Thai Oil PCL (BKK:TOP)
48.00
-1.00 (-2.04%)
Apr 30, 2026, 4:36 PM ICT
← View all transcripts
Earnings Call: Q1 2024
May 17, 2024
สวัสดีท่านผู้มีเกียรติทุกท่านค่ะ ดิฉันธันพิชชา ชัยยะลา ในนามของกลุ่มไทยออยล์ ยินดีต้อนรับทุกท่านเข้าร่วมรับฟังการแถลงผลการดำเนินงานของบริษัทรอบไตรมาสที่หนึ่ง ประจำปี 2567 ในวันนี้ค่ะ สำหรับในไตรมาสนี้นะคะ ทางบริษัทได้กลับมาจัด Analyst Meeting ในรูปแบบออนไลน์ โดยสามารถรับชมรับฟังได้ผ่านสามช่องทางค่ะ IR Application, Microsoft Teams และ Facebook Live เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกให้แก่ทุกท่านในการเข้าร่วมรับฟังค่ะ ในลำดับถัดไป ดิฉันขอเรียนแนะนำผู้บริหารที่เข้าร่วมแถลงผลการดำเนินงานและบรรยายแนวโน้มอุตสาหกรรมในวันนี้ค่ะ ท่านแรก คุณบัณฑิต ธรรมประจำจิต ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ค่ะ ท่านที่สอง คุณชนมาส ศาสนันท์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ด้านการเงินและบัญชีค่ะ และท่านสุดท้าย คุณฉัตรฐาพงษ์ วังธนากร รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ด้านการพาณิชย์องค์กรค่ะ นอกจากนี้นะคะ เรายังมีผู้บริหารระดับสูงที่ให้เกียรติเข้าร่วมการบรรยายในครั้งนี้ค่ะ คุณสุรชัย แสงสำราญ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโสด้านไฮโดรคาร์บอน, คุณรัฐกร กัมปนาทแสนยากร รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ด้านกลยุทธ์องค์กรค่ะ และคุณสันติวาส นศิริ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ด้านธุรกิจปิโตรเคมีค่ะ นอกจากนี้นะคะ เรายังมีผู้บริหารฝ่ายและผู้บริหารของบริษัทในกลุ่มเข้าร่วมการบรรยายในวันนี้ เพื่อซัพพอร์ตการตอบคำถามในช่วงท้ายค่ะ สำหรับการแถลงผลการดำเนินงานในวันนี้นะคะ เราจะใช้เวลาทั้งสิ้นประมาณหนึ่งชั่วโมงครึ่งค่ะ โดยในช่วงแรกจะเป็นการบรรยาย และในช่วงท้ายจะเป็น Q&A นะคะ หากท่านใดมีคำถามนะคะ สามารถยกมือและเปิดไมค์เพื่อตอบคำถามในช่วงเพื่อถามคำถามในช่วง Q&A ได้เลยนะคะ หรือหากมีคำถามระหว่างการบรรยาย สามารถส่งคำถามเข้ามาทาง Chatbox ผ่านสามช่องทางได้เลยค่ะ ในลำดับถัดไปนะคะ ดิฉันขอเรียนเชิญคุณบัณฑิตกล่าวต้อนรับแขกผู้มีเกียรติทุกท่าน และเริ่มแถลงผลการดำเนินงานในวันนี้ค่ะ
สวัสดีครับท่านนักวิเคราะห์นะครับทุกสถาบันเลยนะครับ แล้วก็ทางท่านผู้มีเกียรติทุกท่านนะครับ วันนี้ก็มีความยินดีนะครับที่ได้มาแถลงผลการดำเนินงานนะครับของไตรมาสหนึ่งปี 2024 นี้นะครับ หลังจากที่เราได้มีการประกาศผลประกอบการไปเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมานะครับ โดยรวมผลการดำเนินก็ถือว่าดีนะฮะ ดีกว่าที่เราที่หลายท่านได้คาดไว้นะครับ เดี๋ยวเรามาดูในรายละเอียดนะครับว่าในไตรมาสที่ผ่านมาผลการประกอบการเป็นอย่างไรบ้างนะครับ ถ้าเดี๋ยวเราไปดูที่สไลด์นะครับนะฮะ ก็จะเห็นว่านะครับในไตรมาสที่หนึ่งนะฮะปีนี้นะครับ ภาพรวมธุรกิจนะครับก็ปรับตัวดีขึ้นนะครับจากไตรมาสที่แล้วนะฮะ โดยเฉพาะในธุรกิจโรงกลั่นน้ำมันนะครับ ซึ่งก็สิ่งที่ดีขึ้นก็มาจากส่วนต่างราคาน้ำมันเบนซินกับน้ำมันดิบนะครับที่ได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นนะ หลังจากเราได้รับแรงหนุนนะครับจากเหตุการณ์นะฮะ Cold Snap นะครับที่มีสภาพภูมิอากาศหนาวเย็นในสหรัฐในช่วงต้นปีที่ผ่านมานะครับ ซึ่งก็ทำให้ตัว Supply นะฮะของน้ำมันเบนซินเนี่ยตึงตัวนะครับ แล้วก็ประกอบกับครูดพรีเมียมนะครับได้ปรับตัวลดลงนะครับ ซึ่งอันนี้ก็จะทำให้ GRM นะฮะดีขึ้นนะครับในไตรมาสที่ผ่านมานะครับ เดี๋ยวผมจะมาแชร์ในรายละเอียดนะครับว่าเป็นอย่างไรบ้างนะครับ โดยดูที่เราภาพตลาดก่อนนะครับ ก็จะเห็นนะครับในภาพตลาดนี่นะฮะ Global Oil Demand นะครับในปีนี้ก็คาดว่านะครับความต้องการใช้น้ำมันของโลกก็ยังคงเติบโตต่อเนื่องนะครับ โดยอาจจะเพิ่มขึ้นประมาณ 1.7% Year on Year นะครับ ซึ่งความต้องการที่เพิ่มขึ้นโดยหลักๆ ก็จะมาจากน้ำมันเจ็ทนะครับที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นประมาณ 8% นะครับ แม้ว่าโดยรวมเนี่ยตลาดก็ยังคงได้รับแรงกดดันนะครับจากความกังวลนะฮะของสภาวะเศรษฐกิจที่อาจจะชะลอตัวลงนะฮะ แล้วก็ไม่เป็นไปตามที่ตลาดคาดการณ์ไว้นะครับ โดยเฉพาะในประเทศจีนนะฮะที่เห็นนะครับ ในเรื่องของตัว Supply นะครับ ถ้ามาดูทางด้านครูดก่อนนะฮะ จะเห็นว่า Supply ก็ค่อนข้างไทป์นะครับในช่วงที่ผ่านมานะครับ จากการที่โอเปกยังคงนะครับ Continue ที่จะรักษานะครับการลดการผลิต ลดกำลังการผลิตลงนะครับประมาณ 2 ล้านบาร์เรลต่อวันนะครับ ก็ขยายระยะเวลาออกไปจนถึงไตรมาสสามนะครับ ซึ่งอันนี้ก็จะช่วยในการสร้างความสมดุลให้กับตลาดน้ำมันดิบมากขึ้นนะครับนะฮะ อันนี้ก็เป็นเรื่องของตัว Supply นะครับทางด้านครูดนะฮะ ทางด้าน Product Supply ก็ไทป์นะครับ เนื่องจากว่าปริมาณการผลิตของโรงกลั่นทั่วโลกนะครับก็ได้มีการปรับตัวลดลงนะฮะ ต่ำกว่าปีที่แล้วนะครับนะฮะ ส่วนหนึ่งนะฮะในช่วงต้นปีนะฮะไตรมาสหนึ่งก็เนื่องจากว่าโรงกลั่นหลายโรงนะฮะได้มีการหยุดนะฮะในการ...
อ่าซ่อมบำรุงฉุกเฉินนะครับ แล้วก็ unplan เนื่องจากผลกระทบของอากาศที่หนาวเย็นนะฮะ ในสหรัฐประกอบกับเรื่องของความขัดแย้งนะฮะ ระหว่างรัสเซียกับยูเครน อย่างที่ทางท่านนักวิเคราะห์คงได้รับทราบนะครับ ก็มีการโจมตีอ่าโรงกลั่นนะฮะ ของในประเทศรัสเซียนะครับ เพราะฉะนั้นการผลิตนะฮะ ตัวผลิตภัณฑ์น้ำมันสำเร็จรูปก็มีการปรับตัวลดลงนะครับ ในขณะที่ความต้องการใช้นะฮะ ก็ยังเพิ่มขึ้นอยู่นะฮะ จากปีที่แล้วนะครับ ทำให้ภาพรวมนะฮะ ตรงซัพพลายของอ่าอุปทานน้ำมันสำเร็จรูปก็ยังตึงตัวนะฮะ ในไตรมาสที่ผ่านมานะครับ นะคราวนี้เรามาดูนะครับ ในเรื่องของเอ่อผลกระทบนะฮะ ที่อาจเป็นไปได้นะครับ ของ Geopolitics หรือภูมิรัฐศาสตร์นะครับ ซึ่งจะเห็นนะฮะ ว่าสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางเนี่ย โดยเฉพาะอิสราเอลกับฮามาสนะ ก็ยังคงมีอยู่ต่อเนื่องนะครับ แล้วก็ยังไม่มีวี่แววนะฮะ ว่าจะมีการอ่ายุติลงนะครับ ในระยะเวลาอันสั้นนี้นะครับ ก็อาจจะมีความรุนแรงนะครับ เพิ่มขึ้นได้นะฮะ ซึ่งอันนี้ก็จะเอ่ออาจจะมีการขยายการเข้าเรียกวงนะฮะ ให้เป็นวงกว้างมากขึ้น แต่ก็จะอยู่ในพื้นที่นะครับ ในพื้นที่นั้นนะครับ ซึ่งสงครามระหว่างรัสเซียกับยูเครนเองก็ยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่องนะครับนะฮะ โดยล่าสุดเนี่ย กำลังการผลิตกว่านะฮะ ยี่สิบเปอร์เซ็นต์นะฮะ ของโรงกลั่นในรัสเซียก็ได้รับผลกระทบนะ จากการโจมตีทางอากาศนะครับ ซึ่งปัจจัยดังกล่าวนะครับ ก็มีส่งผลนะ ต่อภาพรวมนะฮะ ทั้งในทั้งตลาดน้ำมันดิบ แล้วก็เรื่องของ GRM หรือค่าการกลั่นนะฮะ เรามาดูด้านขวามือนะครับ ก็จะเห็นว่าถ้าเป็นน้ำมันดิบนะฮะ โดยเฉลี่ยนะฮะ เมื่อไตรมาสที่ผ่านมานะครับ อ่าโดยเฉลี่ยก็ปรับลดลงนะฮะ ประมาณสองจุดสามเหรียญต่อบาร์เรล มาอยู่ที่แปดสิบเอ็ดจุดสองเหรียญนะฮะ เนื่องจากตลาดน้ำมันดิบก็ยังได้รับแรงกดดันอยู่นะฮะ จากความกังวลนะฮะ ด้านเศรษฐกิจนะฮะ ในขณะที่ธนาคารกลางสหรัฐและยุโรปก็ยังคงอัตราดอกเบี้ยในระดับสูงนะครับ อ่าเพื่อที่จะอ่าเข้าเรียกแก้ปัญหาเรื่องเงินเฟ้อนะครับ ส่วนเศรษฐกิจจีนก็ยังได้รับแรงกดดันนะฮะ จากวิกฤตในภาคอสังหาริมทรัพย์นะครับ อ่าแม้ว่าโอเปกนี่ยังคงขยายระยะเวลาในการปรับลดการกำลังการผลิตน้ำมันดิบนะ อย่างต่อเนื่องนะฮะ ในขณะที่ครูดพรีเมียมนะครับ ก็ได้อ่าปรับลงเหมือนกันนะฮะ ไตรมาสที่ผ่านมานะครับ มาอยู่ที่หนึ่งจุดหนึ่งเหรียญต่อบาร์เรล โดยเฉลี่ยนะฮะ ซึ่งอ่าเทียบกับไตรมาสก่อนหน้าก็ลดลงนะครับ อ่าสองจุดสองเหรียญต่อบาร์เรลนะครับ โดยหลักๆ นะครับ อุปทานของน้ำมันดิบในตะวันออกกลางนี่ก็มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นนะฮะ แล้วก็โรงกลั่นในภูมิภาคนะฮะ อ่าได้มีการปิดซ่อมบำรุงนะครับ ก็มีส่วนเกินส่งออกมามามากขึ้นนะครับ แล้วก็ประเทศจีน ประเทศอินเดียเองก็ยังคงใช้อ่าน้ำมันดิบจากรัสเซียนะครับ เพราะฉะนั้นความต้องการน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางก็จะมีน้อยลงนะครับ ในไตรมาสสองจนถึงปัจจุบันนี้ ราคาน้ำมันดิบนะ แล้วก็ขูดพรีเมียมจะมีแนวโน้มนะครับ อ่าที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นนะครับ หลังจากสถานการณ์นะฮะ ความตึงเครียดในตะวันออกกลางนี่ก็จะมีแนวโน้มนะครับ อ่ายังคงมีแนวโน้มที่จะรุนแรงอยู่นะฮะ แล้วก็สงครามระหว่างรัสเซียและยูเครนก็ยังมีเป็นมีปัจจัยนะครับ แต่แล้วก็ยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่องนะฮะ เพราะฉะนั้นเราก็คงต้องตัดจับตานะครับ ในอนาคตว่านโยบายเนี่ย อัตราดอกเบี้ยนะฮะ ของธนาคารกลางสหรัฐนะครับ ที่ตอนนี้ยังคงอัตราดอกเบี้ยอยู่นะครับ ประมาณห้าจุดสองห้าถึงห้าจุดห้าเปอร์เซ็นต์เนี่ย จะมีแนวโน้มที่จะเอ่อคงอัตราดอกเบี้ยต่อไปนะครับ ในระดับสูงจนถึงปลายปี 67 หรือไม่นะฮะ ซึ่งอันนี้ก็จะมีผลนะครับ ต่อเอ่อราคานะฮะ อ่าน้ำมันนะครับด้วยนะ คราวนี้เรามาดูนะครับ ใน GRM ของสิงคโปร์นะฮะ จะเห็นว่า GRM ก็มีการปรับตัวอ่าเพิ่มขึ้นนะครับ ในไตรมาสหนึ่งนะ เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนก่อนหน้านะครับ แล้วก็หลักๆ ก็มาจากตัวสเปรดนะ ของตัวแก๊สโซฮอล์นะ กับอ่าตัวครูดนะฮะ อ่าซึ่งเราใช้ Benchmark ก็คือดูไบนะครับ ได้มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นนะฮะ อ่ามาจากนะครับ แรงหนุนก็มาจากตัว Cold Snap ในประเทศสหรัฐอเมริกา อย่างที่ได้เรียนให้ทราบแล้วนะครับ ซึ่งปกติในเอ่อช่วงหน้าหนาวนะครับ ตัวสเปรดของแก๊สโซฮอล์เนี่ย ก็คงไม่ได้สูงนะมากนะครับ แต่อันนี้ก็เป็นกรณีที่ไม่ปกตินะครับ แล้วก็ทำให้อุปทานน้ำมันเบนซินก็มีการตึงตัวลงนะครับ โดยสิงคโปร์ GRM นะ ในไตรมาสหนึ่งก็อยู่ที่ระดับเจ็ดจุดสามเหรียญนะฮะ ต่อบาร์เรลนะฮะ โดยเฉลี่ย ซึ่งก็ลดลงนะครับ อ่าจากไตรมาสก่อนก่อนหน้านะฮะ นะครับ เอ่อสำหรับค่าการกลั่นนะฮะ ในไตรมาสสองนี้นะครับ เอ่อมีแนวโน้มนะครับ อ่อนตัวลงนะฮะ เอ่อจากไตรมาสก่อนหน้านะครับ ไตรมาสสองนะครับ ก็คือไตรมาสหนึ่งนะครับ ก็คิดว่าเราคงได้รับแรงกดดันนะ จากโรงกลั่นใหม่หลายแห่งนะ ที่มีการเปิดดำเนินการนะครับ ไม่ว่าที่จะเป็นที่อัลซอร์หรือที่ดันโคเต้นะครับ ซึ่งก็ทยอยที่จะเพิ่มกำลังการผลิตนะฮะ ซึ่งก็ทำให้ตัวอุปทานน้ำมันสำเร็จรูปเนี่ย อ่าปรับเพิ่มขึ้นนะฮะ เพราะฉะนั้นเนี่ย เอ่อก็มีแนวโน้มที่จะอ่อนตัวลงนะครับ GRM ในไตรมาสนี้นะครับ อย่างที่เห็นจากสิงคโปร์ Refinery Margin แล้วนะครับ ไตรมาสสองเนี่ย To Date ก็เหลือประมาณสี่จุดห้าเหรียญนะฮะ ต่อบาร์เรลนะครับนะฮะ ราคาก็อาจจะได้รับแรงหนุนนะครับ จากโรงกลั่นน้ำมันรัสเซียนะฮะ โรงกลั่นในรัสเซียที่ยังอยู่ระหว่างปิดซ่อมบำรุงนะครับ จากการถูกโจมตีนะฮะ ด้วยอ่าโดยตัวยูเครนนะครับ อันนั้นก็เป็นปัจจัยหนุนนะครับ คราวนี้ถ้าเรามาดูหน้าถัดไปครับ อันนี้ก็จะเป็นสรุปนะฮะ เอ่อเข้าเรียกภาพรวมของ GRM นะฮะ ซึ่งจะเห็นว่า GRM นะครับ ปรับตัวอ่าดีขึ้นนะฮะ โดยหลักก็มาจากเรื่องของเอ่อผลประกอบการของธุรกิจโรงกลั่นหรือ GRM นะฮะ แล้วก็ธุรกิจ Aromatic นะครับ ซึ่งปรับตัวดีขึ้นนะฮะ ถ้าเรามาดู Q on Q นะ จะเห็นได้ว่าราคาน้ำมันดิบในไตรมาสหนึ่งนะครับ ปรับเอ่อ...
ลดลงนะฮะ น้ำมันดิบปรับลดลงในไตรมาสหนึ่งนะครับ เอ่อ เนื่องจากนะครับ ตลาดน้ำมันดิบเนี่ยก็ได้รับแรงกดดันอย่างที่ได้เรียนไว้นะครับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความกังวลด้านเศรษฐกิจนะฮะ เรื่องของอัตราดอกเบี้ยนะครับ แล้วก็เศรษฐกิจจีนนะฮะ ก็ยังได้รับนะ แรงกดดันอยู่นะฮะ จากจากวิกฤตในภาคอสังหาริมทรัพย์นะครับ ในขณะที่โอเปกเองก็ยังเอ่อ ยังคงยืดระยะเวลาในการลดกำลังการผลิตลงนะครับ เอ่อ ไตรมาสนี้นะครับ เอ่อ ไทยออยล์นะฮะ ได้รับรู้นะครับ กำไรจากสต็อกนะ จะประมาณ 1.1 เหรียญต่อบาร์เรล หรือ 82 ล้านบาทนะครับนะฮะ ครั้งนี้มาดูที่ Q on Q นะฮะ จะเห็นว่าตัว GRM นะฮะ Market GRM ในไตรมาสหนึ่งนะครับ เอ่อ ปรับตัวเพิ่มขึ้นนะฮะ มาอยู่ที่ 9 เหรียญต่อบาร์เรลนะครับ จากไตรมาสที่แล้วนะ 7.2 เหรียญต่อบาร์เรลนะครับ ก็หลักๆ มาจาก Gasoline Spread ที่เพิ่มขึ้นนะครับนะ Crude Premium ก็ปรับลดลงด้วยนะครับ เพราะฉะนั้นเนี่ยก็จะเป็นทำให้ไตรมาสหนึ่ง The Market GRM เนี่ยสูงขึ้นนะฮะ ครั้งนี้ในแง่ของธุรกิจนะฮะ Aromatics นะครับ เอ่อ Q on Q นะฮะ จะเห็นว่าไตรมาสหนึ่งนะฮะ ปีนี้นะครับ Aromatics แล้วก็ LAB Contribution เนี่ย ปรับตัวเพิ่มขึ้นนะฮะ 1.1 เหรียญต่อบาร์เรลนะครับ โดยรวมนะฮะ เอ่อ จากไตรมาสสี่นะฮะ สาเหตุหลักก็มาจากตัว Benzene Spread นะฮะ เอ่อ ปรับตัวดีขึ้นนะครับ แล้วเพราะว่า อุปอุปทานตัวสารเบนซีนนะฮะ ของโลกเนี่ยมีการตึงตัวนะครับ จากการที่ผู้ผลิตนะฮะ สารเบนซีนในสหรัฐฯ เนี่ยก็ได้รับผลกระทบนะครับ จากเอ่อ ประเด็นนะ ปัญหา Cold Snap ที่เกิดขึ้นนะครับ ก็ต้องมีการหยุดการผลิตชั่วคราว ดังนั้นเนี่ย เอ่อ ก็จะมีการนำเข้าสารเบนซีนเนี่ย จากภูมิภาคเอเชียมากขึ้นนะครับ เพราะฉะนั้น อุปทานก็ก็จะตึง เอ่อ ตึงตัวนะครับ ในขณะที่ธุรกิจ Olefin เองนะครับ ก็มีการจำกัดนะฮะ การเดินเครื่องนะฮะ ในในในระดับที่ต่ำนะฮะ เพราะว่าเนื่องเหตุผลจากทางด้าน Economics นะครับ เพราะฉะนั้น เอ่อ ประกอบกับสารเบนซีนนะครับ ในคงคลังในประเทศจีนก็อยู่ในระดับต่ำด้วยนะครับนะฮะ จึงมีผลทำให้ตัวอ่า Supply ของสารเบนซีนเนี่ย ตึงตัวนะฮะ อย่างต่อเนื่องนะครับ ก็ช่วยในการให้ทำให้ตัวเอ่อ P2F นะครับ ของตัวธุรกิจ Aromatics เนี่ย อ่า ดีขึ้นนะครับ ธุรกิจของน้ำมันหล่อลื่นพื้นฐานนะครับ Q on Q นะ ไตรมาสหนึ่งนะฮะ ก็เอ่อ Contribution ก็อยู่ที่ประมาณ 0.4 เหรียญต่อบาร์เรลนะครับ ซึ่งก็จะต่ำลงนะครับ ประมาณ 1.1 เหรียญต่อบาร์เรลนะฮะ เมื่อเทียบกับไตรมาสเอ่อ ที่สี่ปีที่แล้วนะครับ โดยหลักก็มาจากตรงส่วนต่างราคานะฮะ ยางมะตอยนะ กับน้ำมันเตานะครับ ที่ได้ปรับตัวลดลงนะครับ เพราะว่าความต้องการใช้หรือ Demand เนี่ย ในภูมิภาคนี้ก็อ่อนตัวลง โดยเฉพาะในประเทศจีนนะ ในขณะที่ในประเทศไทยเองนะครับ เนื่องจากเอ่อง บยังไม่ได้ออกมานะฮะ ไตรมาสที่หนึ่งที่ผ่านมา เพราะฉะนั้นเนี่ย กิจกรรมซ่อมแซม แล้วก็ปรับปรุงโครงสร้างก็ยังคงชะลอตัวด้วยนะครับ ทั้งในประเทศไทยและในภูมิภาคนี้นะครับ ถ้ามาดูภาพรวมนะครับ ของทุกสามธุรกิจด้วยกันนะครับ คือทางโรงกลั่นนะครับ Aromatics, LAB และ Lube ก็จะพบว่าตัว Market นะฮะ GRM นะครับนะฮะ ก็ของไตรมาสนี้นะครับ ก็มีการปรับตัวดีขึ้นนะครับ มาอยู่ที่ 10.4 เหรียญต่อบาร์เรลนะครับ จาก 8.6 เหรียญต่อบาร์เรลในไตรมาสสี่นะฮะ ปีที่แล้วนะครับนะฮะ ส่วน Accounting GRM นะครับ ก็ปรับตัวเพิ่มขึ้นเช่นกันนะครับนะฮะ หลักๆ มาจากตัว Market GRM นะครับ เพิ่มขึ้นนะฮะ 10.5 นะครับ มาอยู่ที่ 10.5 เหรียญต่อบาร์เรลนะครับ ซึ่งอ่า เทียบกับไตรมาสที่แล้วนะ ซึ่งเอ่อ ต่ำนะครับ อยู่ที่ 3.6 เหรียญต่อบาร์เรลนะครับ ในไตรมาสสี่ปีที่แล้วนะฮะ มาดูที่หน้าถัดไปครับนะครับ ในเชิงของเอ่อ ทางด้าน Business Excellence นะ เราก็ยังคงมุ่งนะครับ มุ่งมั่น มุ่งเน้นนะครับ ความเป็นเลิศทางธุรกิจนะฮะ อย่างต่อเนื่องนะครับ ไม่ว่าจะเป็นด้านเอ่อ Operation เองนะครับ ที่เรามีนะฮะ ตัวเอ่อ เอ่อ ตัวเขาเรียกผลิตนะฮะ เรื่องของ Utilization นะ ในการใช้กำลังการกลั่นนะ ไตรมาสที่หนึ่งนะ อยู่ที่ระดับ 105% นะครับ เนื่องจากว่าเรามีการหยุดเดินเครื่องนอกแผนนะครับ ของหน่วยกลั่นน้ำมันดิบที่สาม อย่างที่ทุกท่านได้ทราบนะครับ เอ่อ เป็นเวลา 13 วันนะ ในขณะที่อัตราการผลิตของ Aromatics นะ LAB นะครับ แล้วก็ Base Oil นะครับ ก็ก็ปรับตัวลดลงนะครับ อยู่ที่ 76%, 120%, 70% ตามลำดับนะครับ ทั้งนี้ก็จะเป็นผลมาจากการที่หน่วยกลั่นน้ำมันดิบที่สามนะครับ ได้มีการอ่า ลด Intake นะครับ หรือมีการหยุดซ่อมบำรุงนอกแผนนะครับ ครั้งนี้มาดูที่เรื่องของการผลิตบ้างนะครับนะฮะ เราก็ยังคงเน้นนะครับ ที่จะผลิตน้ำมันสำเร็จรูปนะครับ เพื่อตอบสนองความต้องการใช้น้ำมันในตลาดนะครับ ไม่ว่าจะเป็นอ่า ตลาดในประเทศไทยที่เป็นหลักเองนะครับ โดยเราพยายามที่จะอ่า Optimize นะฮะ ในการสร้างกำไรจากส่วนต่างราคานะ ของผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าสูงกว่านะครับ โดยเฉพาะ Middle Distillate เองนะฮะ เราก็มีการผลิตประมาณ 55% เหมือนไตรมาสที่ผ่านมานะครับ ใกล้ใกล้เคียงกับไตรมาสที่ผ่านมานะครับ โดยในไตรมาสที่หนึ่งเนี่ย เรามีการผลิตน้ำมันดีเซลเพิ่มขึ้นนะฮะ จากไตรมาสสี่นะครับนะฮะ ที่เอ่อ อันนี้ตัวเลขจากไตรมาสสี่ อันนี้เราน่าจะผลิตเพิ่ม ผลิต Jet เพิ่มขึ้นนะฮะ โทษที เรามีการผลิต Jet เพิ่มขึ้นนะ เป็น 18% นะครับ ในขณะที่ Gasoline นี่ยังผลิตเท่าเดิมนะครับ ส่วนทางด้าน Commercial นะครับ ในด้านของน้ำมันดิบนะฮะ เราก็ยังคงใช้น้ำมันดิบนะครับ จากเอ่อ Middle East เป็นหลักนะฮะ เนื่องจากยังมีเอ่อ เอ่อ ความน่าสนใจในเรื่องของส่วนต่างราคานะครับ ระหว่าง Sour และ Sweet Crude นะครับ งั้นเราก็ยังใช้ในสัดส่วนที่สูงนะ 94% นะครับ โดยเราใช้น้ำมันดิบ Local นะฮะ 5% และที่เหลือก็จะมาจากที่ Far East นะครับ
