซึ่งมีฐานลูกค้าอยู่แล้วเนี่ย เป็นบริษัทที่ขับเคลื่อนนะฮะ ในเรื่องดังกล่าวนะฮะ ในกลยุทธ์ V3 นะครับ เรื่องของการหาโอกาสนะครับ ในธุรกิจใหม่นะ ที่มีมูลค่าสูงนะครับ โดยเฉพาะธุรกิจ Disinfectant กับ Surfactant นะฮะ ซึ่งเป็นสารเคมีที่ใช้ในการยับยั้งและกำจัดเชื้อโรค สารลดแรงตึงผิวนะครับ ซึ่งก็ใช้ในผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดนะ เราก็ยังอยู่ในช่วงของการพัฒนาเชิงพาณิชย์นะฮะ หรือ Commercial Development นะครับ ในการที่จะขับเคลื่อนนะฮะ ในการทำ Marketing นะฮะ แล้วก็ Distribution ของ Product นะฮะ โดยใช้ Topnext นะฮะ มาช่วยนะฮะ ผ่านตัว V2 ด้วยนะครับ ซึ่งเราก็จะเน้นนะครับ ไปที่สามผลิตภัณฑ์หลักนะ ไม่ว่าจะเป็นผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับ Home Care, Personal Care นะครับ Paint and Coating นะฮะ อันที่กลุ่มที่สองและกลุ่มที่สาม คือเรื่องของผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดนะ ในอุตสาหกรรมนะครับ หรือทางสถาบันนะ ซึ่งเราเรียกว่า I&I นะครับ Industrial and Institutional Cleaning นะครับ ส่วนทางด้านธุรกิจใหม่ในอนาคตนะฮะ เราก็ยังเริ่มศึกษานะครับ ร่วมกันนะฮะ กับกลุ่มปตทนะฮะ ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีใหม่ๆ และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมนะครับ ยกตัวอย่างเช่น ตอนนี้เราก็ศึกษาร่วมกับพันธมิตรนะฮะ ข้างนอกนะครับ ในการดูว่าโอกาสในการที่จะพัฒนานะฮะ เรื่องของ... ของตัว Biojet หรือ SAF นะครับในอนาคตนะ ซึ่งก็ Timing ในการลงทุนก็เป็นเรื่องสำคัญนะครับ เรื่องของตัว Biochemical Bioplastic นะก็ก็อันนี้กำลังอยู่ในช่วงของการศึกษาอยู่นะครับ ทางด้านพวกเอ่อ Hydrogen นะไม่ว่าจะเป็น Blue นะครับ Hydrogen นะ Green Hydrogen, CCS หรือ CCU นะครับ แล้วก็อันนี้ก็จะเป็นการศึกษานะครับร่วมกับเอ่อกลุ่ม ปตท. นะครับ ในความเป็นไปได้ในการดักจับนะ แล้วก็กักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์นะครับ เพื่อให้ได้ Economy of Scale ด้วยนะ ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับเออ โอกาสนะฮะ ในอนาคตนะครับ ทางด้านทางการตลาดนะครับ แล้วก็เรื่องของกฎหมายที่เกี่ยวข้องด้วยนะครับ ไปหน้าถัดไปนะครับ อ่า แล้วก็มาสรุปนะครับ เรื่องของนะครับ เออ Commitment นะครับ ในเรื่องของความยั่งยืนนะ ซึ่ง Thai Oil เองก็เออ มีแสดงเจตจำนงอย่างต่อเนื่อง และก็มีแผนงานนะที่ชัดเจนนะครับ ในการเออ ที่จะดำเนินงานตามวิสัยทัศน์นะครับ แล้วก็ให้ความสำคัญโดยเฉพาะในเรื่องของ ESG นะครับ เพื่อให้ธุรกิจเนี่ยเติบโตอย่างมั่นคงนะ แล้วก็ยั่งยืนนะครับ แล้วก็ให้ความสำคัญกับผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วนนะครับ ซึ่งก็จะสะท้อนให้เห็นนะครับ ในรางวัลที่เราได้รับนะ ในไตรมาสสองที่ผ่านมานะครับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของรางวัล Thailand Top CEO of the Year นะครับ ในปีนี้นะครับ ประเภทอุตสาหกรรมพลังงานนะ ซึ่งก็จัดขึ้นนะ โดยนิตยสาร Business Plus นะครับ แล้วก็สะท้อนถึงการเป็นผู้นำองค์กรที่มีผลงานที่โดดเด่นนะ สามารถนำพาองค์กรไปสู่ความเป็นเลิศได้นะครับ แล้วก็มีรางวัลทางด้านเอเชีย Asian Excellence Awards ในปีนี้นะครับ ในห้าสาขาด้วยกันนะครับ ตามที่เห็นในสไลด์นะครับ ไม่ว่าจะเป็นเออ จัดโดยนิตยสาร Corporate Governance Asia นะครับ ซึ่งเป็นสื่อชั้นนำของฮ่องกงและเอเชีย ผู้เสนอประเด็นด้านเศรษฐกิจและการกำกับดูแลกิจการที่ดีนะครับ ไม่ว่าจะเป็นรางวัลของตัว Asia Best CEO นะครับ Asia Best CFO นะครับ Best Investor Relations Professional นะฮะ Sustainable Asia Awards นะฮะ แล้วก็ Best Investor Relations Company นะครับ นอกจากนั้นแล้วนะครับ ในโครงการที่เราทำนะ เพื่อประโยชน์ของสาธารณะนะครับ แล้วก็ยังมีโครงการที่สำคัญนะ เออ ทำอย่างต่อเนื่องมาหลายปีแล้วนะครับ เรื่องของการติดตั้งนะฮะ ระบบผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์นะครับ ซึ่งเป็นพลังงาน Renewable นะครับ ให้กับเออ โรงพยาบาลนะครับ ให้กับเออ โรงเรียนนะครับ ให้กับสถานที่ที่อยู่ห่างไกลนะฮะ ซึ่งอันนี้เราก็ได้ไปติดตั้งที่เกาะสีชังนะครับ ซึ่งเราคิดว่าเกาะสีชังนี่จริงๆ อยู่ใกล้นะฮะ ไม่ได้ไกลมาก แต่ปรากฏว่านะครับ ณ ปัจจุบันนี้นะครับ การผลิตไฟฟ้าก็ยังไปไม่ถึงนะฮะ ยังผลิตไฟฟ้าจากดีเซลเอนจิ้นอยู่นะครับ แล้วก็ไฟฟ้าก็ไม่เสถียรนะครับ เราก็เลยคิดว่าอันนี้เป็นโครงการต่อเนื่อง โครงการที่สองนะครับ ที่เราไปติดที่โรงพยาบาล เพื่อช่วยในการเออ ในการผลิตไฟฟ้านะครับ แล้วก็สามารถนำเงินที่ประหยัดจากค่าไฟเนี่ยนะ แล้วก็ลดแก๊สเรือนกระจกด้วยนะ ไปต่อยอดในโครงการนะครับ เออ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการเออ จัดจ้างบุคลากรนะฮะ ในทางการแพทย์มาช่วยดูแลนะครับ ผู้ป่วยนะครับ หรือเรื่องของการซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์นะฮะ หรือเรื่องของการโครงการลดเสี่ยงลดโรคนะ ห่างไกลนะครับ โรคหลอดเลือดสมองนะฮะ ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวก็สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ขององค์กรในเรื่องของการสร้างสรรค์คุณภาพชีวิตนะฮะ ด้วยพลังงานและผลิตภัณฑ์ที่ยั่งยืน แล้วก็ทำมาทั้งหมดสิบสองแห่งแล้วนะครับ ในเรื่องของการสนับสนุนสมาคมกีฬาต่างๆ นะครับ เราก็ทำร่วมกับกลุ่มปตท. นะครับ เพื่อเอ่อร่วมร่วมมือกับทางหน่วยงานเอ่อเอ่อพรรครัฐนะฮะ ในการที่จะยกระดับนะครับ เอ่อพลังเอ่อประชาชนนะครับ โดยเฉพาะเยาวชนให้เอ่อให้มีเอ่อเขาเรียกมีเป็นนักกีฬานะครับ แล้วก็สามารถที่จะไปแข่งขันในเวทีระดับนานาชาติได้นะครับ เรื่องของการร่วมมือกับสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทย และสโมสร PTT Academy ด้วยนะครับ ในการที่จะพัฒนาทักษะความรู้นะฮะ ทางด้านกีฬาฟุตบอลให้กับเยาวชนในในพื้นที่ด้วยนะครับ อันนี้ก็เป็นสรุปนะครับนะฮะ ที่เราได้ทำมานะครับ เอ่อผลการดำเนินงานในไตรมาสสองที่ผ่านมานะครับ ก็ลำดับถัดไปนะครับ ก็ขอเชิญทางทางคุณแจ่มนะครับ ซึ่งก็จะมาแชร์นะครับ เรื่องของผลประกอบการนะ โดยเฉพาะทางด้านการเงินนะครับ ขอบคุณครับ ค่ะ ก็ขอบคุณ CEO นะคะ ค่ะ เอ่อ จากที่เอ่อ ทาง CEO ได้กล่าวในเรื่องของสภาวะตลาดที่เกิดขึ้นใน Q2 นะคะ รวมทั้งเรื่องของเอ่อ Commercial และ Operation ของทาง Thai Oil นะคะ ที่ผ่านมาใน Q2 ค่ะ ก็จะสรุปได้ว่าเอ่อ อาจจะมี Soften ลงอ่ะนะคะ เอ่อ ในในในแง่ของเอ่อ ตัว Market GRM นะคะ เอ่อ เพราะฉะนั้นเนี่ย ผลประกอบการที่จะนำเสนอต่อไปนะคะ ก็จะลง Detail นะคะ ในแต่ละ Segment นะคะ ขอเริ่มจากผลประกอบการนะคะ ของกลุ่ม Thai Oil นะคะ โดยรวมนะคะ จะเห็นว่าในไตรมาสสองนะคะ Thai Oil Group นะคะ จะมี Net Profit ปิดอยู่ที่ 5,547 ล้านบาทนะคะ ซึ่งจะเอ่อ ลดลงนะคะ จาก Q1 นะคะ เอ่อ ประกอบไปด้วยนะคะ ตัว Net Operating Profit นะคะ ที่ประมาณ 3,871 นะคะ เอ่อ อันนี้เป็นการผลการดำเนินงานจากการทำมาหาได้ของเรานะคะ เอ่อ บวกกับตัว Stock Gain Loss นะคะ ซึ่งครั้งนี้เราได้ Stock Gain นะคะ อ่า ทั้งหมดเนี่ย รวมทั้ง Adjusted ตัว NRV แล้วก็ Adjusted เอ่อ ทางบัญชีนะคะ ก็รวมรวมอยู่ประมาณสัก 2,130 นะคะ แล้วก็ปรับ Adjust Other Items นะคะ อยู่ประมาณเอ่อ ติดลบไปประมาณ 454 นะคะ ซึ่งหลักๆ ก็มาจากเรื่องของ Tax นะคะ ในเรื่องของ Effect Gain Loss ที่มาจาก Balance Sheet นะคะ แล้วก็ตัว Bond Buyback นะคะ ที่เราได้เอ่อ รับรู้กำไรเข้ามา เพราะฉะนั้น Other Items จะอยู่ที่ประมาณติดลบอยู่ 454 นะคะ เอ่อ รวมรวมกันแล้วเนี่ย ก็ทำให้ตัว Net Profit เราปิดที่ 5,547 นะคะ ถ้ามาดูด้านขวามือนะคะ เปรียบเทียบ Q on Q นะคะ ก็จะเห็นได้ว่าเอ่อ อย่างที่เรียนไปข้างต้นนะคะ ว่าผลประกอบการถ้าดูจากแท่งน้ำเงินนะคะ ตัวน้ำเงินเลยเนี่ย ก็จะเห็นว่าผลประกอบการเราเนี่ย ในเรื่องของ Net Operating Profit เนี่ย เราลดลงจาก Q1 นะคะ จากเอ่อ จากเดิมเนี่ย อยู่ที่ประมาณเอ่อ 8,566 นะคะ ลดลงเหลือ 3,876 หลักๆ ก็อย่างที่ CEO ได้กล่าวไปนะคะ ก็คือตัว Market GRM ของเราเนี่ย เอ่อ ปรับตัวลดลงนะคะ จากเดิมที่ 10.4 เราลดลงเหลือ 5.4 นะคะ แต่บังเอิญเราได้อานิสงส์นะคะ จากราคาน้ำมันนะคะ ที่เพิ่มสูงขึ้น ทำให้เราได้ Realize ตัว Stock Gain ขึ้นมานะคะ อยู่ประมาณที่ระดับที่ 2,000 เออกว่าล้านนะคะ ก็ทำให้เออทำให้ตัว Q2 เรานี่ยมีผลประกอบการเออจบที่ประมาณห้าพันห้านะคะ ถ้ามาดู Year on Year นะคะ ตัว Year on Year นี่ยถ้าเทียบกับ First Half ของปีที่แล้วนะคะ ก็จะเห็นได้ว่าผลประกอบการเรานี่ยจริงๆ น้าตั๊กต้องเรียนว่าถ้าเป็น Core Profit นี่ยจะเห็นอยู่ที่หนึ่งหมื่นสองพันสี่ร้อยสามสิบเจ็ดนะคะ อาจจะปรับตัวสูงขึ้นจาก First Half ของปีที่แล้วนะคะ แต่จริงๆ แล้วถ้าถ้าพูดถึง Core จริงๆ แล้วนี่ยอาจจะไม่ได้เห็นความต่างมากนะคะ ก็อาจจะใกล้ๆ เคียงกัน แต่เผอิญว่าเราได้อานิสงส์นะคะ จากตัว FX บาทที่มีการอ่อนค่าลงนะคะ ทำให้เราได้ EBITDA Gain มากขึ้นนะคะ ใน First Half ของ 24 ก็ทำให้ผลประกอบการในด้าน Core เออทางด้าน Net Operating Profit ของ Q4 เออของของ First Half ของ 24 นี่ยดูอาจจะสูงกว่าตัว First Half 23 อยู่นิดหน่อยนะคะ แต่อย่างไรก็ตามนี่ยค่ะ อย่างที่เรียนไปว่าเราได้ Gain เข้ามาในเรื่องของ Stock Gain นะคะ ในปีนี้นะคะ ถ้าเทียบกับของปีที่แล้วนี่ยเออซึ่งอยู่ในเป็นเออฝั่งของ Stock Loss อยู่เกือบสักห้าพันกว่าล้านนะคะ ก็เลยทำให้ First Half ของเรานี่ยปิดไปแล้วนะคะ ที่ประมาณหนึ่งหมื่นหนึ่งพันสี่ร้อยสิบล้านบาทนะคะ สูงกว่าเดิมเกือบเออเกือบเท่าตัวนะคะ ถ้าเทียบกับปีที่แล้ว แต่ว่าอย่างไรก็ตามนี่ยถ้าดูจากภาพวงกลมพาย Chart นะคะ ก็จะเห็นว่า Core Business เรานี่ยส่วนที่ Contribute ให้ Net Profit ให้เรามากที่สุด ก็ยังคงเป็นเรื่องของ Petroleum และลูปนะคะ เออถัดมาอาจจะยังเห็นว่าในเรื่องของ Others นะคะ ที่เออเอ่อ Contribute ค่อนข้างจะอยู่ที่ประมาณสิบห้า% นี่หลักๆ คือ Bond Buyback นะคะ เออหลังจากนั้นแล้วก็คาดว่าเออ Contribution คงจะกลับมาในระดับเออเดิมๆ นะคะ ประมาณสามถึงห้า% ค่ะ ค่ะ คราวนี้เราจะขอลงไปในแต่ละเออ BU นะคะ ในตัวกลุ่มธุรกิจแรกของเรานะคะ เรื่อง Refinery นะคะ ขอไปเร็วๆ นิดนึงเพราะว่าเออทาง CEO ได้แตะไปในหลายๆ เรื่องแล้วนะคะ ในเรื่องของ Utilization นะคะ ซึ่งตอนนี้ก็เราสามารถผลิตอยู่ที่ประมาณร้อยสิบเอ็ดเออ% นะคะ แต่อันนี้ถ้าเราจะ Compare ในกลุ่มธุรกิจโรงกลั่นด้วยกันในประเทศนะคะ ก็จะเห็นว่าเออเรามีเรื่อง Utilization Rate นี่ย Outperform มาตลอดนะคะ ไม่เออยังก็ยัง Outperform กับตลาดอยู่ที่ประมาณเก้าสิบสี่% นะคะ เออในเรื่องของเออตัว Sales Breakdown นะคะ ตัว Sales Breakdown ก็ยังไม่มีภาพยังไม่ได้แตกต่างนะคะ เรายังเน้น Domestic อยู่นะคะ ซึ่ง Domestic นี่ยหลักๆ ก็คือขายให้กับเออในกลุ่ม ปตท. นะคะ คือ OR อยู่ประมาณสี่สิบกว่าเปอร์เซ็นต์นะคะ ถัดไป Second ก็จะเป็น PT นะคะ เพราะฉะนั้นรูปนี้อาจจะยังไม่ได้มีความแตกต่างจากเดิมมากนักนะคะ ในส่วนของเอ่อขวามือนะคะ ในเรื่องของ Oil Demand นะคะ อย่างที่เรียนไปว่าทั้ง Q on Q นะคะ แล้วก็ Year on Year เนี่ยก็จะเห็นภาพว่ามีการเติบโตขึ้นนะคะ โดยเฉพาะกลุ่มของ Jet นะคะ แล้วก็ Kerosene นะคะ ซึ่งเอ่อจะทำเอ่อยอดสูงสุดก็คือเพิ่มขึ้นประมาณเกือบสิบห้าเปอร์เซ็นต์นะคะ Q on Q นะคะ รวมทั้ง Year on Year ด้วยนะคะ เพราะฉะนั้นมีความเอ่อเอ่อเติบโตค่อนข้างจะดีในเรื่องของ Middle Distillate นะคะ ค่ะ ในเรื่องของเอ่อ Top Domestic Sales Industry อย่างที่พี่ตั๊กเรียนไปนะคะ เอ่อเรายังเน้นในเรื่องของ Domestic นะคะ เพราะฉะนั้นเนี่ยถ้าจะเห็นจากภาพว่าถ้าเราเปรียบเทียบกับกลุ่มอุตสาหกรรม Refinery เดียวกันเนี่ย เราก็ถือว่าเรามี Market Share ในด้านของ Domestic ค่อนข้างจะดีเลยนะคะ ก็สูงกว่าเอ่อเอ่อเพื่อเอ่อสูงกว่า Industry นะคะ รวมทั้งเรื่องของ CLMV เองเนี่ยเราก็ยังครองตลาดนะคะ ได้ได้สูงกว่า Refinery อื่นๆ นะคะ ตัว CLMV เราก็ขายอยู่ประมาณสิบเปอร์เซ็นต์นะคะ นอกนั้นก็เป็นการขาย Others หรือ Singapore Trading ต่างๆ อยู่ที่ประมาณสามเปอร์เซ็นต์ค่ะ ตัวเลขก็ไม่ได้เปลี่ยนจากเอ่อที่ Historical ที่ผ่านมานะคะ ถือว่าเรายังครองตลาด Domestic และ CLMV ได้ดีค่ะ ค่ะ ต่อไปเราจะไปพูดเรื่องผลประกอบการของ Refinery นะคะ อย่างที่เรียนไปนะคะ ว่า GRM ทั้ง GRM เนี่ยมีการปรับตัวลงนะคะ เอ่อตามตัวเอ่อหลักๆ นี่ก็คงจะมาจากตัว Product Spread นะคะ ก็จะเห็นจากด้านล่างนะคะ ด้านซ้ายมือที่เป็นกราฟนะคะ จะเห็นว่าเอ่อลดลงนะคะ เกือบจะทุก Product เลย โดยเฉพาะเอ่อ Product ทางด้าน Middle Distillate นะคะ โดยเฉพาะเรื่อง Jet นะคะ ที่เอ่อลดลงค่อนข้างจะเยอะนะคะ อันนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ตัว GRM เรา Soften ลงนะคะ รวมทั้งเอ่อตัว Crude Premium นะคะ ที่ Q2 เนี่ยปรับตัวเพิ่มมากขึ้นนะคะ ก็ทำให้ต้นทุนเราเพิ่มมากขึ้นเช่นกันนะคะ อันนี้ก็คือจะเป็นเอ่อตัวหลักๆ นะคะ ที่ทำให้ตัว Market GRM เรา Soften ลง แล้วก็เอ่อกระทบส่งผลกระทบไปที่ตัวเอ่อเอ่อตัวผลประกอบการทางด้าน Refinery ที่อาจจะ Soften ลงด้วยเช่นกันนะคะ ค่ะ ต่อไปนะคะ ขอพูดในเรื่องของเอ่อยูนิตต่อไปนะคะ ธุรกิจต่อไปคือเรื่องของ Aromatic นะคะ ตัว Aromatic เนี่ยจะถือว่า Q2 