ในแง่ของการขายผลิตภัณฑ์ครับ เรายังเน้นครับ การรักษาสัดส่วนการขายผลิตภัณฑ์ในประเทศเป็นหลัก ยังคงอยู่ในระดับที่สูงครับ Market Share สัดส่วนการขาย 87% ครับ ในขณะที่เรามีการส่งออกไปประเทศเพื่อนบ้านเราครับ อินโดไชน่า ประมาณ 10% แล้วก็ที่เหลือครับ ก็ส่งออกไปในภูมิภาค เช่น สิงคโปร์ครับ ประมาณ 3% ด้วยกันครับ ทางด้านการเงินครับ ก็ค่าใช้จ่ายยังคงมีวินัยครับ ในการเรื่องของบริหารจัดการต้นทุนอย่างต่อเนื่องครับ ไตรมาสหนึ่งเองก็ยังมี Cash Cost ทั้งกลุ่ม อยู่ที่ $2.4 ต่อบาร์เรลครับ ซึ่งก็แยกเป็นทางด้าน Operating Cost $1.7 ต่อบาร์เรล แล้วก็ตัวค่าใช้จ่ายดอกเบี้ย $0.7 ต่อบาร์เรลครับ ก็ยังอยู่ในระดับที่ดีครับ ส่วนหนึ่งครับ ที่อาจจะทำให้ค่า Cash Cost สูงขึ้นในไตรมาสที่หนึ่งปีนี้ครับ เพราะว่าเนื่องจากว่า Utilization มีน้อยลงครับ เพราะฉะนั้นเมื่อตัวหารน้อยลง Intake น้อยลง ก็จะทำให้ตัว Cost ต่อบาร์เรลมันก็จะสูงขึ้นครับ ในแง่ของตัวเรามีกิจกรรมพิเศษครับ ในไตรมาสหนึ่งครับ ในเดือนมีนาคมที่ผ่านมาแล้วก็เดือนเมษายนด้วยครับ เนื่องจากว่าในช่วงที่ผ่านมาครับ ดอกเบี้ยก็มีการปรับตัวสูงขึ้นครับ ดังนั้นมูลค่าครับ ของตัว Bond ที่อยู่ในตลาดที่เราได้ Issue ไป ก็มีมูลค่าลดลงครับ เพราะฉะนั้นก็เป็นโอกาสครับ ในการที่จะบริษัทของไทยออยล์ศูนย์บริหารการเงิน ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่ไทยออยล์ถือหุ้น 100% ครับ ก็ได้มีการซื้อคืนครับ หุ้นกู้จากในตลาด แล้วก็ยกเลิกหุ้นกู้บางส่วนไป หลังจากที่เราซื้อคืนครับ จำนวนเงินทั้งสิ้นก็ $120 ล้านครับ ในเดือนมีนาคมประมาณ $35 ล้าน แล้วก็ในเดือนเมษายนประมาณ $85 ล้านครับ ซึ่งก็จะทำให้ ณ สิ้นเดือนเมษายนครับ บริษัทไทยออยล์ศูนย์บริหารการเงินครับ ก็จะมีมูลค่าหุ้นกู้ครับ สกุลเหรียญสหรัฐครับ ในล็อตนี้ครับ ที่จะครบกำหนดในปี 2593 ครับ ก็สามสิบปี อายุสามสิบปีครับ ก็จะเหลือ $480 ล้าน จากเดิมที่เรา Issue ไป $600 ล้านครับ ที่อัตราดอกเบี้ยคงที่ 3.75% ครับ ส่งผลให้เราก็จะมีกำไรครับ การบันทึกกำไรจากการซื้อหุ้นกู้คืน หรือเรียกว่า Bond Repurchase ครับ ในไตรมาสหนึ่ง ประมาณ ฿232 ล้านครับ และไตรมาสสองนี้คาดว่าก็จะมีการบันทึกกำไรจากการซื้อหุ้นกู้เพิ่มเติมอีกจำนวนเยอะครับ ในแง่ของตัว Credit Rating Agency เราก็ได้รับ ในภาพรวม จาก S&P ได้มีการรีวิวกันในช่วงปลายเดือนเมษายนที่ผ่านมาครับ ก็มีการประกาศคงอันดับความน่าเชื่อถือครับ ของบริษัทไทยออยล์ ที่ BBB ซึ่งก็ Outlook ก็ยังเป็น Stable Outlook อยู่ครับ ในขณะที่มีการปรับเพิ่มขึ้น ดีขึ้นครับ ตัว Standalone Credit Rating จากระดับที่ BB+ ครับ มาเป็น BB- ซึ่งก็จะทำให้สถานะดูสถานการณ์ของบริษัทก็ดีขึ้นครับ ในช่วงสองปีที่ผ่านมาเราก็ได้มีการบริหารหนี้ได้ดี จากการทำตัว Recapitalization ครับ แล้วก็มีสภาพคล่องที่ดีอยู่ครับ เนื่องจากธุรกิจโรงกลั่นนี้ก็ปรับตัวดีขึ้นครับ ในช่วงปีที่ผ่านมาครับ มาดูหน้าถัดไปครับ อันนี้ก็จะเป็นความคืบหน้าครับ ในการดำเนินการของโครงการที่สำคัญครับ ซึ่งก็เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์สามวีครับ ที่เราได้วางไว้ครับ โดยปัจจุบันครับ โครงการพลังงานสะอาดก็มีความคืบหน้าไปกว่า 96% แล้วครับ ก็จะเห็นครับ สิ่งที่ได้โชว์ในสไลด์นี้ครับ ก็เป็นที่ที่ทางนักวิเคราะห์ก็ได้ทราบอยู่แล้วครับ ว่าเราจะมี Capacity เพิ่มขึ้นเท่าไหร่ครับ แล้วก็ในเชิงของ Upgrading ครับ ก็จะมีการเพิ่มมูลค่าของผลิตภัณฑ์ไปสู่ผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าสูงขึ้น โดยเฉพาะ Middle Distillate หรือ Jet ครับ ในเรื่องของ Flexibility ของ Feedstock ก็จะสามารถ Process น้ำมันดิบที่มีความหนักได้มากขึ้นครับ จากเดิมที่เรา Process ในปัจจุบันก็ได้เฉพาะที่ Light Crude เท่านั้นครับ ส่วน Source ของ Crude ก็จะมาจากหลายแหล่งครับ ไม่ว่าจะเป็นที่ตะวันออกกลางเองครับ หรือที่อเมริกาเหนือ แล้วก็อเมริกาใต้ครับ ในแง่ของ Progress ครับ ปัจจุบันนี้เราก็มีการร่วมมือกับทางกลุ่มปตท.
ครับในการที่จะเตรียมความพร้อมในการจัดหาครับน้ำมันดิบชนิดใหม่ครับ ซึ่งเราก็ได้เริ่มทำการศึกษาครับและได้ทดลองครับในการหาประสบการณ์ในการทำการเทรดตัว Heavy Crude ครับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของตัว Trading Cycle เองตัวข้อจำกัดในของแต่ละท่าที่มีการส่งออกน้ำมันดิบครับ ก็ขณะนี้ก็ยังอยู่มีความคืบหน้าในการเริ่มในการที่จะร่วมมือกับคู่ค้าเราครับในการที่จะรองรับปริมาณน้ำมันสำเร็จรูปด้วยครับที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคตครับ ในแง่ของการก่อสร้างครับหน่วยกำจัดกำมะถันเพื่อผลิตน้ำมันยูโรห้าครับ น้ำมันดีเซลยูโรห้าก็ได้มีการทดลองเดินเครื่องเป็นที่เรียบร้อยแล้วครับในช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาครับ ก็ได้น้ำมันดีเซล On Spec Euro V ไปแล้วครับ ซึ่งอันนี้ก็จะช่วยเพิ่ม Flexibility ให้กับทางโรงกลั่นไทยออยล์ด้วยครับ ซึ่งในส่วนถัดไปครับเราก็จะโฟกัสในส่วนที่เป็นเขาเรียก Complex ครับของ CDU4 ซึ่งก็ตามแผนครับซึ่งว่าเราก็จะมีการพยายามให้ได้เขาเรียกการขึ้นตามลำดับ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขึ้นอยู่กับ Economics ด้วยครับ ขึ้นอยู่กับสถานการณ์แล้วก็ความคืบหน้าของโครงการด้วยครับ
ไปที่สไลด์ถัดไปครับ ในแง่ของตัว ESG นะครับ อันนี้เป็นสิ่งที่สำคัญนะยิ่งยวดนะครับ ในการที่บริษัทนะครับจะดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนนะครับ และเราก็ยังคงมุ่งมั่นนะครับดำเนินงานตามวิสัยทัศน์นะฮะ ซึ่งก็จะสะท้อนให้เห็นนะจากรางวัลที่เราได้รับนะฮะ ในปีที่ผ่านมานะครับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องรางวัลจาก SET Award นะฮะ Sustainability Award นะครับ DJSI เองเราก็เป็น Top One Percent นะฮะ ในปีที่เก้าแล้วนะฮะ จากที่เราเป็นสมาชิก DJSI เนี่ยทั้งหมดสิบเอ็ดปีด้วยกันนะครับนะฮะ ก็ส่วนทางด้าน ESG Rating นะครับของตัวตลาดหลักทรัพย์เองเราก็ได้รับการประเมินในระดับที่สูงสุดนะฮะ Triple A นะครับ อ่าเป็นในปีที่แล้วนะครับ ซึ่งก็อันนี้ก็เป็นสิ่งที่สะท้อนนะฮะ ถึงความมั่นใจนะครับของต่อบริษัทไทยออยล์นะ ในการที่จะดำเนินธุรกิจนะอย่างยั่งยืนนะครับ ในแง่ของตัวกิจกรรมนะฮะ หรือโครงการเพื่อสังคมเองนะ เราก็มีการทำอย่างต่อเนื่องนะครับ โดยเน้นในเรื่องของการศึกษานะครับ เรื่องของสาธารณสุขนะฮะ ก็ในกลุ่มเยาวชนนะฮะ เราก็มีการร่วมพิธีนะครับในการส่งมอบห้องสมุดนะครับ ในการที่จะให้ให้กับโรงเรียนนะครับ เพื่อที่จะสร้างความรู้ให้กับนักเรียนนะ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของหนังสือต่างๆ นะครับที่เราได้รับด้วยนะฮะ การบริจาคจากจากพนักงานเองด้วยนะครับ หรือแม้กระทั่งเรื่องของกีฬานะครับ แล้วก็ดูแลเรื่องของความเป็นอยู่ของของเยาวชนในพื้นที่นะครับ ในการที่จะช่วยลดนะฮะ โอกาสในการที่จะเกิดวิกฤตจมน้ำนะครับ เราเองก็ร่วมกับสมาคมกีฬาว่ายน้ำแห่งประเทศไทย ในการที่จะสานต่อโครงการก็เป็นปีที่ห้าแล้วนะครับที่เราได้ทำในเรื่องนี้เป็นต้นนะฮะ ซึ่งก็ยังมีกิจกรรมอื่นๆ นะครับอีกอีกมากมายนะครับนะฮะ อันนี้ก็เป็นสรุปโดยภาพรวมนะครับของผลการดำเนินงานของบริษัทไทยออยล์นะครับ ในไตรมาสหนึ่งที่ผ่านมานะครับ ในลำดับถัดไปนะครับก็จะเป็นเรื่องของ Performance Analysis นะ หรือผลโดยเฉพาะเรื่องของทางการเงินนะครับ ก็ขอให้ทางคุณแจ่มทาง CFO นะครับได้ช่วยแชร์ให้กับทางนักวิเคราะห์ด้วยครับ ขอบคุณครับ
ค่ะ ขอบขอบพระคุณค่ะ CEO ค่ะ ก็เอ่อ อย่างที่ CEO ได้กล่าวทางข้างต้นทั้งหมดนะคะ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ Key Performance หรือในเรื่องของ Operation ก็ตามนะคะ ก็จะส่งผลก็จะเห็นว่าเอ่อ Market GRM เราก็ปรับตัวสูงขึ้นจากไตรมาสที่แล้วนะคะ ก็ส่งผลให้เอ่อผลการดำเนินงานนะคะ ในไตรมาสที่หนึ่งนี่ยค่ะ Net Profit เราสามารถปิดได้ที่ห้าพันแปดร้อยหกสิบสามนะคะ ล้านบาทนะคะ ซึ่งประกอบไปด้วย Net Operating Profit ซึ่งเป็น Profit ที่เกิดจากผลการดำเนินงานนะคะ ประมาณแปดพันเจ็ดร้อยล้านบาทนะคะ หลังจากที่ Adjust ด้วยตัว Stock Gain Loss นะคะ เอ่อแล้วก็รวมทั้งการ Adjusted ทางบัญชีนะคะ ในเรื่องของ Inventory แล้วนี่ยก็เอ่อติดลบอยู่ประมาณเจ็ดร้อยล้านบาทนะคะ เอ่อจริงๆ แล้วจะเรียนว่าในเรื่องของ Stock Gain Loss อ่ะค่ะ ในไตรมาสนี้เรามี Stock Gain Loss อยู่เอ่อ Stock Gain นะคะ อยู่ประมาณแปดสิบสองล้านบาทนะคะ นอกนั้นนี่ยเป็นการปรับปรุงทางบัญชีนะคะ เป็นการ Adjusted ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ NRV หรือว่า Adjusted to Cost นะคะ ซึ่งทั้งหมดนี่ยเป็นเรื่องของมาตรฐานบัญชีที่เราต้องปรับตามเป็น Unrealized นะคะ ไม่ได้กระทบต่อ Cash Flow นะคะ อีกประมาณเอ่อ Net แล้วประมาณอีกแปดเอ่อลบแปดร้อยกว่านะคะ เลยทำให้ตัว Stock Gain Loss กับตัว Write Down พวกนี้เลยเป็นติดลบที่เจ็ดร้อยสี่สิบสองนะคะ ส่วน Other Item นะคะ ที่จะปรับอีกประมาณสองพันกว่าล้านนะคะ เอ่อส่วนนี้ส่วนหลักๆ นะคะ ก็จะมาจากในเรื่องของ Tax นะคะ ที่เราจะต้องจ่ายไปประมาณพันสี่นะคะ นอกนั้นก็จะเป็นเรื่องของ Effect Gain Loss นะคะ ที่เกิดจาก Balance Sheet ซึ่งก็เป็น Unrealized Effect Gain Loss เช่นกันนะคะ ไม่ได้กระทบต่อ Cash Flow อีกประมาณเกือบหกร้อยนะคะ เอ่อหลังจากที่ตัว Net Profit จากผลการดำเนินงานแปดพันเจ็ดนะคะ ลบด้วยตัว Gain Loss ที่กล่าวถึงและ Other Item โดยเฉพาะ Tax นี่ยอีกประมาณสองพันกว่าก็เลยจบที่ Net Profit เราก็จะปิดอยู่ที่ห้าพันแปดร้อยหกสิบสามนะคะ ด้านขวามือนะคะ ก็จะเป็นตัวเปรียบเทียบนะคะ ไม่ว่าจะเป็น Q on Q, Year on Year นะคะ ขอโฟกัส on Q on Q นะคะ เอ่อถ้าเทียบกับไตรมาสที่แล้วนะคะ เอ่อจะเห็นได้ชัดว่าค่า GRM เรานะคะ ตามที่ CEO ได้กล่าวไปข้างต้นนะคะ ว่าได้ปรับตัวสูงขึ้นนะคะ ทำให้เอ่อผลการดำเนินงานของ Q1 นี่ยเอ่อสูงกว่าใน Q4 นะคะ ใน Q on Q ที่เอ่อตอน Q4 อยู่ประมาณสักเกือบสามพันล้านบาทนะคะ เอ่อหลักๆ จะเห็นจากตัวแท่งสีน้ำเงินนะคะ ก็จะเป็น Core นะคะ เป็น Core Operation ของเรานะคะ ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะมาจากเอ่อ Refinery Petroleum เอ่อ Product Petroleum เอ่อ Section ของเรานะ หน่วยธุรกิจนั้นนี่ยเอ่อปรับตัวสูงขึ้นนะคะ จาก Quarter ที่แล้วจากห้าพันสองร้อยหกสิบหกนะคะ ขึ้นเป็นแปดพันเจ็ดร้อยเก้าสิบแปดนะคะ ก็จะเห็นได้ชัดว่าเอ่อในเอ่อ Refinery เองนี่ยเราได้ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยยะนะคะ เอ่อส่วนอื่นที่แตกต่างนิดนึงก็คือในเรื่องของ Q4 เราจะมีเอ่อ Stock Loss นะคะ ค่อนข้างจะเยอะทีเดียวนะคะ ในสัป...
versus กับใน Q1 นะคะ ในปีนี้ที่เราได้ได้มี Stock Gain อย่างที่เรียนไปนะคะ เออ อันนี้ก็ที่จะเรียนว่า เออ ถ้าตัวสัดส่วนตัวโดนัทอะนะคะ ตัววงกลมข้างล่างเนี่ยก็จะบอกว่า เออ ในธุรกิจที่ทำกำไรให้ได้มากที่สุดก็ยังเป็น Petroleum กับ Loop อยู่นะคะ ในส่วนของเพชรเคมนะคะ แล้วก็ Power ก็ยัง เออ Consistent อยู่ประมาณสักสามถึงสิบเปอร์เซ็นต์อยู่นะคะ เออ ส่วนที่อาจจะกระโดดขึ้นมานะคะ ก็คือส่วนของ Other นะคะ อย่างที่ CEO ได้เรียนไปนะคะ ว่าสิบเปอร์เซ็นต์ที่กระโดดขึ้นมาจากสองเปอร์เซ็นต์ของ Quarter ที่แล้วเนี่ย หลักๆ ก็มาจากตัว Treasury Center นะคะ ซึ่งได้ผลประ เออ ได้กำไรสุทธิที่เพิ่มมากขึ้นจาก Bond Buyback ค่ะ
เออ อันนั้นเป็นสรุปภาพรวมผลการดำเนินงานของไทยออยล์นะ กลุ่มไทยออยล์ ต่อไปนี้เดี๋ยวดิฉันก็จะขอเออไฮไลท์นะคะ ในส่วนของเออในแต่ละกลุ่มธุรกิจนะคะ ถ้าเริ่มจากตัว Refinery ก่อนเลยนะคะ ตัว Refinery เนี่ยจริงๆ อย่างที่เรียนว่าปรับตัวสูงขึ้นนะคะ ด้วยถ้ามาดูในเรื่องของ Utilization Rate ก่อนนะคะ เออตัวกราฟนะคะ เออด้านซ้ายมือนะคะ ก็จะเห็นว่าใน Quarter นี้นะคะ ก็อาจจะมีการปรับลดลงนะคะ อันนี้ส่วนหนึ่งมาจากเรื่องของเออตัว Unplanned Shutdown ของตัว CDU3 นะคะ ซึ่งประมาณสิบสามวันนะคะ ก็ทำให้ดรอปลงจากไตรมาสที่แล้วนะคะ แต่ยังไงก็ตาม ถ้าเทียบกับ Industry Average แล้วเนี่ย Utilization Rate เราก็ยัง Outbeat ตัว Industry อยู่ดีนะคะ ค่ะ ด้านขวามือนะคะ เรามาดูเรื่องของ Oil Demand นิดนึงนะคะ ก็จะเห็นว่าถ้าถ้าเปรียบเทียบ Q on Q แล้วอ่ะค่ะ ก็จะเห็นว่า Demand มีการปรับตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะในเรื่องของ Jet นะคะ เออในเรื่องของถ้าเป็นเรื่องของ Year on Year อาจจะเห็นว่าดรอปลงเล็กน้อยนะคะ แต่ก็ไม่ได้มีนัยสำคัญนะคะ แต่ว่า Q on Q เนี่ยปรับตัวสูงขึ้นประมาณเกือบ 5% ค่ะ เออภาพเออเออ Pie Chart ด้านล่างนะคะ ก็จะเบรกดาวน์ให้เห็นนะคะ ว่าเออ Customer หลักๆ ของเรานะคะ เนื่องจากเราก็ยังเซลล์ในเรื่องของ Domestic ยังค่อนข้างจะเป็นเออประมาณเกือบ 90% นะคะ 87% เนี่ยเราก็ยังเออขายในประเทศนะคะ ในส่วนของอีกที่เหลือนี่ก็จะเป็นของ CLMV แล้วก็ในส่วนของ Other คือสิงคโปร์เนี่ยก็ยังอยู่ในสัดส่วนที่เออเช่นเดิมนะคะ คือเออในประเทศเพื่อนบ้าน CLMV ก็อยู่ประมาณสัก 10% นะคะ ในส่วนของ Other ซึ่งหลักๆ ก็เป็นสิงคโปร์เนี่ยอยู่ประมาณ 3% เพราะฉะนั้นหลักๆ เนี่ยจะเป็นเรื่องของ Domestic เป็นส่วนใหญ่นะคะ Domestic ขายให้ใครนะคะ ก็ยังเป็น Customer นะคะ หลักๆ เดิมนะคะ ในสัดส่วนใกล้ๆ เคียงกันนะคะ ก็คือใน OR นะคะ ก็จะเป็น Top Ten เออ Top เออ Top เลยนะคะ ของ Customer อยู่ที่ประมาณ 44% นะคะ นอกนั้นก็จะเป็นของ PT แล้วก็ International Company คือ Shell, Chevron นะคะ อีกจำนวนหนึ่งนะคะ ค่ะ ในส่วนของ Refinery ในเรื่องของเออ Performance นะคะ แต่อย่างที่กล่าวข้างต้นนะคะ ว่า Utilize เออ Session Rate อาจจะดรอปเล็กน้อยนะคะ แต่ว่าได้อานิสงส์จากตัว GRM นะคะ ที่ค่อนข้างเออปรับตัวสูงขึ้นนะคะ เออ อันนี้ก็คือหลักๆ เนี่ยนะคะ ก็จะมาจากเออตัวเออ Gasoline Spread นะคะ ซึ่งอย่างที่ CEO ได้กล่าวไปข้างต้นนะคะ มีการปรับตัวสูงขึ้นนะคะ เออเพื่อตัวเออเนื่องจากไอตัว Cold Snap ใน US นะคะ ก็ทำให้เป็นอานิสงส์ ทำให้ Gasoline Price Spread ดีขึ้นนะคะ ถึงแม้จะมีเรื่องของ Bitter Distillate ไม่ว่าจะเป็น Jet นะคะ เออหรือ Diesel อาจจะมีการอ่อนตัวนิดหน่อยนะคะ บางๆ นะคะ เป็น Soften ทางด้านนี้นะคะ แต่อย่างไรก็ตาม ค่า GRM ของเราอ่ะค่ะ ก็ยังสูงกว่านะคะ ปรับตัวอย่างเช่นเออ อย่างตัว Market GRM นะคะ จะอยู่ที่ประมาณ $9.9 ต่อบาร์เรล ในขณะที่เออใน Q4 เนี่ยค่ะ จะอยู่ที่ $7.2 นะคะ เออถ้ารวมถึง Accounting GRM ที่เราได้รวมตัว Stock Gain Loss แล้วนะคะ อย่างที่เรียนไปว่าไตรมาสที่แล้วเนี่ยเรามี Stock Loss อยู่ประมาณเกือบ $5 นะคะ ในขณะที่เป็น Stock Gain ปีนี้อยู่ที่ $0.1 นะคะ เพราะฉะนั้น Accounting GRM อยู่ที่ $9.1 นะคะ ปรับตัวสูงขึ้นจากเออค่า Accounting GRM ของรอบที่แล้วนะคะ ค่ะ ในส่วนของ Utilization Rate อันนี้เรียนไปแล้วนะคะ ว่าถึงแม้จะดรอปลง แต่ก็ยัง Beat เออยังดีกว่า Industry Average นะคะ เพราะฉะนั้น Utilization อยู่ประมาณ 105% นะคะ อันนี้จากตัว Unplanned Shutdown ของ CDU3 นะคะ ในส่วนเออถ้าลงมาดูเรื่องของ Product Spread อย่างที่แตะไปแล้วนะคะ ก็จะเห็นได้ชัดเลยค่ะ ว่าตัวเออ Gasoline นะคะ มีการปรับตัวสูงขึ้น นอกนั้นก็อาจจะมีการเออ Soften ลงเล็กน้อยนะคะ เออก็เป็นผลทำให้ตัวค่า GRM เราดีขึ้นนะคะ ในขณะเดียวกันเนี่ย Crude Premium เนี่ยค่ะ อย่างที่ CEO ได้กล่าวไปข้างต้นนะคะ มีปรับตัวลดลงนะคะ ตอนนี้อยู่ที่ประมาณสัก $1 นิดๆ นะคะ อันนี้ก็จะทำให้ต้นทุนของเราเนี่ยเออได้ถูกลงนะคะ นี่ก็อาจจะเออบวกกันด้วย ด้วย Product Spread แล้วก็ Premium Crude Premium ที่ลดลง ก็ทำให้ค่า GRM เราดีขึ้นนะคะ เออไปธุรกิจถัดไปเลยนะคะ เป็นธุรกิจของ Petchem นะคะ ตัว Aromatic นะคะ อย่างเออที่เรียนไปนะคะ ว่าเออคราวนี้เนี่ยตัว Benzene Spread นะคะ ปรับตัวค่อนข้างจะสูงขึ้นนะคะ เออ อย่างดีมากนะคะ ในขณะที่ตัว PX เองอาจจะมี Soften เล็กน้อยนะคะ ก็เลยเป็นผลให้ตัว G เออตัว GRM ในด้านของ Aromatic เนี่ยค่ะ ปรับตัวสูงขึ้น ถ้าเทียบกับ Quarter ที่แล้วนะคะ เออ อยู่เล็กน้อยนะคะ จาก $1 เป็น $1.1 นะคะ เออในขณะที่ตัว Utilization Rate นะคะ มีการปรับตัวลดลงนะคะ อันนี้อาจจะเป็นผลจากตัว CDU โดนฟิตสต็อกน้อยลงนะคะ เออ CDU3 Shutdown นะคะ ก็มีการตัว Utilization Rate จึงดรอปจาก 79% เป็น 76% นะคะ ในส่วนของสารตั้งต้นนะ ตัว LAB นะคะ ก็เช่นกัน ได้รับเออผลกระทบจากเออตัว CDU3 นะคะ ก็อาจจะมีเรื่องของเออ Utilization Rate ที่ปรับตัวลดลงเช่นกันนะคะ เออโดยรวมนะคะ ในส่วนของ Aromatic แล้วเนี่ยค่ะ ก็จะเห็นว่าเออตัว GRM ปรับเออตัวดีขึ้นนะคะ ก็เลยทำให้ในสัดส่วนในธุรกิจส่วนนี้ Aromatic เนี่ยเออมีผลการดำเนินงานที่ดีขึ้นนะคะ แต่ก็เออเล็กน้อยนะคะ ค่ะ ธุรกิจถัดไปนะคะ เป็นธุรกิจของเออตัว Base Oil นะคะ ซึ่งประกอบไปด้วย Base Oil กับ Bitumen นะคะ ได้แตะไปเล็กน้อยแล้วนะคะ ว่าจริงๆ ในเรื่องของ Bitumen ก็ยังเออราคาอาจจะยังไม่ค่อยดีมากนะคะ เออในส่วนของถ้าจะดูตัว Market เออตัว GRM นะคะ ก็จะเห็นหน้าในธุรกิจส่วนนี้เนี่ยนะ ปรับตัวลดลงจาก Quarter ที่แล้วนะคะ แต่ก็เป็นเพียงเล็กน้อยนะคะ ปรับตัวจาก $0.5 ลดลงเป็น $0.4 ใน Quarter นี้นะคะ เนื่องจากตัว Product Spread ซึ่งหลักๆ ก็คงจะโดนเออดึงโดยตัว Bitumen นะคะ ซึ่งถ้าเออเออองบประมาณนะคะ ได้ผ่านเออได้ได้ได้เริ่มมีการเริ่มการใช้นะคะ มีการก่อสร้างเพิ่มมากขึ้นนะคะ Demand ในส่วนนี้ก็น่าจะ Pick up เออสูงขึ้นนะคะ เลยเชื่อว่าใน Quarter สองก็อาจจะน่าจะน่าจะเห็นเออ...