เนี่ยทำได้ดีทีเดียวนะคะ โดยเฉพาะ Product Spread นะคะ อย่างที่ CEO เรียนไปว่าทั้ง PX และ Benzene เนี่ยเอ่อ Product Spread ปรับตัวขึ้นอย่างค่อนข้างจะดีนะคะ เอ่อรวมทั้งตัวการเอ่อ Sales ของเราเองเนี่ยเราก็จะไปเน้นผลิตในเรื่องของเอ่อตัวที่เราได้เอ่อตัว PX มากขึ้นด้วยนะคะ เพราะว่าเราเล็งเห็นแล้วว่า Spread ดีขึ้นในตลาดและมี Demand มากขึ้นนะคะ เพราะฉะนั้นเนี่ยเอ่อตัว Utilization Rate เราก็ปรับตัวสูงขึ้นด้วยตาม Demand ที่ที่สูงขึ้นนะคะ แล้วก็เอ่อตัวส่วนตัวเอ่อสารตั้งต้นของผงซักฟอกตัว LAB เนี่ยก็ปรับตัวนะคะ เรื่อง Utilization Rate ก็ปรับตัวสูงขึ้นด้วยนะคะ เอ่ออันนี้เนี่ยก็เป็นส่งผลให้ทำให้เอ่อตัวเอ่อกำไรนะคะ ที่เอ่อเกิดจากตัวธุรกิจ Aromatic เนี่ยเอ่อปรับตัวสูงขึ้นนะคะ จาก Q1 ที่หนึ่งจุดหนึ่งนะคะ ใน Q2 นะคะ เราก็เอ่อจะ Contribute อยู่ประมาณหนึ่งจุดห้านะคะ เพราะฉะนั้นก็ทางด้าน Aromatic ธุรกิจเอ่อดูดูดีมากนะคะ ใน Q2 ค่ะ เอ่อในส่วนของถัดไปนะคะ ก็จะเป็นส่วนของ Base Oil นะคะ เอ่อธุรกิจ Base Oil เนี่ยค่ะ ก็จะมี Product หลักๆ อยู่คือ Luke กับ Bitumen นะคะ ต้องเรียนว่า Base Oil เองเนี่ย... อาจจะยังไม่ค่อยดีมากนะคะ ตัว GIM ก็ทรงๆ นะคะ อยู่ระดับที่ Q2 กับ Q1 ใกล้ๆ กัน จริงๆ Q2 จะเรียกว่ายอดตัวลงนิดนึงนะคะ แต่เราปรับนะคะ จากจุดศูนย์จุดสามนิดๆ นะคะ เราก็ปรับเป็นศูนย์จุดสี่ เพราะฉะนั้นจะเห็นว่ามันยังทรงๆ อยู่นะคะ เหตุผลหลักนะคะ ก็คือเรื่องของ Product นะคะ ตัว Spread ตัว P2F จะเห็นได้เลยค่ะ Q on Q มีการปรับตัวลงนะคะ จากอย่างเห็นได้ชัดจากในกราฟนะคะ จะเห็นว่ามันมีการย่อลงนะคะ ใน Q2 นะคะ ตัวในด้านของฝั่งตัว Utilization นะคะ เรามีการปรับตัวสูงขึ้นนะคะ นี่ก็อาจจะทำให้ Offset นะคะ กับไอตัวที่เป็น P2F ที่ต่ำลงนะคะ ทำให้ตัว GIM นี่ยยังทรงๆ อยู่ได้นะคะ ที่บอกว่า Spread ของทั้ง Bitumen และตัว Loop นะคะ ตัว Base Oil นี่ยก็จะเห็นได้จากกราฟด้านล่างนะคะ ขวามือด้านล่างขวานะคะ ก็จะเห็นได้ว่าตัว Spread นะคะ มีการปรับตัวลดลงนะคะ อย่างเห็นได้ชัดนะคะ แต่ว่าเดี๋ยวทางพี่หมูคงจะบอกเรื่องแนวโน้มนะคะ ใน Second Half ว่าจะเป็นอย่างไรนะคะ ด้าน Sales นะคะ ตัวแท่งกราฟแท่งนะคะ ก็จะเห็นส่วนใหญ่นี่ยยังอยู่ที่ตัว Bitumen นะคะ ในตัว Q2 นะคะ เราก็ยังผลิต Bitumen เพื่อฟีดความต้องการได้นะคะ ถึงแม้ตัว P2F อาจจะย่อลงไปบ้างนะคะ รวมๆ นะคะ ธุรกิจสามส่วนนะคะ Refinery, Aromatic แล้วก็ตัว Base Oil นะคะ เราก็จะขอสรุปตัว Market GRM นะคะ ตัว Gross Refinery Margin นะคะ จากที่เรียนไปนะคะ ตัว Refinery ค่อนข้างจะ soften ลง Aromatic ดีขึ้นนะคะ Base Oil, Cosine นะคะ พอๆ กันนะคะ ทำให้ Q2 นี่ยค่ะ ตัว GRM นะคะ ตัว Market GRM นะคะ จะอยู่ที่ห้าจุดเจ็ดนะคะ ถ้าเทียบกับ Q on Q แล้วนี่ย Q First Q ของปีที่แล้วของไตรมาสหนึ่งนะคะ จะอยู่ที่สิบจุดสี่นะคะ อันนี้แล้วก็ถ้าเกิดรวม Stock Gain Loss แล้วนี่ยก็จะเห็นใน Q2 นี่ยค่ะ เราจะมีมา เราจะมี Accounting GRM อยู่ที่เจ็ดเหรียญนะคะ ในขณะที่ไตรมาสและไตรมาสที่ผ่านมานะคะ ก็จะมี Accounting GRM อยู่ที่สิบจุดห้านะคะ ก็ปรับตัวลดลงนะคะ อย่างไรก็ตามนะคะ ถึงแม้จะมีการปรับตัวลดลงอย่างไรก็ตามนี่ย ถ้าดูด้านขวามือนะคะ เราจะเห็นว่า Group Cash Cost เรานะคะ อย่างที่ CEO เรียนไปว่า เรายังสามารถทำในเรื่องของประสิทธิภาพในเรื่องของ Operational Excellence ได้อย่างดีนะคะ เราสามารถคุมตัว Cost ได้ ก็จะเห็นด้าน Q on Q แล้วนะคะ ก็ยังอยู่ในระดับประมาณสองเหรียญกว่า ถ้าเทียบกับมาตัว Market GRM นะคะ ก็จะเห็นว่ายังมี Gap อยู่นะคะ ยังมี Cushion อยู่ แสดงว่าเรายังมี Net Operating Profit ที่ค่อนข้างจะค่อนข้างจะดีนะคะ แล้วก็สามารถมี Cushion สำหรับความผันผวนของตลาดได้นะคะ จากธุรกิจนะคะ ทั้งสามธุรกิจแล้วนี่ย เดี๋ยวเราจะมาไล่ตัวธุรกิจที่จะเป็นเรื่องของไฟฟ้านะคะ ในธุรกิจไฟฟ้านี่ย เราก็จะมีถือหุ้นนะคะ อยู่ทั้งหมดสองส่วนนะคะ คือ Top SPP นะคะ กับตัว GPSC นะคะ ตัว Top SPP นี่ยจะเห็นได้ว่าตัว Megawatt Itself นี่ย ตัว Q on Q นี่ย อาจจะปรับตัวก็มีการปรับตัวสูงขึ้นเล็กน้อยนะคะ อันนี้ก็จะถือว่าเป็นปกตินะคะ หลังจากที่มี Second Expansion นะคะ ของทาง Top SPP แล้วนี่ย ในส่วนของ Steam นะคะ ก็จะเห็นว่ายังอยู่ในระดับที่แปดร้อยกว่าอยู่นะคะ ซึ่งก็ถือว่าเป็นระดับปกตินะคะ ในเรื่องของ Top SPP นี่ย จริงๆ ตัว EBITDA นะคะ ถ้ามาดูด้านด้านล่างนะคะ ก็จะเห็นว่ามีการปรับตัวลดลงเล็กน้อยนะคะ อันนี้ต้องถือว่าปรับตัวตาม Natural Gas ราคา NG ที่ลดลงนะคะ จะเรียกว่าราคาที่เราขายนะคะ ของ Top SPP นี่ยก็อ้างอิงนะคะ ตัว Natural Gas อยู่นะคะ เพราะฉะนั้นถ้า Natural Gas NG ลดลงนะคะ ก็จะสามารถบอกได้ว่าตัว EBITDA กับ Net Profit ของทาง Top SPP ก็จะย่อตัวลงตามเช่นกันตามราคาอ้างอิงนะคะ อันนี้ก็ส่วนของตัว GPSC นะคะ เนื่องจากเราถือหุ้นอยู่ประมาณแค่สิบเปอร์เซ็นต์นะคะ เพราะฉะนั้นการบันทึกบัญชีเราจะเป็น At Cost นะคะ เราก็จะมีการบันทึก Realize ตัว Dividend เข้ามาใน PNL นะคะ โดยใน Q2 นี่ย เราได้รับ Dividend จาก GPSC อยู่ประมาณร้อยยี่สิบสี่ล้านบาทนะคะ ซึ่งก็จะไปปรากฏอยู่ในตัวของ Net Profit นะคะ ที่อยู่ด้านขวามือด้านล่างนะคะ ถ้าสรุปโดยรวมนะคะ ใน Q2 นี่ยค่ะ ก็จะเห็นว่าแท่งสีน้ำเงินเป็นแท่งของ Top SPP นะคะ Contribution มาที่ Net Profit ของ Thai Oil อยู่ประมาณสี่ร้อยสามสิบสี่นะคะ ย่อตัวตามตัว NG ราคา NG ที่ลดลงนะคะ Quarter แรกนี่ยจะเป็นที่สี่ร้อยเจ็ดสิบสี่นะคะ ส่วนตัว GPSC Contribute ร้อยยี่สิบสี่ใน Q2 แต่เราไม่ได้รับ Dividend ใน Q1 นะคะ จึงไม่ได้มีตัวการ Realize เข้ามาใน Net Profit ค่ะ อันนั้นคือคร่าวๆ ในเรื่องของ Power Sector ค่ะ มาถึงกลุ่มของ Olefin นะคะ โดยเราถือหุ้นผ่านตัว Investment ของเราคือ CAP นะคะ ตัว Chandra Asi ที่อินโดนะคะ จะเรียนว่าจริงๆ แล้วตัวผลการดำเนินงานของ CAP ใน Q2 นี่ยก็ดีขึ้นนะคะ อาจจะดีขึ้นในเรื่องของ Product ด้วยนะคะ โดยที่ Product Spread นะคะ อย่างที่เห็นนะคะ ไม่ว่าจะเป็น Polymer Monomer นี่ยก็มีส่วนที่จะปรับตัวสูงขึ้นในบาง Product นะคะ แต่ว่าอย่างไรก็ตามนี่ยค่ะ ถ้ามาอย่างไรก็ตามในขวามือค่ะ ก็จะเห็นว่าทาง CAP นะคะ ก็มีการมีแพลน Shutdown นะคะ มีแพลน Shutdown ไปนะคะ แล้วก็ทำให้ตัว Operating Expense เขาอาจจะมีการปรับตัวสูงขึ้นนะคะ ถึงแม้ว่า Product Spread จะดีขึ้นนะคะ ขาดทุนก็แต่ยังมีส่วนของตัว Maintenance นะคะ ที่เข้ามาก็ทำให้เขายังต้อง Realize ตัวขาดทุนอยู่นะคะ เออ Top เองนะคะ หลังจากที่ take ตัว realized ตัว net profit ที่ขาดทุนนะคะ ก็จะทำให้เออ contribute เป็น net loss เข้ามาในใน Top Group นะคะ อยู่ประมาณสักติดลบสองจุดหกล้านเออล้านเหรียญนะคะ ซึ่งจริงๆ ดีขึ้นนะคะ จาก Q1 ที่เออ อยู่ที่ห้าล้านกว่านะคะ อันนี้ก็ถือว่าเป็นการขาดทุนที่น้อยลงนะคะค่ะ เออส่วนถัดไปนะคะ จะเป็นของ Solvent นะคะ ผ่านตัว TX Group นะคะ Topnext นะคะ ก็จะเห็นว่าถ้าเป็นภาพโดยรวมนะคะ ตัว Production เองนะคะ เออ Q on Q แล้วเนี่ยก็ไม่ได้แตกต่างนะคะ อยู่ในเออระดับที่ประมาณเก้าสิบกว่าเปอร์เซ็นต์นะคะ อันนี้เราก็ผลิตตาม demand ที่ที่ที่มีอยู่นะคะ เป็นตามสภาวะตลาดนะคะ ก็จะเห็นได้ว่าตัว EBITDA นะคะ กับตัว Net Profit เนี่ย เออตัว EBITDA เนี่ยถือว่ายังเออเออใกล้ใกล้ๆ เดิมนะคะ อยู่ประมาณสักสองร้อยห้าสิบห้าล้านบาทนะคะ ในขณะที่ Net Profit จะเห็นว่าอาจจะปรับตัวลดลงนะคะ อันนี้จะเกิดขึ้นจากตัว FX Gain Loss ที่เกิดในบริษัทลูกของตัว TX นะคะ ไม่ว่าจะเป็นเออในฝั่งของอินโดนะคะ ที่เออมีด้านของ FX เองเนี่ยเกิดเออ FX Loss นะคะ ในบริษัท Subsidiary จากตัวเออ FX ที่ Depreciation ตาม Local Currency ของเขานะคะ ก็เลยทำให้ Net Profit เนี่ยปรับตัวลดลงจาก Q1 นะคะ เออเราเราก็รับรู้ตัวเออในส่วนของ Solvent เข้ามาเออที่ประมาณหนึ่งร้อยล้านบาทนะคะ เข้ามาอยู่ในเออ งบการเงินของ Thai Oil ค่ะ ฝั่งของ Ethanol บ้างนะคะ ฝั่งของ Ethanol เนี่ยก็ยังถือว่าเออยังไม่ค่อยดีมากนะคะ แต่ก็เออมีการปรับตัวลดลงในเรื่องของ Utilization Rate นะคะ หลักๆ ก็จะมาจากสอง Investment นะคะ คือ Sub Subtip นะคะ กับตัวเออ U UBE นะคะ เออ UBE เนี่ยเราถืออยู่สิบสองเปอร์เซ็นต์ ก็อาจจะเออ อาจจะเป็นการ realized dividend เข้ามาเหมือน GPSC นะคะ ซึ่งใน Quarter นี้เราไม่ได้มีเออใน Quarter นี้เนี่ย เออเราไม่ได้เออตัว realized เข้ามานะคะ แต่ตัว Subtip เองเนี่ยเขามีการปิดนะคะ มีการซ่อมบำรุงไป ก็เลยทำให้ Utilization Rate เขาต่ำลง และรวมทั้ง cost ในการทำ feed stock ต่างๆ พวกมันสำปะหลังก็ยังเออยังสูงอยู่นะคะ Ethanol Price ก็ยังอยู่ในราคาที่เออคงคงๆ อยู่นะคะ แต่ต้นทุนสูงขึ้น ก็เลยทำให้ทั้ง EBITDA และ Net Profit นะคะ ปรับตัวลดลงนะคะ โดยเฉพาะตัว Net Profit เนี่ยเราก็ต้อง realized loss เข้ามาที่ประมาณติดลบห้าล้านบาทนะคะค่ะ จากตัวผลประกอบการทั้งหมดนะ ในทุก Segment นะ ในทุกกลุ่มธุรกิจของเรานะคะ ก็จะขอสรุปภาพรวมนะคะ ของเออกลุ่ม Thai Oil นะคะ เออจะดูว่าตัว Sales Revenue นะคะ ถ้าดู Q on Q นะคะ ตัวจะขอเน้นตัว Q on Q อ่ะนะคะ ตัว Sales Revenue เนี่ยปรับตัวสูงขึ้นจากจากเนื่องจากว่าตัว Q Q1 นะคะ เรามีการ Shutdown CDU3 ไปนะคะ อันนี้หลักๆ เลยนะคะ เออตัว Net Realized Gain Loss on Financial Instrument เนี่ยค่ะ อันนี้เป็น realized gain loss นะคะ ซึ่งเราได้ realized gain เข้ามา ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่อง Commodity Hedging นะคะ ที่เรา realized gain เข้ามาสองร้อยเจ็ดสิบล้านเหรียญนะคะ เออสองร้อยเจ็ดสิบล้านบาทค่ะ เออเราได้ EBITDA เข้ามานะคะ อยู่ประมาณแปดพันแปดร้อยเจ็ดสิบสามนะคะ ซึ่งอันนี้เออลดลงจาก Q1 นะคะ ที่หนึ่งหมื่นเก้าร้อยเจ็ดสิบเก้านะคะ อันนี้ก็ปรับตัวลดลงตามเออค่าตัว GIM ที่ลดลงอย่างที่เรียนไปข้างต้นนะคะค่ะ ในส่วนตัวเออหลังจากตัว EBITDA แล้วนะคะ เราก็จะปรับตัวที่อาจจะไม่ได้เกี่ยวกับตัว realized นะคะ เป็นตัว unrealized แล้วก็เป็นตัว Interest Cost, Financial Cost แล้วก็ Tax ต่างๆ นะคะ เออก็จะเห็นได้ว่าตัว Net Profit นะคะ แล้วก็อย่างที่เรียนน่ะค่ะ ว่าตัว GRM GIM ถึงแม้จะปรับตัวลดลง แต่เราได้อานิสงส์จากตัวเออ Stock Gain Loss นะคะ ก็เลยทำให้ Q2 เนี่ยค่ะ เออมีผลประกอบการค่อนข้างจะใกล้เคียงกับ Q แรกนะคะ เออ อยู่ที่ห้าพันห้าร้อยสี่สิบเจ็ดค่ะ ในส่วนของ Cash Flow นะคะ ในส่วนของ Cash Flow ก็จะเห็นว่าปิด ending ของ 30 มิถุนายนเนี่ยค่ะ เราค่อนข้างจะมี Cash อยู่ที่ค่อนข้างจะเออ Liquidity ค่อนข้างจะดีเลยนะคะ อยู่ที่ประมาณสี่หมื่นสามพันล้านบาทนะคะ ส่วนนี้เองเนี่ยเราจะเตรียมไว้สำหรับจ่าย Tax และจ่าย Dividend ใน Q3 ที่จะเกิดขึ้นนะคะ เออถ้ามาไล่ดูนะคะ ไล่เรียงดูเนี่ยก็จะเห็นว่า Free Cash Flow ของเราเป็นบวกนะคะ เริ่มจากตัว Operating Cash Flow นะคะ เราสามารถทำมาหาได้อยู่นะคะ ได้ Cash มาสองหมื่นแปดพันห้าร้อยแปดสิบสามนะคะ ลบในส่วนของ Investing คือส่วนใหญ่หลักๆ ก็เป็น Capex ที่ลงกับ CFP นะคะ เออ อยู่ที่ประมาณแปดพันนะคะ ล้านบาทนะคะ เออทำให้ผลให้มี Free Cash Flow อยู่ประมาณสองหมื่นกว่าล้านนะคะ เออในส่วนต่อไปนะคะ หลังจากได้ Free Cash Flow เราก็เอาไปจ่ายพวกเออ Financing ค่ะ ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการ Repayment นะคะ ในเรื่องของ Interest แล้วก็หลักๆ คือเรื่องของ Dividend นะคะ อีกประมาณหนึ่งหมื่นห้านะคะ ทำให้เรามีเออ Cash Flow เข้ามานะคะ อยู่ประมาณหกพันนะคะ ถ้าบวกกับตัว Beginning Cash ที่สามหมื่นสี่ ทำให้ Ending ของเราเนี่ยตอนนี้อยู่ที่สี่หมื่นสามเออพันล้านบาทนะคะ อันนี้รวม Short Term Investment ด้วยค่ะ เออมาดูเรื่องความแข็งแกร่งนะคะ ทางด้าน Financial Position นะคะ ในส่วนของ Balance Sheet เองเนี่ยก็จะเห็นว่าตัว Balance Sheet เราใหญ่ขึ้นนะคะ อันนี้ก็ตามเออผลประกอบการนะคะ ที่เราทำมาหาได้มี Cash เข้ามานะคะ รวมทั้งเออเรามี Fixed Asset ที่เข้ามาเพิ่มนะคะ จากโครงการของ CFP บ้างเล็กน้อยนะคะ เออทำให้ตัว Balance Sheet เราอยู่ที่สี่แสนสามหมื่นหกพันสองร้อยสี่สิบหกนะคะ ก็ปรับเพิ่มขึ้นจากเออจากเออ... อ่อปีที่แล้วนะคะ อยู่ที่สี่หมื่นหนึ่งพันเก้าร้อยเก้าสิบ อ่อเก้าร้อยเก้าสิบสามนะคะ ก็จะเห็นมาจากทำมาหาได้นะคะ ตัว ROE และ ROIC อ่อ IC นะคะ อยู่ที่สองหลักนะคะ ก็ยังทำได้ดีนะคะ อยู่ที่ระดับที่สิบห้าเปอร์เซ็นต์นะคะ ซึ่งก็สูงกว่า WACC ของเราอยู่ที่ประมาณ อ่อเจ็ดจุดกว่าเปอร์เซ็นต์นะคะ ในส่วนของ Ratio นะคะ ก็จะเห็นว่าทั้ง Net Debt / EBITDA และ Net Debt / Equity นะคะ ปรับดีขึ้นนะคะ ซึ่งโดยเฉพาะในเรื่องของ Net Debt / EBITDA เรายังสามารถคงไว้ได้ในระดับที่ต่ำกว่าสี่เท่านะคะ ซึ่งก็เป็นระดับที่ทาง Credit Rating เขาก็ อ่อ Monitor อยู่นะคะ ซึ่งอันนี้ก็ถือว่าเป็น อ่อดีกว่า Expectation ของของ Credit Rating ณวันนี้นะคะ ขวามือนะคะ มา wrap up นิดนึงในเรื่องของ Debt นะคะ Debt เราถึงแม้เราจะมีการทำ Bond Buyback ไป แต่ก็เพียงเล็กน้อยแค่ร้อยยี่สิบล้านเหรียญนะคะ ก็อาจจะไม่ได้มีการเปลี่ยน อ่อในตัวของ อ่อจำนวน Long Term Debt เท่าไหร่นะคะ ก็ยังอยู่ที่ประมาณสี่จุดสาม อ่อ billion นะคะ ถ้าหัก Cash ไปแล้วก็จะอยู่ที่ประมาณสามจุดสอง billion