ดีขึ้นจาก Quarter หนึ่งนะคะ ตัว Utilization Rate ก็โดนผลกระทบจาก CDU3 เช่นกันนะคะ ก็เลยมีการปรับตัวลดลงค่ะ ในส่วนโดยรวมนะคะ ก็จะเห็นว่าในเรื่องของ Product to Feed Margin เองนะคะ มีส่วนลดลง Utilization ลดลงนะคะ ตัว Base Oil อย่างที่ CEO ได้กล่าวข้างต้นนะคะ ก็เลยมี Contribution ในผลการดำเนินงานที่ลดลงเล็กน้อยนะคะ รวมจากตัว Refinery นะคะ รวมในส่วนของ Petrochemical ไม่ว่าจะเป็น Aromatic หรือ Base Oil นะคะ ก็ทำให้ตัว Integrated Margin ของเรานะคะ อย่างที่เห็นในกราฟนะคะ ก็จะเห็นว่าแต่ว่าได้ในส่วนของ Refinery กับ Aromatic ดีขึ้นนะคะ ก็เลยทำให้ค่า GIM นะคะ ขอไปดูตรงด้านล่างเลยนะคะ ว่าตัว Market GIM ของเรานะคะ ปรับตัวสูงขึ้นจาก Quarter ที่แล้วนะคะ จาก 8.6 นะคะ ขึ้นเป็น 10.8 นะ จาก 8.6 ขึ้นไป 10.8 นะคะ ในส่วนแล้วก็บวกด้วย Stock Gain Loss ทั้งหมดนะคะ ก็ทำให้ค่า Accounting GIM ของเราเนี่ยค่ะ ปรับตัวจาก 3.6 ขึ้นไปเป็น 10.9 ในไตรมาสนี้นะคะ Cash Cost ค่ะ ในกรุ๊ป Cash Cost เนี่ย ถ้าดูด้านขวามือนะคะ ถ้าดูในฝั่งของ Refinery ก่อนนะคะ Cash Cost ของเรานะคะ ก็ยังอยู่ในระดับที่ดีมากนะคะ มีส่วนลดลงจาก Quarter 4 นะคะ อาจจะเพราะว่าใน Quarter 4 อาจจะมีค่าใช้จ่ายนะคะ ที่ส่วนใหญ่ Quarter 4 ก็จะมีค่าใช้จ่ายมากกว่าใน Quarter 1 นะคะ เพราะฉะนั้นเนี่ย ตัว Cash Cost ใน Quarter 1 อยู่ที่ประมาณสัก $2 ในส่วนของ Refinery นะคะ แต่ถ้าเป็นกรุ๊ป Cash Cost แล้วเนี่ยค่ะ ก็จะอยู่ที่ประมาณ $2.4 นะคะ ซึ่งถ้าเทียบกับ Auto Industry แล้ว เราก็คิดว่าเราเป็นหนึ่งในคนที่มีต้นทุนที่ต่ำมากนะคะ ซึ่งถ้าเปรียบเทียบกับตัว Margin ที่เราได้นะคะ ก็จะเห็นว่าเรายังมี Cushion อีกเยอะมากนะคะ ทำให้ Net Operating Cash Flow Net Operating Profit เรายังดีมากอยู่นะคะ ถัดไปเป็นธุรกิจเกี่ยวกับเรื่องไฟฟ้านะคะ จริงๆ ธุรกิจไฟฟ้าเนี่ยก็มีทั้งสองด้านนะคะ มีทั้งเรื่องของ TOP SPP แล้วก็หุ้นที่เราถือที่ GPSC อยู่นะคะ ถ้าในเรื่องของ TOP SPP นะคะ ก็จะเห็นว่าในเรื่องของ Sales นะคะ ก็ยังถือว่า In line กับใน Quarter 4 นะคะ ก็อยู่ที่ผลิตอยู่ที่ประมาณ 553 กิกะวัตต์นะคะ ในส่วนนี้ โดยส่วนของ Steam เองนะคะ ก็ยังอยู่ในสัดส่วนที่พอๆ กันใน Quarter 4 นะคะ แต่อย่างไรก็ตามนะคะ ก็ในส่วนของ Natural Gas นะคะ ซึ่งเป็นส่วนที่เราขายไฟให้นะคะ มีการปรับตัวลดลงนะคะ หลักๆ ก็อาจจะมาจากเรื่องของราคาของแก๊สในอ่าว ประกอบกับไอตัวค่าใช้จ่ายของ LNG นะคะ ที่ถูกลง ก็ทำให้ค่าก๊าซ NG ของของเราปรับตัวลดลงนะคะ ก็จะเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ตัวผลกำไรนะคะ แล้วก็ EBITDA ของตัว TOP SPP ลดลงนะคะ ในส่วนของ GPSC นะคะ ในส่วนของ GPSC เนื่องจาก Quarter นี้เนี่ยค่ะ เรายังไม่ได้รับ Dividend นะคะ จะไปได้รับใน Quarter 2 นะคะ ในส่วนของ GPSC ก็เนื่องจากว่าเราถือหุ้นอยู่ประมาณสัก 10% นะคะ เพราะฉะนั้นสิ่งที่เรารับรู้ก็คือเรื่องของ Share of Investment นะคะ กับตัว Dividend เท่านั้นนะคะ ถัดไปนะคะ เป็นส่วนของ Olefins นะคะ ซึ่งเราได้มีการลงทุนผ่านตัว CAP นะคะ Chonburi ที่อินโดนีเซียนะคะ ก็จะเห็นว่าจริงๆ แล้วเนี่ยค่ะ ผลประกอบการของ CAP ในไตรมาสนี้นะคะ ก็ปรับตัวลดลงนะคะ หลักๆ นะคะ ไม่ใช่ตัวเรื่องของ Product Spread เท่าไหร่ แต่เป็นเรื่องของตัว Production Volume ของเขาเองที่ลดปรับลดลงนะคะ อันนี้จะเป็นเรื่องของการ Maintenance นะคะ ที่มีบังเอิญมี Unexpected Maintenance นะคะ ใน Quarter 1 ก็ทำให้ตัวกำไรนะคะ หรือว่าตัว EBITDA itself ของตัว CAP เนี่ยค่ะ มีการปรับตัวลดลงนะคะ โดยที่ Net Profit หลังจากที่เรา Realize กลับเข้ามาใน Thai Oil นะคะ โดยถือหุ้นโดย TII เนี่ย ก็จะเห็นว่าผลประกอบการของ CAP เนี่ย ใน Quarter 1 เรารับรู้เข้ามาที่ขาดทุน $5.5 ล้านนะคะ ถัดไปนะคะ ธุรกิจต่อไปเป็นธุรกิจ Solvents นะคะ หลักๆ เลยนะคะ จะเห็น Production Rate เนี่ยมีการปรับตัวสูงขึ้นนะคะ จาก 65% เป็น 93% นะคะ อันนี้ก็มาจากตัวศักดิ์ชัยสิทธิ์นะคะ ซึ่งมีการปรับ Volume ที่การผลิตที่เพิ่มมากขึ้นนะคะ Contribution สำคัญของ Solvents เนี่ยค่ะ ก็จะมาจาก TX นะคะ ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะมีการซื้อขายภายในประเทศด้วยนะคะ โดย Domestic อันนี้ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยยะนะคะ เนื่องจากตัว Margin เองนะคะ ของ TX ก็ปรับตัวสูงขึ้นนะคะ รวมทั้ง Production Volume ก็สูงขึ้นด้วยนะคะ ก็ทำให้ผลประกอบการของ Solvents โดยรวมนะคะ มี EBITDA และ Net Profit เพิ่มสูงขึ้นจาก Quarter ที่แล้วนะคะ จากไตรมาสที่แล้ว ถ้าจะเห็นจาก EBITDA นะคะ ก็จะเห็นว่าในไตรมาสนี้เนี่ย เขา Contribute อยู่ประมาณเกือบ ฿285 ล้านนะคะ ในขณะที่ไตรมาสที่แล้วอยู่ประมาณ ฿194 นะคะ Net Profit ก็จะเป็นตามกันนะคะ พอดี Quarter ที่แล้วอาจจะมีเรื่องของการขาดทุนใน FX นะคะ ทำให้ผลประกอบการใน Net Profit ที่เรา Realize ของ Solvents มาใน Quarter นี้อยู่ประมาณ ฿236 ล้านค่ะ ในส่วนของ Ethanol นะคะ ธุรกิจอาจจะยังจริงๆ แล้วในส่วนของ Ethanol เนี่ย ส่วนประกอบสำคัญคือราคาของ Ethanol เองกับต้นทุนนะคะ ที่เอามาทำ ไม่ว่าจะเป็นมันสำปะหลังหรืออะไร แต่ว่าใน Quarter นี้นะคะ จะเห็นว่าในตัว Utilization Rate ก็ปรับตัวสูงขึ้นนะคะ ในส่วนของ EBITDA และ Net Profit ปรับตัวสูงขึ้นเช่นกันนะคะ อันนี้ก็หลักๆ มาจากราคาของ Ethanol ที่สูงมากขึ้นนะคะ ในส่วนของ Margin นะคะ ปรับตัวสูงขึ้นกว่า 50% ทีเดียวนะคะ ส่วนต้นทุนเนี่ยก็ลดลงด้วยนะคะ เพราะฉะนั้นเนี่ย ในด้าน Margin เพิ่ม ต้นทุนลดนะคะ ก็ทำให้ Ethanol Business ใน Quarter นี้นะคะ ทั้ง EBITDA และ Net Profit ปรับตัวสูงขึ้น
อันนี้จากเอ่อธุรกิจหน่วยธุรกิจทั้งหมดนะคะ ไม่ว่าจะเป็น Refinery Petrochem นะคะ แล้วก็ส่วน Investment ต่างๆ ที่เราลงไปนะคะ ก็เลยเป็นผลให้เป็นหน้านี้คือเราจะอ่าเน้นจะให้ดูในเรื่องของ Consolidated Financial Performance ซึ่งหลักๆ ก็จะเป็นคีย์นะคะ ที่อยู่ในตัวเอ่องบการเงินนะคะ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ EBITDA นะคะ ใน Quarter นี้ก็จะเห็นว่าปรับตัวสูงขึ้นนะคะ จาก Quarter ที่แล้วนะคะ อยู่ที่เอ่อหนึ่งหมื่นเก้าพันเอ่อหนึ่งหมื่นเก้าร้อยประมาณห้าสิบล้านบาทนะคะ ส่วนนี้หลักๆ ก็คือ Contribution มาจากตัว GRM ที่เพิ่มสูงขึ้นนะคะ เมื่อเอ่อเมื่อรวมพวก Stock Gain Loss นะคะ แล้วก็การปรับปรุงทางบัญชีนะคะ แล้วก็อ่ารวม Financial Cost and Tax แล้วนะคะ ก็อย่างที่เรียนไปว่าผลประกอบการปีนี้อยู่ที่ห้าพันแปดร้อยหกสิบสามนะคะ เอ่อหลักๆ จะอยากจะเอ่อชี้แจงนิดนึงเรื่องของ Net Gain Loss on ตัว Fair Value ของ Financial Instrument กับ Effect Gain Loss นะคะ ซึ่งใน Quarter นี้เราจะบันทึกเกือบเอ่อเกือบประมาณเก้าร้อยกว่าเอ่อเก้าร้อยกว่าล้านขาดทุนนะคะ ส่วนนี้อยากจะชี้แจงว่ามันเป็น Unrealized นะคะ ไม่ได้เกี่ยวกับเรื่อง Cash Flow นะคะ เพราะฉะนั้นเนี่ยก็อาจจะไม่ได้กระทบเกี่ยวกับเรื่อง Liquidity ของเรานะคะ ถัดไปนะคะ จะพูดถึง Cash Flow นะคะ เราก็ยังเอ่อมี Liquidity ที่เพียงพอนะคะ แล้วก็เอ่อจากปิดไตรมาสที่แล้วเนี่ยอยู่ที่เอ่อสามหมื่นสี่พันเอ่อสามร้อยเจ็ดสิบหกล้านบาทนะคะ ในไตรมาสนี้เนี่ยค่ะ เราก็จะมี Cash นะคะ หรือ Short Term Investment เนี่ยอยู่สามหมื่นหกพันสี่ร้อยเจ็ดสิบสามนะคะ ปรับตัวหลักๆ นะคะ ก็คงจะมาจากเรื่องของ GRM นะคะ Operating เนี่ยเอ่อในด้านของ Operating Cash Flow เนี่ยค่ะ เราทำอยู่ได้ประมาณเจ็ดพันหกร้อยเจ็ดสิบสองนะคะ เมื่อปรับในเรื่องของเมื่อจ่ายเงิน