นะคะ อ่อดอลลาร์ ส่วนใหญ่ก็จะเป็น US ดอลลาร์ซะเป็นส่วนใหญ่นะคะ ประมาณเจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์นะคะ ส่วน อ่อ Interest Rate ก็จะเห็นว่า Fixed อยู่แปดสิบเปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นการปรับตัวขึ้นลงของดอกเบี้ยก็อาจจะไม่ได้มีส่งผลเท่าไหร่ในเรื่องของ อ่อ Interest Rate ของ อ่อ Interest Expense ของ อ่อ Thai Oil มากนักนะคะ ในเรื่องของ Cost of Debt โดยรวมก็อยู่ที่สี่จุดสามนะคะ ในขณะที่ Debt Life อยู่ที่ประมาณสิบห้าปี เหมือนคล้ายๆ กับว่าเราสามารถกู้เงินได้สิบห้าปีที่เรทที่สี่เปอร์เซ็นต์นะคะ ซึ่งถือว่า อ่อดีที่เดียวนะคะ ใน Credit Rating อ่ออย่างอย่าง Thai Oil นะคะ ส่วนตัวของ Credit Rating เองก็ยังอยู่ที่ Stable Outlook นะคะ แล้วก็อยู่ใน Investment Grade ค่ะ แล้วก็ อ่อเท่าที่ยังทราบว่า Financial Ratio เรายังอยู่สตรองอยู่นะคะ ก็คงอาจจะไม่ได้มี อ่อ Rating Action ใดๆ ทั้งสิ้นนะคะ รวมทั้งหลังจากที่คุยกับ Credit Rating แล้วก็ทุกคนก็ อ่อ Beat Expectation ของ Credit Rating ใน Q2 เช่นกันค่ะ ก็ อ่อหลักๆ ก็คงเป็นจบ อ่อการสรุปนะคะ ผลการดำเนินงานในช่วง Q2 นะคะ สำหรับ Second Half นะคะ จะ อ่อ Market Outlook จะเป็นอย่างไรนะคะ จะกระทบผลการประกอบการของ Thai Oil อย่างไร เนี่ยอยากจะขอให้ทางพี่หมูนะ คุณชุรพงษ์ เนี่ย อ่อช่วย อ่อมาดูเรื่องของ Market Outlook ให้ค่ะ ครับครับ สวัสดีนะครับ ภาพ Market Outlook นะครับ เราจะเริ่มจากภาพตลาดน้ำมันดิบก่อนนะครับ จากภาพซ้ายมือบนนะครับ หมายเลขหนึ่งนะครับ จะเป็นตัวกำลังการผลิตนะครับ ของทางด้านสมาชิกที่อยู่รอบกลุ่มโอเปกนะครับ ก็จะพบว่านะครับ ในปี 2024 นะครับ ตัวอัตราการผลิตนะครับ ก็จะต่ำลงนะครับ การเติบโตต่ำลงเมื่อเทียบกับปีที่แล้วนะครับ ซึ่งแน่นอนที่สุดครับ ก็ถ้าเกิดตัวอัตราที่เพิ่มมากก็คือของสหรัฐ แล้วก็จากนั้นก็ค่อยลดลงไปนะครับ เหตุผลที่ว่ากำลังการผลิตลดลงนะครับ เติบโตน้อยลงก็เพราะว่าทางด้านราคาน้ำมันดิบนะครับ ไม่ได้สูงมากนะครับ ก็ทำให้ความแรงจูงใจที่จะลงทุนในทางด้านขุดเจาะก็จะชะลอลงไปนะครับ หันมาดูขวามือนะครับ หมายเลขสองนะครับ ก็จะเป็นทางด้านของสมาชิกกลุ่มโอเปกพลัสนะครับ ก็จะเห็นว่าแสดงถึงตัวค่อยๆ ทยอยเพิ่มกำลังการผลิตขึ้นมานะครับ ในไตรมาสสี่ปีนี้เป็นต้นไปนะครับ ตัวนี้ก็ทำให้ทางด้านอุปทานในตลาดน้ำมันดิบก็จะมากขึ้นนะครับ ส่วนภาพล่างซ้ายนะครับ หมายเลขสามนะครับ ก็จะแสดงถึงตัวที่มีผลต่ออุปสงค์ของน้ำมันนะครับ จะเห็นว่าล่างซ้ายนะครับ แสดงถึงตัวอัตราว่างงานนะครับ ของประเทศสหรัฐ จะเห็นว่ามีกราฟนั้นเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วมากนะครับ ซึ่งก็จะมีการคาดการณ์กันนะครับ จากการจากที่ตลาดชิคาโกนะครับ ในแท่งกราฟสีแดงและสีน้ำเงินนะครับ ที่มีการสำรวจนะครับ เมื่อเดือนกรกฎาคม จะเห็นว่าในช่วงเดือนกรกฎาคมนะครับ หลายๆ ท่านก็ยังคิดว่าทางด้านธนาคารชาติของสหรัฐฯ เนี่ยคงจะลดอัตราดอกเบี้ยอยู่แค่ประมาณสัก 0.25% นะครับ ตรงพื้นที่สีแดงก็ 88% นะครับ แต่ขณะที่เมื่อมีการสำรวจใหม่เมื่อวันที่ 11 สิงหาคมที่ผ่านมา จะเห็นว่าแนวโน้มที่ทุกคนเห็นว่าน่าจะมีการลดอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ที่ระดับ 0.5% เนี่ยสูงขึ้นพอๆ กับที่ 0.25% นะครับ ก็สะท้อนถึงภาพเศรษฐกิจที่ยังไม่ได้แข็งแรงมากนะครับ ซึ่งก็มีการความหวังนะครับ ว่าถ้าเกิดมีการกระตุ้นเศรษฐกิจโดยการลดอัตราดอกเบี้ยนะครับ ก็จะทำให้ดีมานด์เข้ามาได้ค่อนข้างดีในครึ่งปีหลังนะครับ ซึ่งจะเห็นว่าในภาพที่สี่นะครับ ก็แสดงถึงตัวดีมานด์นะครับ ที่เปรียบเทียบระหว่างปีที่ผ่านมากับครึ่งปีแรกกับปีครึ่งปีหลังของปีนี้นะครับ ในครึ่งปีหลังปีนี้ก็คาดว่าจะยังเติบโตด้วยดีอยู่นะครับ เพราะว่าไม่ว่าจะเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจนะครับ หรือว่าทางด้านปัจจัยทางด้านความต้องการตามฤดูกาลนะครับ หันมาดูตลาดถัดไปนะครับ ขอโทษนะครับ หันมาดูทางด้านปัจจัยที่ต้องจับตามองนะครับ ซึ่งอันดับแรกก็คงหนีไม่พ้นเรื่องการลดอัตราดอกเบี้ยนะครับ ไม่ว่าจากทางด้านสหรัฐหรือทางด้านยุโรปนะครับ ซึ่งความจริงของ ECB ก็มีการลดไปก่อนหน้านี้แล้วนะครับ ก็คิดว่าน่าจะมีการลดอีกนะครับ เพื่อที่ช่วยกระตุ้นพยุงเศรษฐกิจนะครับ นั่นคือปัจจัยแรกนะครับ ปัจจัยที่สองนะครับ ก็ทางด้านกลุ่มโอเปกพลัสนะครับ ที่ทยอยเพิ่มกำลังการผลิตขึ้นมานะครับ ซึ่งก็จะดูว่าทางด้านกลุ่มโอเปกเนี่ยจะมีการรักษาสมดุลของราคาน้ำมันอย่างไรนะครับ เพราะว่าทุกวันนี้นะครับ กลุ่มโอเปกพลัสมีกำลังสำรองอยู่ในมือประมาณ 5-6 ล้านบาร์เรลต่อวันเนี่ย ซึ่งค่อนข้างถือว่าเยอะมากนะครับ ก็สามารถจัดการได้ค่อนข้างจะดีนะครับ ก็ต้องมาจับตามองปัจจัยเรื่องนี้เหมือนกันนะครับ ส่วนทางด้านขวามือนะครับ ก็หนีไม่พ้นเรื่องความไม่สงบในตะวันออกกลางนะครับ ที่ช่วงระยะหลังๆ เองก็มีความทยอยความรุนแรงมากขึ้นนะครับ อันนี้ก็ปัจจัยที่สำคัญนะครับ ส่วนอันล่าสุดนะครับ ก็จะเป็นทางด้านการเลือกตั้งของประธานาธิบดีสหรัฐนะครับ ซึ่งจะมีขึ้นในเดือนโนเวมเบอร์ปีนี้นะครับ ก็ต้องมาจับตามองนะครับ ว่าทางด้าน Republican หรือ Democrat นะครับ จะเป็นผู้ชนะนะครับ ซึ่งปัจจุบันนี้คะแนนก็ไล่เลี่ยสูสีเสียกันสูสีกันนะครับ แต่นโยบายทางด้านพลังงานสองพรรคนี้ก็จะต่างกันค่อนข้างชัดเจนนะครับ สำหรับภาพถัดมานะครับ ก็จะเป็นทางด้านร้านโรงกลั่นนะครับ การกลั่น จะเห็นว่าในช่วงไตรมาสสองนะครับ ภาพทางด้านขวามือบนนะครับ จะเห็นไตรมาสสองก็เป็นช่วงต่ำสุดนะครับ ของค่าการกลั่นแล้วนะครับ ตอนนี้ก็การกลั่นอยู่ในช่วงขาขึ้นนะครับ ก็จะเห็นว่าทยอยขึ้นมาแล้วนะครับ ซึ่งในช่วงครึ่งปีหลังนะครับ ถ้าเกิดเรามองภาพเทียบกับไตรมาสสองที่ผ่านมา สิ่งที่ต้องมีปัจจัยที่สำคัญนะครับ จะมีอยู่สี่ประเด็นนะครับ ประเด็นแรกนะครับ ก็เป็นช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวนะครับ การเดินทางก็จะมากขึ้น ก็จะช่วยซัพพอร์ตตลาดของน้ำมันเบนซินและน้ำมันเจ็ตนะครับ ปัจจัยที่สองนะครับ ก็เป็นตลาดน้ำมันดีเซลนะครับ คาดว่าก็จะดีขึ้นเช่นเดียวกันนะครับ ก็จะมีความต้องการเข้ามานะครับ ไม่ว่าจากยุโรปหรือสหรัฐนะครับ ส่วนข้อถัดไปนะครับ ก็จะเป็นภาพรวมว่าสมดุลของตลาดน่าจะค่อยๆ ดีขึ้นนะครับ เพราะว่าจะมีการลดกำลังการผลิตก็ยังมีอยู่นะครับ ในไตรมาสที่สามนะครับ แล้วก็จะมีเข้าสู่ฤดูกาลเฮอริเคนนะครับ รวมถึงปัจจัยเสี่ยงจากการส่งออกของจีนนะครับ ส่วนประเด็นล่าสุดนะครับ ก็จะเป็นทางด้านโรงกลั่นใหม่นะครับ อันนี้ก็จะเข้ามาตามวาระนะครับ หันมาดูปัจจัยแรกนะครับ ทางด้าน demand ที่เพิ่มขึ้นนะครับ ของน้ำมันเบนซินและแก๊สโซลีน น้ำมันเจ็ตนะครับ จะเห็นว่าในภาพที่เป็นกราฟสีน้ำเงินเข้มนะครับ ก็จะแสดงถึงความต้องการที่เพิ่มขึ้นของครึ่งปีหลังนะครับ เมื่อเทียบกับเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมานะครับ โดยเฉลี่ยแล้วก็เพิ่มขึ้นทุกๆ โปรดักส์เลยนะครับ ก็เป็นสัญญาณที่ถือว่าดีนะครับ ถ้าเกิดเรามามองเฉพาะตัวน้ำมันเบนซินนะครับ ภาพเบอร์หนึ่งนะครับ ด้านบนนะครับ จะเห็นว่าการใช้น้ำมันเบนซินตามเส้นประนะครับ ก็จะทยอยสูงขึ้นนะครับ โดยเฉพาะในช่วงฤดูร้อนนี้นะครับ ก็จะมีการใช้มากขึ้นนะครับ แต่ปัจจัยของน้ำมันเบนซินนะครับ ที่จะกดดันราคาด้าน upside อยู่ก็คือทางด้านน้ำมันสต็อกนะครับ จากภาพล่างจะเห็นว่าตัวน้ำมันเบนซินสต็อกค่อนข้างจะเยอะนะครับ ถึงแม้ว่าถ้าเกิดเรามีการคาดการณ์ผลของพายุเฮอริเคนเข้าไปนะครับ ตามเส้นประสีม่วงและสีเทานะครับ ก็ถือว่าจะต้องมีเฮอริเคนลูกค่อนข้างจะใหญ่นะครับ แล้วก็มีผลกระทบชัดเจนนะครับ ไม่อย่างนั้นแล้วเนี่ยจะทำให้สต็อกนั้นไม่ได้ต่ำลงไปมากนะครับ ก็จะเป็นปัจจัยที่ cap upside อยู่นะครับ ส่วนขวามือนะครับ จะเป็นตลาดน้ำมันอากาศยานนะครับ จะเห็นว่าเที่ยวบินนะครับ ก็เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนนะครับ ตามเส้นกราฟสีชมพูนะครับ ในปี 2024 เมื่อเทียบกับอดีตนะครับ ซึ่งก็จะทำให้มีการใช้น้ำมันเบนซิน น้ำมันเจ็ตมากขึ้นนะครับ แต่อย่างไรก็ตามนะครับ upside เองเนี่ยก็ยังมีความกังวลอยู่นะครับ เพราะว่าตัวสต็อกนะครับ ของเจ็ตเนี่ยค่อนข้างสูงนะครับ ตามเส้นกราฟสีชมพูนะครับ สูงกว่าค่าเฉลี่ยห้าปีนะครับ เพราะฉะนั้นแล้วเนี่ยในแง่ของอุปสงค์นะครับ ไม่ว่าจะเป็นแก๊สโซลีนหรือเจ็ตก็ถือว่าเข้ามาค่อนข้างดีนะครับ แต่ว่าปัจจัยเสี่ยงก็อยู่ที่สต็อกนะครับ ที่ยังสูงอยู่นะครับ ส่วนตลาดถัดมานะครับ ก็จะเป็นทางด้านน้ำมันดีเซลนะครับ ปัจจัยที่สองนะครับ จะเห็นว่าดีเซลเองนะครับ อุปสงค์เองก็ค่อยทยอยเพิ่มขึ้นนะครับ ไม่ว่าจากยุโรปนะครับ ในช่วงฤดูร้อนหรือจากสหรัฐนะครับ ในช่วงฤดูหนาวที่จะเข้ามาถึงนี้นะครับ ก็ตามเส้นประนะครับ เส้นกราฟนะครับ EU demand นะครับ ค่อยๆ ฟื้นตัวนะครับ เมื่อเทียบกับตอนต้นปีนะครับ ในภาพเบอร์หนึ่งนะครับ แต่ภาพเบอร์สองก็เป็นของสหรัฐนะครับ สหรัฐฯ เนี่ยก็ถือว่า demand เนี่ยเติบโตได้ด้วยก็ดีมากนะครับ ก็จะเห็นชัดเจนนะครับ ส่วนเรื่อง EU สต็อกเองก็จะเป็นปัจจัยบวกอยู่นะครับ จะเห็นว่าสต็อก EU ไม่ได้สูงมากนะครับ ก็ถือว่ายังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยห้าปีนะครับ เช่นเดียวกับทางด้านสหรัฐนะครับ เพราะฉะนั้นภาพของตลาดน้ำมันดีเซลก็ถือว่าค่อนข้างจะเป็นบวกนะครับ ในแง่ของความต้องการใช้แล้วก็ในแง่ของสต็อกนะครับ ส่วนปัจจัยถัดมานะครับ จะเป็นปัจจัยที่เป็นภาพรวมๆ นะครับ เริ่มจากภาพซ้ายมือก่อนนะครับ จะเป็นแสดงถึงค่าการกลั่นของสิงคโปร์นะครับ จะเห็นว่าที่ได้เรียนนำเสนอไว้เมื่อคราวที่แล้วว่า เมื่อค่าการกลั่นตกอยู่ในช่วงพื้นที่สีเทานะครับ อยู่ช่วง $2-3 ตรงนั้นนะครับ ก็คาดว่าจะมีการลดกำลังการผลิตกันขึ้นเกิดขึ้นนะครับ ซึ่งก็เห็นช่วงที่ผ่านมาก็จะมีการลดกำลังการผลิตอยู่อย่างต่อเนื่องนะครับ ตั้งแต่เดือนพฤษภาคมจนถึงปัจจุบันนะครับ ไม่ว่าจะที่ไต้หวันหรือว่าที่โรงกลั่นในนอร์ทเอเชียนะครับ รวมถึงทางด้านจีนต่างๆ นะครับ ก็ทำให้กราฟสีน้ำเงินก็ค่อยๆ มาเปลี่ยนทิศขึ้นมานะครับ แต่ในช่วงนี้ก็กราฟก็ขึ้นชี้ขึ้นแล้วนะครับ นั่นเป็นเรื่องของการลดกำลังการผลิตในเอเชียนะครับ ส่วนภาพตรงกลางนะครับ จะเป็นทางด้านจีนนะครับ ประเทศจีนคาดว่านะครับ ยังเป็นการคาดการณ์อยู่นะครับ ว่าเดือนกันยายนเดือนหน้านะครับ ทางด้านประเทศจีนน่าจะให้โควต้าครั้งที่สามออกมานะครับ โควต้าการส่งออกนะครับ ของบริษัทผู้ผลิตน้ำมันในประเทศจีนนะครับ ซึ่งก็ตามเส้นสี่เหลี่ยมสีน้ำเงิน สีฟ้านะครับ ก็เป็นค่าเป็น batch ที่สามน่าจะออกมานะครับ เมื่อดูภาพรวมแล้วเนี่ยเส้นกราฟจะสูงกว่าแท่งของปี 2023 เล็กน้อยนะครับ ในแท่งซ้ายมือนะครับ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นนะครับ ก็ต้องมาจับตามองเรื่องมาร์จิ้นการส่งออกนะครับ เพราะว่าตอนนี้เป็นที่ทราบกันว่าราคาน้ำมันเบนซินเองสเปรดก็ไม่ได้สูงมากนะครับ ก็อาจจะไม่ได้มีการส่งออกได้เต็มตามโควต้านะครับ ถ้าเกิดดูของประวัติช่วงที่ผ่านมานะครับ จะเห็นว่าโควต้าที่ได้รับไปนะครับ ผู้ส่งออกเองก็ยังไม่ได้ใช้เต็มที่นะครับ ตอนนี้ก็ยังไม่ได้ใช้ครบทั้งหมดนะครับ แต่ว่าก็มีการคาดการณ์ว่าก็จะมี batch ใหม่ออกมานะครับ เพื่อรองรับไว้ก่อนนะครับ ส่วนภาพขวามือนะครับ ก็จะเป็นทางด้านค่า ภาพบนนะครับ จะเป็นข้อมูลในอดีตนะครับ การเกิดพายุเฮอริเคนนะครับ จะเห็นว่าช่วงเดือนกันยายนนะครับ จนถึงตุลาคม จะเป็นช่วงที่การเกิดเฮอริเคนค่อนข้างจะเยอะนะครับ ในช่วงที่ผ่านมานะครับ จากการมีการจดบันทึกไว้นะครับ ซึ่งในปี 2023 นะครับ จะเห็นว่าเฮอริเคนนะครับ ก็จะเกิดนะครับ ประมาณ 7 ลูกที่เป็นเฮอริเคนทั่วๆ ไปนะครับ แล้วก็เป็น major ที่ 3 ลูกนะครับ กับที่ 2024 นะครับ คาดว่านะครับ การเกิดเฮอริเคนน่าจะมากกว่าปีที่แล้วนะครับ ก็ต้องมาจับตามองนะครับ ว่าผลจะกระทบจะรุนแรงขนาดไหน ก็ตามที่เขียนไว้นะครับ ว่าการผลิตอาจจะหายไป 30-40 ล้านบาร์เรลได้นะครับ กับที่โรงกลั่นน่าจะกระทบมากกว่า 1 ล้านบาร์เรลต่อวันนะครับ หันมาดูปัจจัยถัดไปนะครับ ก็เป็นทางด้านโรงกลั่นเกิดใหม่นะครับ ภาพซ้ายมือก็เป็นภาพที่คุ้นเคยนะครับ ในปี 2024 นะครับ ตัวโรงกลั่นเกิดใหม่นะครับ ตามกราฟที่เป็นแท่งสีๆ นะครับ ก็อัตราการเติบโตนะครับ ก็ยังน้อยกว่าพื้นที่สีฟ้านะครับ ที่เป็นการเติบโตของผู้ใช้น้ำมันนะครับ ก็จะเห็นว่าก็ถือว่าอัตราการกลั่นโดยเฉลี่ยทั้งโลกก็ประมาณ 83% นะครับ แต่ปี 2024-25 นะครับ ก็อัตราก็จะเปลี่ยนแปลงไม่มากนะ 83-84% นะครับ แต่ว่าพอจากนั้นไปพอระยะไกลๆ นะครับ ตอนนี้ที่ประกาศอย่างเป็นทางการโรงกลั่นเกิดใหม่ก็ยังไม่ได้ประกาศเข้ามานะครับ ก็เห็นภาพก็จะค่อยๆ กำลังการผลิต กำลังการกลั่นใหม่ก็จะค่อยทยอยน้อยลงนะครับ ส่วนภาพขวามือนะครับ ก็จะเป็นสรุปนะครับ โรงกลั่นเกิดใหม่ที่เข้ามาในช่วงตั้งแต่ปลายปีที่แล้วนะครับ จนถึงปีหน้านะครับ จะเห็นว่าโรงกลั่นใหญ่ๆ ก็สตาร์ทอัพมาค่อนข้างจะเกือบหมดแล้วนะครับ ไม่ว่าจะเป็นคูเวต ซาอุดีนะครับ หรือโอมานนะครับ ตอนนี้ที่กำลังอยู่ในช่วง ramp up ก็หนีไม่พ้นดาโกเต้นะครับ จากทางด้านไนจีเรียนะครับ ค่อนข้างใหญ่มากนะ 650 KBD นะครับ ก็คงใหญ่ที่สุดแล้วในช่วงนี้นะครับ ก็ตอนนี้สตาร์ทอัพ CDU ไปแล้วนะครับ ก็ต้องมาติดตามกันต่อไปนะครับ ว่า Fully Startup จะ Complete ก็ประมาณปีหน้านะครับ นั่นคือโรงกลั่นนะครับ ที่สร้างเสร็จแล้วนะครับ ส่วนทางด้านตลาดในประเทศนะครับ น้ำมันเบนซินนะครับ ภาพเบอร์หนึ่งด้านซ้ายบนนะครับ เบนซินเองก็ถือว่าเติบโตยังเติบโตได้ดีอยู่นะครับ ในช่วงปีนี้เมื่อเทียบกับปีที่แล้วนะครับ ก็เติบโตประมาณ 1.4% นะครับ แต่ถ้าเกิดคิดเฉพาะครึ่งปีหลังเมื่อเทียบกับไตรมาสที่สองก็เติบโตถึง 3% นะครับ ถือว่าการเดินทางเรา การจับ... การบริโภคน้ำมันเบนซินก็ถือว่ายังเติบโตดีอยู่นะครับ ส่วนขวามือนะครับ เป็นน้ำมันดีเซลนะครับ จะเห็นว่าในครึ่งปีหลังน้ำมันดีเซลที่เติบโตน้อยลงไปเมื่อเทียบกับไตรมาสที่สองนะครับ เพราะว่าช่วงไตรมาสสามปกติแล้วจะเป็นช่วงฤดูกาลที่ฤดูฝนนะครับ การขนส่ง การเดินทางด้วยน้ำมันดีเซลก็จะน้อยลงตามฤดูกาลนะครับ แต่ภาพรวมทั้งปีนะครับ ก็เติบโตถึงสองจุดเก้าเปอร์เซ็นต์นะครับ เมื่อเทียบกับปีที่แล้วนะครับ ก็ถือว่ายังเป็นปัจจัยที่ซัพพอร์ตอยู่นะครับ ส่วนตลาดอากาศยานนะครับ ภาพล่างซ้ายนะครับ จะเห็นว่าโดยเฉลี่ยแล้วก็เติบโตดีกว่าปีที่แล้วนะครับ ค่อนข้างสูงนะครับ ตามจำนวนนักท่องเที่ยว การเดินทางทางด้านอากาศยานที่มากขึ้นนะครับ ส่วนน้ำมันเตาก็เช่นเดียวกันนะครับ ก็เติบโตค่อนข้างจะยังถือว่าดีอยู่นะ ถึงแม้ใกล้เคียงกับปีที่แล้ว แต่ว่าก็ยังมีสัญญาณที่เติบโตที่เป็นบวกอยู่นะครับ โดยที่ว่าตอนนี้เราได้หักผลกระทบจากการเอาน้ำมันเตาผลิตกระแสไฟฟ้าแล้วนะครับ เพราะโดยสรุปแล้วคือภาพในประเทศก็ถือว่าการบริโภคน้ำมันก็ยังเติบโตอยู่นะครับ หันมาดูตลาดปลายน้ำนะครับ เริ่มจากตลาดพาราไซลีนนะครับ ภาพซ้ายมือเบอร์หนึ่งนะครับ จะเห็นว่าในครึ่งปีหลังนะครับ กราฟแท่งสีน้ำเงินหายไปนะครับ ก็คือโรงกลั่นเกิดใหม่ในครึ่งปีหลังยังไม่มีนะครับ ในปีนี้นะครับ มีเฉพาะตัวดีมานด์ที่เติบโต เพราะฉะนั้นตลาดพาราไซลีนก็ถือว่าเป็นสัญญาณที่บวกอยู่นะครับ จะเห็นว่าอัตราการใช้เครื่องจักรนะครับ เส้นกราฟสีน้ำเงินก็เอียงขึ้นแล้วนะครับ ก็เป็นสัญญาณที่ดีนะครับ สำหรับพาราไซลีน ส่วนสารเบนซีนนะครับ ตัวในครึ่งปีหลังนะครับ ทางด้านโรงกลั่นเกิดใหม่นะครับ ก็จะใกล้เคียงกับตัวทางด้านผู้ใช้นะครับ ที่เติบโตขึ้นนะครับ ก็จะต่ำกว่าเล็กน้อยนะครับ ก็ถือว่ายังเป็นสัญญาณที่ดีอยู่นะครับ ก็ค่อยๆ ดีขึ้นนะครับ เมื่อมองไปปีหน้าก็เบนซินนี่ก็ถือว่าก็ดีเช่นเดียวกับพาราไซลีนนะ ก็กล่าวโดยสรุปก็คือตลาด Aromatic พาราไซลีน เบนซินก็ถือว่าเป็นทางด้านเริ่มฟื้นขึ้นมานะครับ หันมาดูตลาดโอลิฟินนะครับ ตลาดที่ยังมีความท้าทายอยู่ค่อนข้างสูงนะครับ จะเห็นว่าถ้าเกิดภาพซ้ายมือนะครับ จะเป็น High Density Polyethylene นะครับ ในครึ่งปีหลังเองเนี่ย ผู้ใช้กับผู้ผลิตเติบโตใกล้เคียงกันมากนะครับ แต่ว่าเนื่องจากมีของเก่าค้างอยู่เยอะนะครับ สีน้ำเงินในช่วงที่ผ่านมานะ ปีก่อนๆ จะเห็นว่าแท่งกราฟสีน้ำเงินค่อนข้างสูงนะครับ ก็ยังกดดันตัวตลาด High Density Polyethylene อยู่นะครับ แต่ว่าก็ถือว่าดีขึ้นนะครับ เมื่อมองปีปลายปีนี้กับต้นปีหน้านะครับ กับที่ขวามือนะครับ เป็นตลาด Polypropylene อันนี้ก็ยังมีความท้าทายอยู่สูงนะครับ เพราะว่ากราฟสี แท่งกราฟสีน้ำเงินนะครับ ก็ถือว่าสูงกว่าสีเทาโดยตลอดนะครับ เมื่อมองไปถึงปีหน้าเช่นเดียวกันนะครับ ก็ยังเป็นปัจจัยเสี่ยงค่อนข้างสูงอยู่จากกำลังการผลิตที่ทยอยกันเข้ามานะครับ สำหรับตลาด Polypropylene นะครับ หันมาดูตลาดถัดมานะครับ จะเป็นน้ำมันหล่อลื่นพื้นฐานนะครับ กราฟด้านบนนะครับ กราฟสีๆ ที่เป็นแท่งนะครับ ก็คือเป็นกำลังการผลิตนะครับ ส่วนที่เป็นเส้นเอียงๆ นะครับ เป็นทางด้านผู้ใช้นะครับ จะเห็นว่ากำลังการผลิตเกิดใหม่ก็หนีไม่พ้นสีน้ำเงินนะครับ กรุ๊ปสองและตามด้วยกรุ๊ปที่สามนะ ค่อนข้างเยอะนะครับ กับที่การใช้น้ำมันหล่อลื่นกลุ่มที่หนึ่งก็ทยอยน้อยลงไปนะครับ ก็เพิ่มขึ้นที่กรุ๊ปสอง กรุ๊ปสามนะครับ ก็เป็นปัจจัยค่อนข้างจะกดดันอยู่นะครับ กับเดียวกันเองถ้าเกิดดูเบอร์สองนะครับ แผนการหยุดซ่อมบำรุงนะครับ จะเห็นว่าในครึ่งปีหลังนะครับ การหยุดซ่อมบำรุงนี้จะน้อยลงไปนะครับ หลังจากผ่านเดือนตุลาคมไปแล้วค่อนข้างน้อยละ เพราะฉะนั้นซัพพลายก็จะเยอะขึ้น ปัจจัยลบก็จะเพิ่มขึ้นมาด้วยนะครับ กับที่ตลาดบิทูเมนนะครับ ด้านล่างขวามือเบอร์สามนะครับ ตลาดบิทูเมนก็ค่อยๆ ฟื้นตัวขึ้นนะครับ เมื่อผ่านพ้นฤดูฝนมรสุมไปนะครับ ก็เป็นการฟื้นตัวตามฤดูกาลนะครับ ขอมาดูภาพสรุปนะครับ ภาพสรุปของภาพครึ่งปีหลังปีนี้นะครับ เมื่อเทียบกับไตรมาสที่สอง ไตรมาสสองที่ผ่านมานะครับ เห็นว่าตลาดน้ำมันดิบคาดว่านะครับ ก็น่าจะอ่อนตัวลงไปนะครับ เมื่อเทียบกับไตรมาสที่สองนะครับ แน่นอนที่สุดครับ ปัจจัยแรกก็มาจากทางด้านการเพิ่มอุปทานนะครับ ของผู้ผลิตนะครับ ไม่ว่าจาก non-OPEC หรือ OPEC Plus นะครับ แต่ความคาดหวังนะครับ ก็หวังว่าจะมีการกระตุ้นเศรษฐกิจนะครับ โดยการลดอัตราดอกเบี้ยนะครับ ของธนาคารชาติหลักๆ นะครับ รวมถึงการที่จะเป็นความต้องการตามฤดูกาลที่เข้ามานะครับ ในช่วงฤดูหนาวที่จะเข้ามาด้วยนะครับ เมื่อผ่านพ้นฤดูร้อนนะครับ ส่วนตลาดทางด้านโปรดักส์นะครับ หรือทางด้านโรงกลั่นนะครับ ก็คาดว่าค่าการกลั่นน่าจะค่อยๆ ฟื้นตัวขึ้นนะครับ เมื่อเทียบกับไตรมาสที่สองที่ผ่านมานะครับ เพราะว่าจะมีความต้องการตามฤดูกาลนะครับ ขณะเดียวกันเองเนี่ย ปัจจัยเสี่ยงก็ต้องมาจับตามองเรื่องการส่งออกของทางด้านจีนนะครับ แล้วก็ทางด้านโรงกลั่นเกิดใหม่นะครับ ว่าสามารถ ramp up capacity ได้เร็วมากน้อยขนาดไหนนะครับ ส่วนตลาดถัดมานะครับ ตลาดปิโตรเคมีนะครับ พาราไซลีน เบนซินก็ถือว่าเป็นปัจจัยที่ดีนะครับ ก็ค่อยๆ ฟื้นขึ้นมา ส่วนทางด้าน olefin เองก็ยังมีความท้าทายอยู่ค่อนข้างสูงนะครับ จากกำลังการผลิตที่เกิดขึ้นใหม่และก็ของเก่าที่ค้างอยู่ในระบบนะครับ ส่วนตลาดน้ำมันหล่อลื่นนะครับ ก็อ่อนตัวลงไปนะครับ จากปัจจัยของกำลังการผลิตเกิดใหม่เช่นเดียวกันนะครับ นั่นเป็นโดยสรุปของภาพตลาดนะครับ ขอบคุณมากครับ ครับมาที่เออมิชชั่นเรานะฮะในใน second half นะฮะของปีนี้นะครับนะ ซึ่งก็จะเป็นปีที่ยังมีเต็มไปด้วยความท้าทายนะครับนะ แล้วก็ไม่ว่าจะเป็นจากปัจจัยภายในแล้วก็ภายนอกนะ อย่างที่ท่านท่านนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ทราบแล้วนะครับว่าเออเราก็ต้องพยายามที่จะทำให้ดีที่สุดนะ เพื่อก้าวข้ามความท้าทายไปสู่เป้าหมายเรานะฮะในเออปีนี้แล้วก็ในปีสามศูนย์นะฮะ ซึ่งเราก็จะยังคงที่จะดำเนินการตามกลยุทธ์สามวีอยู่นะครับ เพื่อให้ปรับพอร์ตของเราในอนาคตนะให้มีเออความสมดุลนะ มีความยืดหยุ่นแล้วก็ robust มากขึ้นนะครับ ไม่พึ่งพาเฉพาะธุรกิจปิโตรเลียมอย่างเดียวนะครับ ซึ่งในเรื่องของเออ Focus Area นะฮะเพื่อให้ไปสู่เออความสำเร็จนะฮะ เราก็มีทั้งหมดสี่ด้านด้วยกันนะฮะที่จะมาแชร์นะครับ ด้านแรกคือเรื่องของ Operation Excellence นะครับ เราก็ยังถือว่าเป็นเรื่องที่สำคัญนะแล้วก็เป็นหัวใจของเออกลุ่มไทยออยล์นะครับ ในการที่จะเออทำให้แน่ใจว่ากระบวนการนะฮะ Supply Chain Value Chain ของเรานะฮะ ตั้งแต่การซื้อนะฮะน้ำมันดิบไปจนถึงเรื่องของการผลิตนะฮะ เรื่องของการขายนะฮะ และการเออการเขาเรียก Distribute นะครับ Product ให้กับลูกค้านี่เออ Optimum นะฮะ แล้วก็แล้วก็โดยเฉพาะในเรื่องของ Operation นะฮะต้องมีความปลอดภัยแล้วก็ Reliable นะครับนะ เรื่องของการเออ Optimize นะไม่ว่าจะเป็นการซื้อขายซื้อน้ำมันดิบขายผลิตภัณฑ์นะฮะ ก็ยังเออต้องทำให้สามารถตอบโจทย์นะครับเออความต้องการนะฮะของเออผู้บริโภคในโดยเฉพาะในตลาดในประเทศนะครับ แล้วก็ทำให้เกิดเออผลกำไรสูงสุดนะครับ ในเรื่องของ SBM2 นะฮะเราก็มียังมีเออความพยายามนะครับ แล้วก็มีเออที่ยังทำอย่างเต็มที่นะฮะในการที่จะนำ SBM2 นะฮะกลับมาใช้งานได้ให้เร็วที่สุดนะฮะ ซึ่งแต่อย่างไรก็ตามในเรื่องนี้ก็ต้องเรียนนะครับว่าเออมันขึ้นอยู่กับเออเขาเรียกเออการพิจารณานะครับอนุมัตินะฮะเออของหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องหลายหน่วยงานด้วยกันนะครับ ในส่วนของเราเองเราก็จะเออที่เราสามารถควบคุมได้นะเราก็จะทำนะครับให้ได้ตามแผนที่เราได้วางไว้นะครับนะ แล้วก็ส่วนของเออที่เกี่ยวข้องกับหน่วยงานราชการก็มีการติดต่อประสานอยู่แล้วนะฮะ แล้วก็สามารถที่จะพยายามปฏิบัติตามนะฮะ เราก็มีการเสนอมาตรการนะฮะแล้วก็ปฏิบัติตามมาตรการในการป้องกันเพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในอนาคตนะครับ สิ่งที่เราทำมาได้ดีแล้วก็ยังทำต่อไปนะครับ ก็คือเรื่องของการเออเพิ่มนะฮะเออเขาเรียก Productivity นะครับ ในเชิงของเออผลการดำเนินงานนะครับ ไม่ว่าจะเกี่ยวข้องกับเรื่องของค่าใช้จ่าย เรื่องของเออการเขาเรียก Hydrocarbon Value นะครับในทุกสายงานนะ เพื่อให้มีเออผลการดำเนินงานที่ดีขึ้นนะฮะ อันนี้ก็เป็นส่วนของ Operation Excellence นะ ส่วนที่สองนะครับ เรื่องของเออกับโครงการใน V1 นะครับ เรื่องของการ maximize ตัว Legacy Asset นะฮะ ในเรื่องของโครงการพลังงานสะอาดนะครับ ก็จะเรียนให้ทางทุกท่านทราบว่าเราก็ยังดำเนินการอย่างเต็มที่นะครับ โดยเฉพาะเรื่องของการเร่งการก่อสร้างในหน่วยที่นะครับยังมีความล่าช้าอยู่นะฮะ แล้วก็ในขณะเดียวกันหน่วยที่มีความพร้อมมากกว่านะครับ โดยเฉพาะหน่วยที่ต้องมาสนับสนุนหน่วยผลิตไม่ว่าจะเป็นทางด้าน Utilities ทั้งหลายนะครับ แต่เราก็ต้องเน้นในการที่เรื่องจะทำการทดสอบแล้วก็ระบบนะ เพื่อแก้ไขนะฮะมีข้อบกพร่องนะครับ แล้วก็มีการเตรียมความพร้อมนะครับสำหรับการทดลองเดินเครื่องนะฮะสำหรับโครงการนะ สำหรับการลงทุนในบริษัท Chandra Asri เองนะครับ วันนี้เราก็มีการเออเขาเรียกขับเคลื่อนนะฮะในฐานะที่เราเป็นเออผู้ถือหุ้นด้วยนะครับเออรายส่วนน้อยนะฮะ แล้วก็เราก็มีส่งเออพนักงานนะครับผู้บริหารไปช่วยในการที่จะขับเคลื่อนองค์กรนะครับ ให้สามารถที่จะเพิ่มเออผลตอบแทนนะจากการลงทุนนะครับ แม้ว่าในช่วงเวลาที่ผ่านมาก็ถือว่าอุตสาหกรรมปิโตรเคมีก็อยู่ในช่วงของเออ Down Turn นะครับนะ ทางบริษัท CAP เองก็เออมีเออกลยุทธ์ในการที่จะเออเพิ่มเออผลตอบแทนเช่นเดียวกัน แล้วก็การขยายนะครับเออเขาเรียกอะไรขยายตลาดนะ แล้วก็ขยายกำลังการผลิตนะไปสู่ ภูมิภาคด้วยในเอเชีย Southeast Asia นอกจากเออที่อินโดนีเซียเองนะครับ ซึ่งในเรื่องของ transaction นะฮะที่ในการ acquire ตัว asset นะของ Shell ที่สิงคโปร์ก็คาดว่าน่าจะเสร็จสิ้นนะฮะภายในไตรมาสหนึ่งปีหน้านะครับ ซึ่งทั้งนี้ทั้งนั้นก็ยังขึ้นอยู่กับการอนุมัติของรัฐบาลสิงคโปร์นะครับ ในเรื่องของตัวโฟกัสของ Selective Growth นะเราเองก็ยังเออมีเออเขาเรียกกลยุทธ์ที่แน่ชัดนะฮะที่เราจะมุ่งไปสู่ผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าสูงนะฮะเออ อย่างต่อเนื่องนะฮะ วันนี้นะครับเออด้วยเออสถานการณ์ปัจจุบันนะฮะเราก็จะเน้นเรื่องของการเออทำ Marketing นะครับ Distribution นะครับร่วมกับ Partner นะครับในผลิตภัณฑ์เออทางเออเขาเรียกผลิตภัณฑ์เคมีนะครับหรือสารที่มีมูลค่าสูงนะครับ เพื่อโดยใช้จุดแข็งของบริษัท Topnex นะฮะในการ Distribute แล้วก็ Sell ในประเทศที่เรามีเออเขาเรียกมี Presence อยู่นะครับนะฮะ อันนี้ก็เป็นสิ่งที่เราเร่งดำเนินการอยู่นะครับ แล้วก็ในขณะเดียวกันเราก็มีการผลิตนะฮะตัว High Value Products ใหม่ๆ นะปีนี้ก็คาดว่าน่าจะมีผลิตได้อย่างน้อยสามตัวด้วยกันนะครับ นอกเหนือจากการผลิตแล้วเราก็ยังมุ่งเน้นนะครับในการต่อยอดนะครับอย่างที่เรียนให้ทราบไปสู่ตลาดนะขยายตลาดในประเทศเป้าหมายนะครับ ก็ไม่ใช่เน้นเฉพาะ Commodity แต่ว่า High Value Product ด้วยตามทิศทางกลยุทธ์นะฮะ แล้วก็ที่ธุรกิจที่เราเออเรียกได้ว่าเออให้ความสำคัญนะครับแล้วก็จะกำลังพัฒนาอยู่เขาเรียกธุรกิจของ Disinfectant แล้วก็ Surfactant นะฮะ ซึ่งอันนี้ก็เออเป็นธุรกิจที่เออสามารถลิงก์กับเออเขาเรียกความเออความรู้นะฮะประสบการณ์เราในเชิงของ Surfactant Business นะที่เรามีกับ LAB ในขณะเดียวกันก็ไม่ซ้ำซ้อนนะครับกับธุรกิจในอนาคตของกลุ่มปตท. นะครับ ก็เป็นส่วนหนึ่งที่เราได้วางแผนร่วมกันนะ เอ่อในขณะเดียวกันนะครับ เราก็มีการเสริมสร้างนะครับ ความแข็งแกร่งนะฮะ ในการขยายตลาดในภูมิภาค เพื่อรองรับนะครับ ผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายมากขึ้น แล้วก็มีปริมาณมากขึ้นในอนาคตนะครับ เอ่อหลังจากโครงการพลังงานสะอาดแล้วเสร็จนะ ซึ่งเราก็จะเน้นในประเทศที่มีอัตราการเติบโตที่ดีนะครับ แล้วก็มีศักยภาพ ไม่ว่าจะเป็นเวียดนาม อินโด และอินเดียนะครับ ในส่วนของการการเงินนะครับ สิ่งที่สำคัญคือเราก็ยังมีความเป็นเลิศนะฮะ ในการที่จะบริหารจัดการเรื่องค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานนะครับ ยังมีต้นทุนที่ดีอยู่นะฮะ แล้วก็เพื่อให้สามารถแข่งขันได้นะในอนาคตนะ แล้วก็มีการสร้างความแข็งแกร่งทางการเงินนะฮะ มองหาเครื่องมือทางการเงินใหม่ๆ นะครับ เอ่อที่ไม่ได้เป็นการสร้างหนี้เพิ่มนะ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการนะฮะ เอ่อของธุรกิจนะฮะ ในอนาคตด้วย แล้วก็ในขณะเดียวกันก็มีสภาพคล่องที่เพียงพอในการดำเนินธุรกิจนะฮะ เอ่อในเรื่องของตัวเอ่อ ไม่ว่าจะเป็นอัตราแลกเปลี่ยนนะฮะ อัตราดอกเบี้ยนะครับ เรื่องของความเสี่ยงนะทางด้าน commodity เราก็ทำบริหารจัดการนะครับ เอ่อเรื่องความเสี่ยงนะฮะ hedging อย่างต่อเนื่องนะครับ และที่สำคัญก็คือเราก็ยังคงเอ่อพยายามนะฮะ มีเป้าที่จะรักษาลำดับความน่าเชื่อถือนะฮะ credit rating ให้อยู่ในเอ่อ investment grade นะครับ ควบคู่ไปกับการขับเคลื่อนการเติบโตของบริษัทนะครับ อันนี้ก็เป็นสรุปนะครับ ของการนำเสนอนะฮะ ผลการดำเนินงานของไตรมาสสองที่ผ่านมาครับ ขอบคุณครับ