Investing ลงไป จ่ายเงินลงทุน ซึ่งส่วนใหญ่นะคะ เงินลงทุนก็จะเป็น Capex นะคะ เอ่ออันนี้จ่ายไปกับตัว CFP หรือไม่ก็เรื่องของ Financing นะคะ ที่เกี่ยวกับเรื่องของเอ่อรวมรวมของ Financing นะคะ ที่เกี่ยวกับการจ่าย Interest แล้วก็ตัว Dividend นะคะ ก็ทำให้เอ่อตัว Cash เราออกไปนะคะ เอ่อเอ่อแต่ว่าได้มีผลกำไร Operating เข้ามาก็ทำให้มี Cash เป็นบวกอยู่ประมาณสองพันอย่างที่เรียนไปค่ะ ว่าปีนี้เรามี Cash Inflow เข้ามาประมาณสองพันนะคะ ทำให้เราปิด Ending อยู่ที่สามหมื่นหกพันสี่ร้อยเจ็ดสิบสามนะคะ ซึ่งก็ถือว่าเอ่อเรามี Strong Cash นะคะ มี Liquidity ที่ดีทีเดียวค่ะ สุดท้ายนะคะ เป็นเรื่องเกี่ยวกับ Balance Sheet นะคะ เอ่อหลักๆ แล้วนะคะ เอ่อตัว Asset ของเรานะคะ ก็เพิ่มสูงขึ้นนะคะ ก็มาจากผลประกอบการนะคะ มาจาก Cash นะคะ แล้วก็มาจากหลักๆ ก็มาจาก Progress ของงาน CFP นะคะ ทำให้ตัว Fixed Asset เราเพิ่มมากขึ้นนะคะ ถ้าดูจาก Ratio นะคะ ไม่ว่าจะเป็น ROE หรือ ROIC เราก็ยังสามารถยืนได้ที่สอง Digit นะคะ ROE ยังอยู่ที่ประมาณสิบสองเปอร์เซ็นต์นะคะ ในระหว่างที่ไอ ROIC อยู่ที่ประมาณเกือบสิบสามเปอร์เซ็นต์นะคะ เอ่อตัว Net Debt to EBITDA และ Net Debt to Equity นะคะ ก็ยังสามารถเอ่ออยู่ใน Ratio ที่เอ่อที่เราคาดไว้นะคะ วางแผนไว้ โดยเฉพาะ Net Debt to Equity เราก็ยังอยู่ที่ศูนย์จุดเก้านะคะ ซึ่งต่ำกว่า Policy ที่หนึ่งนะคะ ในส่วนของ Net Debt EBITDA นะคะ เอ่อปิดอยู่ที่ประมาณสามจุดเจ็ดนะคะ ซึ่งก็เป็นในเอ่อในในสิ่งที่เราคาดไว้ แล้วก็เป็นเรื่องของที่ Credit Rating เนี่ยค่ะ ก็ดูไว้ที่อยู่ในระดับนี้เช่นกันนะคะ ด้านขวามือนะคะ เป็นเรื่องของ Debt แตกนิดนึงอ่ะนะคะ ตัวเอ่อเรามีการทำ Bond Buyback ไปนะคะ ในส่วนของประมาณร้อยยี่สิบล้านเหรียญนะคะ ก็แต่ว่าในเรื่องของตัวก็ทำให้ตัว Total นะคะ ในส่วนของเอ่อตัว Debt ของเราอ่ะนะคะ อยู่ที่ประมาณเอ่อสี่สี่ Billion นะคะ อันนี้เป็นตัว Long Term Debt นะคะ ซึ่งจะเห็นว่าส่วนใหญ่ก็จะเป็น US Dollar Debt อยู่ประมาณเกือบเจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์นะคะ ในส่วนของ Average Debt Life ก็ยังอยู่ที่สิบห้าปีนะคะ Cost of Debt อยู่ประมาณสี่จุดสามสอง เพราะว่าในเรื่องของการ Bond Buyback เราประมาณแค่ร้อยยี่สิบล้านเหรียญนะคะ ก็ถ้าเทียบกับตัว Size ของ US ก็ยังก็ยังถือว่าน้อยนะคะ ในส่วนของ Credit Rating นะคะ เราอย่างที่ CEO เรียนน่ะค่ะ ว่าเรายังสามารถรักษาอันดับความน่าเชื่อถือได้ได้เหมือนเดิมนะคะ โดยเฉพาะตัว S&P ก็ได้มีการปรับ Stand Alone Credit Rating เราเพิ่มขึ้นมาหนึ่ง Notch นะคะ แต่ตัว Final แล้วก็ยังยืนอยู่ที่ระดับเดิมค่ะ อันนี้ก็เป็นเอ่อผลการดำเนินงานโดยรวมนะคะ ในในในไตรมาสนี้นะคะ เอ่อต่อไปไตรมาสเอ่อสองนะคะ หรือว่า The rest of the year นะคะ เอ่อจะเป็นยังไงนะคะ เดี๋ยวเอ่อทางเอ่อทางพี่หมูนะคะ เอ่อจะมาคุยเรื่อง Market Outlook ให้นะคะ ว่าแนวโน้มการตลาดจะเป็นอย่างไรในเอ่อ Quarter สองและใน Second Half ของปีนี้ค่ะ ขอเชิญพี่หมูเลยค่ะ
ครับสวัสดีนะครับ ภาพตลาดนะครับ เราก็จะเริ่มจากตลาดน้ำมันดิบนะครับ ก็จะเห็นว่าภาพซ้ายมือบนนะครับ ก็จะเป็นแสดงถึงอัตราการเติบโตนะครับของการใช้พลังงานในแง่ของน้ำมันนะครับ ที่อัปเดตทุกๆ เดือนนะครับ จะเห็นว่าในเดือนมีนาคมที่ผ่านมาก็มีการอัปเดตตัวเลขก็คือการเติบโตนั้นเพิ่มขึ้นนะครับ ก็ล้อไปกับภาคเศรษฐกิจที่มีแนวโน้มที่ว่าปรับตัวดีขึ้นนะครับ ส่วนภาพขวามือภาพบีนะครับ ก็จะเป็นทางด้านอุปทานนะครับ ผู้ผลิตนะครับ โดยจากกลุ่มที่ไม่ใช่สมาชิกของโอเปกนะครับ ซึ่งไม่รวมรัสเซียก็จะเห็นว่าปี 2024 นะครับ ก็จะเติบโตอยู่ที่ประมาณหนึ่งจุดสองล้านห้าบาเรลล้านบาเรลต่อวันนะครับ ซึ่งหลักๆ ก็จะมาจากสหรัฐนะครับ แคนาดา กานานะครับ ซึ่งก็จะทำให้ตัว Supply ในตลาดนี้มากขึ้นนะครับ โดยที่ว่าแคนาดาเองนะก็จะมีการ commissioning ท่อเส้นใหม่นะ การขยายของตัวท่อในประเทศแคนาดานะครับ หรือท่อ TMX นะครับ จะทำให้มีการ Supply น้ำมันดิบชนิดหนักออกมามากขึ้นนะครับ ส่วนภาพล่างซ้าย C นะครับ ก็จะเป็นตัวทางด้านผู้ผลิตนะครับ คือ OPEC Plus นะครับ ก็จะเห็นว่าตัวกำลังการผลิตนั้นเองค่อนข้างจะคงที่ก็คือควบคุมความกำลังการผลิตอยู่นะครับ ซึ่งคาดการณ์กันว่าการลดกำลังการผลิตน่าจะยาวไปถึงไตรมาสที่สามนะครับ ส่วนไตรมาสที่สี่อาจจะมีการผ่อนปรนก็คือลดลงน้อยลงนะครับ Unwind บางส่วนนะครับ เพื่อให้ล้อกับภาพ Demand ที่จะเติบโตขึ้นในไตรมาสที่สี่นะครับ กล่าวโดยสรุปนะครับ ในภาพดีขวาล่างนะครับ ก็จะเห็นว่าในครึ่งปีหลังนะครับ ก็จะมีการเพิ่ม Stock ขึ้นมาเล็กน้อยไม่ได้มากนะครับ ก็เป็นผลมาจากที่ว่ามี Supply เพิ่มขึ้นนะครับ ซึ่งก็สอดคล้องกับตัว Demand ที่เพิ่มขึ้นนะครับ นั่นคือภาพของตลาดน้ำมันดิบในแง่ของปัจจัยพื้นฐาน หากเรามาดูในแง่ของปัจจัยที่ไม่ใช่ปัจจัยพื้นฐานนะครับ ก็จะเริ่มจากภาพซ้ายมือนะครับ ก็จะเป็นความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลและกลุ่มฮามาสนะครับ ก็ยังมีการดำเนินการอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปีที่แล้วนะครับ ในช่วงไตรมาสที่สี่นะครับ จากนั้นเองก็มาดูภาพตรงกลางนะครับ เป็นรัสเซียยูเครน อันนี้ก็ยังมีความขัดแย้งกันอย่างต่อเนื่องเช่นเดียวกันนะครับ ก็มีส่งผลนะครับ หลักๆ ก็คือว่าผลกระทบไม่ได้มากในแง่ของโรงกลั่นหรือว่าในแง่ของผู้ผลิตในแง่ของแหล่งน้ำมันดิบนะครับ แต่ว่าเหตุผลที่ว่ารัสเซียผลิตน้อยลงในช่วงนี้นะครับ ในช่วงที่ผ่านมาในเฉลี่ยปีนี้ด้วยนะครับ ก็เป็นผลมาจากว่ารัสเซียเองเนี่ยก็ Follow นะครับ ตามในมติของการควบคุมการกำลังการผลิตของกลุ่ม OPEC Plus นะครับ จากนั้นเองนะครับ มาดูขวามือนะครับ ในแง่ของการคาดการณ์ตลาดน้ำมันดิบดูไบในช่วงครึ่งปีหลังนะครับ ก็มองเป็นสามสาม Scenarios นะครับ ก็ล่างสุดสีฟ้านะครับ เป็นกรณีที่ว่าเกิดเป็นการสงครามตัวแทน Proxy War นะครับ หมายความว่าระหว่างอิสราเอลกับฮามาสก็คงจะมีขัดแย้งกันไปเรื่อยๆ นะครับ แต่ไม่ได้บานปลายนะครับ โดยที่ว่าจะไม่มีการเขาเรียกเป็น Direct Conflict นะครับ กับอิหร่านตรงๆ นะครับ ซึ่งคาดว่าใน Case นี้นะครับ ก็ราคาน่าจะอ่อนตัวลงไปใกล้เคียงกับช่วงไตรมาสหนึ่งที่ผ่านมานะครับ ประมาณเจ็ดสิบห้าถึงแปดสิบห้าเหรียญต่อบาร์เรล ส่วนใน Scenario ที่สองนะครับ ก็เป็น Confine War หมายถึงว่าความขัดแย้งหรือการจู่โจมเนี่ยก็ค่อนข้างจำกัดอยู่ในพื้นที่พื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งนะครับ อย่างเช่นการใช้โดรนหรือการใช้ Air Strike นะครับ ก็ยังไม่มีการขยายลุกลามไปทั่วภูมิภาคนะครับ ซึ่งใน Case นี้ Supply เองก็ไม่ได้หายไปนะครับ อาจจะมีความกังวลทางด้านจิตวิทยาบางบางช่วงบางระยะเวลานะครับ ก็คาดว่าราคาก็จะสูงขึ้นกว่าใน Case เมื่อสักครู่นี้ อยู่ในช่วงแปดสิบห้าถึงเก้าสิบห้า แต่ถ้าเกิดเป็น Case ที่สามเนี่ย เป็นเหมือนกับว่าการความขัดแย้งนั้นขยายลุกลามออกไปทั่วภูมิภาคนะครับ มีการใช้กำลังทหารกันอย่างชัดเจนนะครับ ปะทะกันอย่างชัดเจนนะครับ ก็ราคาน่าจะเกินมากกว่าเก้าสิบห้าหรือร้อยเหรียญขึ้นไปนะครับ อาจจะมีผลกระทบต่ออิหร่าน Supply จะหายไป การขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซก็อาจจะมีอุปสรรคนะครับ ซึ่งในทางด้านทีมวิเคราะห์นะครับ ก็คาดว่าสถานการณ์น่าจะอยู่ระหว่างรอยต่อของพื้นที่สีฟ้ากับพื้นที่สีม่วงนะครับ ก็จะเป็นบางระยะอาจจะ Shift ไปที่สีม่วง บางระยะจะลงมาที่สีฟ้านะครับ ก็คาดว่าราคาน่าจะวิ่งอยู่แถวๆ แปดสิบถึงเก้าสิบเหรียญต่อบาร์เรลนะครับ ไม่น่าจะมีผลต่อ Supply อย่างชัดเจนนะครับ อันนั้นคือภาพสรุปของราคาน้ำมันดิบในช่วงครึ่งปีหลังนะครับ เรามาดูภาพถัดมานะครับ เป็นทางด้านตลาดผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปนะครับ ก็จะเห็นว่าค่า GRM นะครับ ของสิงคโปร์เป็น Crack GRM นะครับ ในช่วงไตรมาสที่สอง Quarter to Date ก็เฉลี่ยประมาณสามจุดแปดเหรียญนะครับ ซึ่งถ้าเกิดดูช่วงที่เหลือของปีนะครับ ช่วงครึ่งปีหลังเนี่ย เมื่อเทียบกับไตรมาสที่ผ่านมาคือไตรมาสที่สองนะครับ ก็จะเห็นว่ามีปัจจัยที่น่าจับตามองอยู่สี่ปัจจัยนะครับ ปัจจัยแรกนะครับ ข้อ A นะครับ เรื่องการลดกำลังการผลิตนะครับ ข้อที่สองข้อ B นะครับ เป็นทางด้านความต้องการน้ำมันที่เพิ่มขึ้นในช่วงฤดูกาลตามฤดูกาลนะครับ ฤดูกาลที่จะมาถึงนี้นะครับ ส่วนข้อที่สามหรือปัจจัย C ก็คือการส่งสินค้าหรือน้ำมันนะครับ จากตะวันออกไปตะวันตกก็มีเขาเรียกถูกจำกัดนะครับ ส่วนข้อ D ก็คือเรื่องการเข้ามาของโรงกลั่นใหม่นะครับ อันนี้ก็เป็นสิ่งที่ได้มีการนำเสนอเป็นระยะอยู่แล้วนะครับ เรามาดูในข้อแรกนะครับ เรื่อง Potential ที่จะลดกำลังการผลิตนะครับ ก็จะเห็นว่าจากภาพซ้ายมือนะครับ เป็นแสดงถึงสิงคโปร์ GRM นะครับ ก็พล็อตตั้งแต่ปีสองพันสิบหกจนถึงประมาณเดือนที่แล้วหรือต้นเดือนพฤษภานะครับ จะเห็นว่าเมื่อไหร่ก็ตามนะครับ ตัว GRM เส้นสีฟ้านะครับ ไหลลงมาอยู่ในช่วงพื้นที่สีเทาซึ่งตกประมาณสองครั่วๆ กลมๆ นะครับ ประมาณสองถึงสามเหรียญเนี่ย ก็จะเห็นว่ามีจะมีการดีดตัวกลับไปของ GRM นะครับ ก็จะค่อนข้างจะเป็น Pattern ที่ค่อนข้างจะเป็นประมาณนี้ ยกเว้นช่วงเกิดโรคระบาดโควิดอย่างรุนแรงในช่วงปีสองพันยี่สิบ อันนั้นคงไม่นำมาคิดนะครับ ก็จะเห็นว่าช่วงนี้ก็จะเริ่มมีข่าวการลดกำลังการผลิตของผู้ผลิตรายใหญ่ๆ นะครับ ในเอเชียโดยเฉพาะในเอเชียเหนือนะครับ ไม่ว่าที่ไต้หวัน ที่เกาหลี ที่จีน หรือแม้กระทั่งที่สิงคโปร์ก็เริ่มมีข่าวพวกนี้ออกมานะครับ ตั้งแต่เดือนพฤษภา เดือนมิถุนายนก็น่าจะมีเพิ่มขึ้นนะครับ ก็ปัจจัยนี้ก็คาดว่าทำให้ช่วงที่เหลือของปีเนี่ย ก็ GRM ก็จะค่อยๆ ดีขึ้นเมื่อเทียบกับวันนี้หรือเมื่อเทียบกับไตรมาสที่สองนะครับ นั่นคือภาพสรุปของปัจจัย A นะครับ ขอมาดูปัจจัย B นะครับ ปัจจัย B นี่พูดถึงตัวการเข้ามาของความต้องการใช้น้ำมันในช่วงฤดูร้อนในภาคในทวีปตะวันตกนะครับ ในช่วงนี้ก็เริ่มจากน้ำมันเบนซินก่อน ด้านซ้ายนะครับ ภาพ A บนนะครับ ก็จะเห็นว่าเป็นการคาดการณ์ถึงความต้องการใช้ของน้ำมันเบนซินในช่วงที่เหลือของปีก็ในช่วงไตรมาสที่สาม ซึ่งเป็น Summer Season โดยเฉพาะในสหรัฐนะครับ ก็จะมีการใช้มากขึ้นนะครับ ก็ตามเส้นโค้งนะครับ แล้วเมื่อเทียบกับปีในอดีตนะครับ ภาพตรงกลางนะครับ แถวบนนะครับ จะเห็นว่าน้ำมันเบนซินเองเนี่ย เส้นสีชมพูสีแดงนะครับ ก็จะสูงกว่าเส้นสีอื่นที่เป็นปีในอดีตนะครับ กับที่ขวามือนะครับ แถวบนเนี่ย ก็แสดงถึงปริมาณสต็อกนะครับ ของน้ำมันเบนซินนะครับ ในแหล่งหลักๆ ของโลกนะครับ ไม่ว่าสหรัฐฯ ยุโรป สิงคโปร์ ก็จะเห็นว่าอยู่ในระดับขาล่างนะครับ ก็คือเมื่อเทียบกับแบนด์ห้าปีก็ถือว่าต่ำ เพราะฉะนั้นกล่าวโดยสรุป ภาพน้ำมันแก๊สโซลีนหรือเบนซินนะครับ ในช่วงไตรมาสสามก็น่าจะมีทิศทางที่ดีนะครับ แล้วอาจจะย่อตัวลงไปในช่วงไตรมาสที่สี่ตามฤดูกาลของเขานะครับ มาดูภาพล่างนะครับ แถว B นะครับ ก็แสดงถึงน้ำมันอากาศยานนะครับ ก็แสดงให้เห็นว่าในไตรมาสที่สามต่อไตรมาสที่สี่ ก็ตัวความใช้ความต้องการใช้น้ำมันอากาศยานปรับตัวเพิ่มขึ้นนะครับ สอดคล้องกับภาพตรงกลางนะครับ แถว B ก็คือตัวเที่ยวบินทางพาณิชย์นะครับ เส้นสีแดงนะครับ ก็ปรับตัวสูงขึ้นเช่นเดียวกันเมื่อเทียบกับอดีตแล้วก็เมื่อเทียบกับตอนต้นปีนะครับ อันนั้นก็เป็นทางด้านปัจจัยบวก แต่ความอัพไซด์ของเจ็ทเองเนี่ย อาจจะถูกจำกัดอยู่บ้างนะครับ เพราะว่าเขาจะได้มีสินค้าคงคลังของเจ็ทหรือเคโรซีนอยู่ค่อนข้างจะอยู่ในแดนบวกแล้วกันแดนสูงนะครับ ตรงจุดสีชมพูสีแดงนะครับ เมื่อเทียบกับพื้นที่ที่เป็นสีเทาหรือเส้นประที่เป็นค่าเฉลี่ยห้าปี อันนั้นก็เป็นปัจจัยที่จะดึงอัพไซด์ของเจ็ทอยู่นะครับ หันมาดูตลาดถัดไปนะครับ ปัจจัยถัดไปนะครับ คือปัจจัย C ก็คือทางด้านกลุ่ม Middle Distillate โดยเฉพาะน้ำมันดีเซลหรือน้ำมันแก๊สออยนะครับ จะเห็นว่าการขนสินค้าน้ำมันจาก East ไป West หรือตะวันออกไปตะวันตกใน Arbitrage Cargo เนี่ย ก็จะลดลงในช่วงที่ผ่านมาในช่วงนี้นะครับ ปัจจัยนี้ก็เกิดจากว่าภาพเอนะครับ จะเห็นว่าในกลุ่มยุโรปนะครับ EU เนี่ย จะเห็นว่าตัว Middle Distillate Stock เนี่ย ก็ถือว่าอยู่ระดับค่อนข้างสูงนะครับ เมื่อเทียบกับเส้นประคือค่าเฉลี่ยห้าปี ก็คือถือว่าอยู่ในแดนบวกแดนขาสูงนะครับ กับที่ภาพล่างนะครับ แสดงถึงปริมาณสต็อกนะครับ ที่สิงคโปร์ก็อยู่สูงเช่นเดียวกันนะครับ อยู่ที่ค่าเฉลี่ยห้าปีนะครับ ก็จัดเป็นว่าปัจจัยเหล่านี้ก็ทำให้แก๊สออยหรือดีเซลในช่วงนี้นะครับ ก็จะอ่อนตัวลงไปเพราะว่ามีซัพพลายรวมถึงสต็อกค่อนข้างเยอะในภูมิภาคเรานะครับ หันมาดูภาพ C ขวาบนนะครับ ก็จะสอดคล้องกับตัวซัพพลายที่เหลืออยู่ในตลาดค่อนข้างเยอะนะครับ จากรัสเซียที่มีการ Floating Cargo อยู่นะครับ พอสมควรนะครับ ตามเส้นกราฟสีเขียวๆ นะครับ ที่มีแนวโน้มทิศทางเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนนะครับ ก็สอดคล้องกับตัว Crack Spread ที่อ่อนตัวลงไปนะครับ ส่วนภาพล่างขวามือนะครับ ภาพ D นะครับ ก็แสดงถึงว่าเมื่อยุโรปเองมีสต็อกในยุโรปสูงก็ทำให้การนำเข้าตัวน้ำมันจาก East ไป West น้อยลงนะครับ ตามเส้นกราฟสีแดงสีชมพูนะครับ ก็จะว่าต่ำลงไปมากเมื่อเทียบกับปี 2023 แต่แนวโน้มจะค่อยๆ ดีขึ้นนะครับ เพราะว่ามีการลดกำลังการผลิตไปแล้วนะครับ นั่นคือภาพ C ภาพล่างหลังสุดนะครับ ก็เป็นภาพ D นะครับ ภาพ D ก็จะพูดถึงโรงกลั่นที่จะเข้ามาใหม่นะครับ ซึ่งจะเห็นว่าโรงกลั่นที่เข้ามาใหม่ในปี 2024 นะครับ อัตราการเพิ่มขึ้นของกำลังการผลิตสุทธินะครับ ในปีนี้ก็ประมาณหนึ่งจุดสี่ล้านบาร์เรลต่อวัน ก็ใกล้ๆ กับอัตราการเติบโตของทางด้านผู้ใช้นะครับ ตรงพื้นที่สีฟ้านะครับ ส่วนโรงกลั่นไหนเกิดเมื่อไหร่ก็โรงกลั่นใหญ่ๆ ก็ Start up หรือเดินเครื่องไปแล้วนะครับ ตามภาพขวามือนะครับ ในพื้นที่ B นะครับ จะเห็นว่าเริ่มจากคูเวตนะครับ ก็เดินเครื่องไปเมื่อต้นปีนะครับ ตอนนี้ก็อยู่ในพื้นที่สีดำละก็คือเริ่มเข้าเรียกเข้าสู่ Steady State นะครับ ตอนนี้ก็รันอยู่ประมาณเจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์นะครับ ส่วนซาอุดีอาระเบียหรือโอมานเองก็แล้วก็รวมถึงอิรักในตะวันออกกลางก็เดินเครื่องเรียบร้อยหมดแล้วนะครับ ก็อยู่ในช่วงที่รันเป็นปกตินะครับ ที่กำลังจะตามเข้ามาก็คือดาโกเต้จากไนจีเรียนะครับ หกร้อยห้าสิบ kbd นะครับ ก็มีความล่าช้าอยู่บ้างนะครับ ก็คาดว่าจะไป Start up เต็มที่ก็น่าจะปีหน้านะครับ ตอนนี้ก็เริ่มแร็มอัพบางส่วนขึ้นมาประมาณครึ่งนึงนะครับ ส่วนโอเมก้าจากเม็กซิโกก็ดีเลย์ไปเช่นเดียวกันนะครับ ก็จะดีเลย์ไปปลายไตรมาสสี่ปลายปีไตรมาสสี่นะครับ นั่นคือภาพโรงกลั่นเกิดใหม่นะครับ หันมาดูตลาดในประเทศนะครับ ตลาดในประเทศจะเห็นว่าภาพบนซ้ายมือนะครับ เป็นตลาดน้ำมันเบนซิน ปี 2024 ก็เติบโตนะครับ เมื่อเทียบกับปี 2023 โตประมาณบวกสักสี่เปอร์เซ็นต์โดยประมาณนะครับ ก็ตามการใช้การบริโภคที่เพิ่มขึ้นนะครับ ส่วนภาพ B ก็เช่นเดียวกันนะครับ เป็นน้ำมันดีเซลนะครับ ก็เติบโตใกล้เคียงกับปีที่แล้วนะครับ เติบโตขึ้นมานิดนึงประมาณศูนย์จุดสี่ โดยที่ว่าตัวเลขนี้นะครับ เราไม่ได้รวมตัวคือหักตัวน้ำมันดีเซลที่ไปใช้ในการผลิตกระแสไฟฟ้าเมื่อปีที่แล้วนะครับ ที่ราคา Natural Gas แพงในช่วงต้นปีนะครับ ก็มีการหักออกไป ก็จะเห็นว่าถ้าเกิดดูเฉพาะตัวที่ Base Same Basis เนี่ย ก็จะเติบโตอยู่ประมาณศูนย์จุดสี่นะครับ ส่วนน้ำมันอากาศยานภาพล่างซ้ายมือภาพ C นะครับ ก็เติบโตค่อนข้างดีนะครับ ประมาณยี่สิบสี่เปอร์เซ็นต์นะครับ ตามจำนวนเที่ยวบินแล้วก็นักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้นนะครับ ตามมาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยวนะครับ ของรัฐบาลนะครับ ภาพล่างขวามือภาพ D นะครับ เป็นน้ำมันเตาก็ติดลบไปที่หนึ่งจุดเจ็ดเปอร์เซ็นต์นะครับ ก็อันนี้ก็ตามการใช้กระแสไฟฟ้านะครับ ที่ใช้น้อยลงหันมาใช้ที่ปีที่แล้วหันไปเอาน้ำมันเตาส่วนหนึ่งรวมกับน้ำมันดีเซลไปใช้แทนแก๊สธรรมชาตินะครับ ส่วนปัจจัยที่ต้องจับตามองก็เรื่องดัชนีผู้บริโภคนะครับ ที่จะเกิดขึ้นในช่วงครึ่งปีหลังนะครับ ซึ่งคาดว่าน่าจะเติบโตสักสามเปอร์เซ็นต์นะครับ ในปีนี้ รวมถึงจำนวนนักท่องเที่ยวต่างประเทศนะครับ ที่จะเข้ามานะครับ ที่จะเข้ามาตามนโยบายส่งเสริมของภาครัฐนะครับ รวมถึงการนโยบายของรัฐบาลนะครับ ในการควบคุมหรือการกำหนดเพดานราคาขายหน้าสถานีบริการน้ำมันดีเซลนะครับ ซึ่งตอนนี้เขาควบคุมอยู่ที่สามสิบสามบาทต่อลิตรนะครับ ปัจจัยสุดท้ายนะครับ ก็คือทางด้านผู้ผลิตนะครับ ซึ่งอาจจะมีการย่อตัวลงไปบ้างนะครับ อันนี้เป็นปัจจัยสำคัญที่ต้องจับตามองในครึ่งปีหลังนะครับ หันมาดูเรื่องถัดมานะครับ ก็จะเป็นทางด้านตลาด downstream ก็คือเริ่มจากตัวพาราไซลีนนะครับ ซึ่งจะเห็นว่าภาพซ้ายบนภาพเอนะครับ ในครึ่งปีหลังนะครับ จะไม่มีโรงกลั่นใหม่ของพาราไซลีนเข้ามานะครับ โดยที่ตัวผู้ใช้เองจะเติบโตประมาณศูนย์จุดสี่ล้านตันนะครับ ก็ถือว่าเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับตลาดพาราไซลีนนะครับ ทำให้อัตราการใช้เครื่องจักรหรือ utilization นะครับ ตามเส้นกราฟสีน้ำเงินก็มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นนะครับ เมื่อเทียบกับช่วงไตรมาสหนึ่งหรือและสองนะครับ แต่ปัจจัยลบที่ดึง upside อยู่ก็มีอยู่บางส่วนนะครับ ด้านซ้ายล่างนะครับ จะเห็นว่าตัวหยุดซ่อมบำรุงของโรงงานพาราไซลีนนะครับ ในเอเชียเองก็จะน้อยลงไปด้วยนะครับ ในช่วงครึ่งปีหลังเองเนี่ย ก็จะไม่มี supply มาป้อนตลาดมากขึ้นนะครับ นั่นคือปัจจัยที่จะเป็นปัจจัยลบของทางด้านตลาดพาราไซลีน หันมาดูตลาดขวามือนะครับ เป็นตลาดเบนซีนนะครับ สารเบนซีนก็เห็นว่าจะมีโรงกลั่นใหม่เข้ามาก็พอสมควรนะครับ ศูนย์จุดเก้าล้านตันนะครับ เมื่อเทียบกับครึ่งปีแรกที่ศูนย์จุดหกล้านตันนะครับ แต่ก็ยังโชคดีนะครับ ที่ทางด้านผู้บริโภคนะครับ downstream ของสารเบนซีนเติบโตเป็นพื้นที่สีเทานะครับ อยู่ที่หนึ่งล้านตัน ก็ถือว่าเติบโตใกล้เคียงก็สูงกว่าตัวผู้ผลิตเล็กน้อยนะครับ ก็ถือว่ายังเป็นปัจจัยบวกอยู่บางส่วนนะครับ ขณะเดียวกันเองเรื่องการซ่อมบำรุงนะครับ ในครึ่งปีหลังเองเนี่ย ภาพก็จะใกล้เคียงกับสารพาราไซลีนซ้ายมือนะครับ คือว่าการซ่อมบำรุงในครึ่งปีหลังจะลดลงนะครับ ก็คือ supply จะมากขึ้นนะครับ ตัวนี้ก็จะมากดดันตลาดนะครับ นั่นคือภาพของตลาดอโรมาติกส์ ตลาดถัดไปนะครับ ก็จะเป็นตลาดโพลิเมอร์หรือโอเลฟินส์นะครับ ภาพเอนะครับ ก็จะเป็นสารไฮเดนซิตี้โพลีเอทิลีนนะครับ จะเห็นว่าในครึ่งปีหลังเองเนี่ย โรงกลั่นใหม่ก็เข้ามาเยอะนะครับ ที่หนึ่งล้านตัน ก็ใกล้เคียงกับการเติบโตอยู่ที่หนึ่งล้านตันเช่นเดียวกันนะครับ แต่ภาพรวมตลาดก็ยังค่อนข้าง surplus นะครับ จะเห็นว่าเส้นแท่งกราฟสีน้ำเงินเมื่อมองไปด้านซ้ายมือเนี่ย ก็จะมีแท่งกราฟสีน้ำเงินค่อนข้างจะสูงกว่าแท่งกราฟสีเทา ก็คือตลาด surplus อยู่นะครับ ส่วนโรงกลั่นเกิดใหม่ก็อยู่ในตารางขวาซ้ายล่างนะครับ ส่วนขวามือบนนะครับ ก็จะเป็นตลาดโพลีโพรพิลีนนะครับ อันนี้ก็จะสถานการณ์ก็จะหนักกว่าตัวไฮเดนซิตี้โพลีเอทิลีนอยู่นะครับ เพราะว่าแท่งกราฟสีน้ำเงินเนี่ย ค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับซึ่งสีน้ำเงินคือผู้ผลิตนะครับ สีเทาก็คือผู้ใช้นะครับ จะเห็นว่าผู้ผลิตค่อนข้างจะมากเมื่อเทียบกับผู้ใช้นะครับ ก็จะตลาดโพลีโพรพิลีนก็ยังอยู่ในภาวะที่ถูกกดดันอยู่ค่อนข้างเยอะนะครับ นั่นคือบทสรุปของตัวตลาดโอเลฟินส์นะครับ ขอมาดูทางด้านน้ำมันหล่อลื่นนะครับ น้ำมันหล่อลื่นพื้นฐานนะครับ จะเห็นภาพเอซ้ายมือบนนะครับ ก็จะเห็นว่าตัวโรงกลั่นเกิดใหม่นะครับ ก็เป็นกลุ่มน้ำมันหล่อลื่นกลุ่มที่สองและน้ำมันหล่อลื่นกลุ่มที่สามนะครับ ก็เข้ากันมาเยอะนะครับ ตามกราฟแท่งที่สูงขึ้นนะครับ กับที่ตัว demand หรือผู้ใช้น้ำมันหล่อลื่นกลุ่มที่หนึ่งก็หดตัวลงไปนะครับ ตามพื้นที่สีแดงที่เป็นเส้นเอียงนะครับ ก็คงเป็นภาพอย่างนี้อย่างต่อเนื่องนะครับ เพราะว่าตอนนี้กลุ่มที่สองกลุ่มที่สามก็เข้ามาเรื่อยๆ นะครับ อย่างที่เคยเรียนไปหลายการประชุมนะครับ ส่วนขวามือนะครับ แสดงถึงตัวการหยุดซ่อมบำรุงนะครับ ของโรงงานน้ำมันหล่อลื่นนะครับ ก็จะเห็นว่าตัวในครึ่งปีหลังเองการซ่อมบำรุงเองเนี่ย ก็น้อยลงไปนะครับ เมื่อเทียบกับครึ่งปีแรก อันนี้ก็ยิ่งทำให้สถานการณ์นั้นก็ยิ่งจะโดนกดดันนะครับ กับที่ภาพล่างภาพซ้ายซีนั้นก็คือแสดงสเปรดนะครับ การคาดการณ์สเปรดก็จะเห็นว่าเนื่องจากตัวน้ำมันเตาตอนนี้ครับ ราคาก็ถือว่าปรับตัวดีขึ้น ตัว high sulfur fuel oil ก็ทำให้ผลต่างระหว่างตัวน้ำมันหล่อลื่นที่เป็นเส้นสีชมพูกับน้ำมันเตาซึ่งเป็นวัตถุดิบหรือยางมะตอยเทียบกับน้ำมันเตาก็จะติดลบมากขึ้น คือสเปรดจะแคบลงนะครับ กับที่ภาพดีนะครับ แสดงถึงความต้องการคาดการณ์นะครับ การนำเข้ายางมะตอยนะครับ ซึ่งจะเห็นว่าในช่วงนี้นะครับ ในช่วงไตรมาสที่สามนะครับ จะเข้าสู่ฤดูฝนนะครับ การนำเข้าเองก็จะลดน้อยถอยลงตามปกติของเขานะครับ แล้วก็จะฟื้นอีกหนึ่งครั้งก็หลังจากผ่านฤดูฝนไปนะครับ นั่นคือภาพตลาดของยางมะตอยนะครับ เรามาดูเรื่องภาพสรุปนะครับ ภาพสรุปของครึ่งปีหลังปีนี้นะครับ เมื่อเทียบกับไตรมาสที่สองที่ผ่านมานะครับ จะเห็นว่าตัวน้ำมันดิบนะครับ ก็คาดว่าราคาน่าจะย่อตัวลงไปเมื่อเทียบกับไตรมาสที่สองนะครับ เพราะว่ามันมีสต็อกที่เพิ่มขึ้นเล็กน้อยนะครับ แต่อย่างไรก็ตามนะครับ ตัวความขัดแย้งในเชิงภูมิรัฐศาสตร์นะครับ โดยเฉพาะในตะวันออกกลางเองเนี่ย ก็ยังมีอยู่นะครับ ก็จะเป็นปัจจัยที่มาทำให้ตลาดนั้นมีราคาดีดตัวขึ้นเป็นบางช่วงได้นะครับ ส่วนโรงกลั่นเองนะครับ ค่าการกลั่นน่าจะปรับตัวดีขึ้นนะครับ คาดว่าจะปรับตัวดีขึ้นเล็กน้อยนะครับ ในช่วงครึ่งหลังของปีนะครับ เพราะว่าเป็นผลมาจากการที่ช่วงนี้มันต่ำนะครับ ก็มีการลดกำลังการกลั่นลงนะครับ แล้วก็ช่วง seasonal demand ก็เข้ามานะครับ แต่ปัจจัยลบที่จะเข้ามากดดันก็คือเรื่องโรงกลั่นเกิดใหม่นะครับ ส่วนทางด้านอโรมาติกส์แล้วก็โอเลฟินส์นะครับ พาราไซลีนก็น่าจะดีขึ้นนะครับ เมื่อเทียบกับช่วงที่ผ่านมานะครับ เพราะ capacity ใหม่ในช่วงครึ่งปีหลังนะครับ ไตรมาสสามไตรมาสสี่ยังไม่เข้ามานะครับ แต่เบนซินเองสารเบนซินนะครับ ก็จะมีซัพพลายที่ค้างอยู่พอสมควรนะครับ ทำนองเดียวกับตลาดโอเลฟินส์นะครับ ที่ยังมีแรงกดดันจากโรงกลั่นเกิดใหม่นะครับ โดยเฉพาะโพลีโพรพิลีน ส่วนน้ำมันหล่อลื่นปัจจัยพื้นฐานนะครับ ก็ยังอ่อนตัวอยู่นะครับ ไม่ได้มีปัจจัยบวกมากมายนะครับ อันนี้คือภาพรวมของอุตสาหกรรมที่เราเกี่ยวข้องนะครับ ขอบคุณมากครับ
ครับ มาดูนะครับ เอ่อ ข้อสรุปนะฮะ ก็จะเห็นนะครับ ในที่เราได้สื่อสารกับทางท่านนักวิเคราะห์นะครับ ในช่วงที่ผ่านมานะครับ เราก็ยังมี เอ่อ Aspiration นะฮะ ที่จะ เอ่อ ปรับพอร์ตเรานะครับ ใน เอ่อ ปี 2030 นะฮะ เนื่องจากว่าเราต้องการลดการพึ่งพานะฮะ จากธุรกิจปิโตรเลียมนะครับ เพราะฉะนั้นก็จะ เอ่อ มีโฟกัสนะฮะ ในการที่จะไปสู่ธุรกิจที่มีมูลค่าสูงนะครับ ตอบโจทย์ตัวเมกะเทรนด์ในอนาคตนะฮะ เพื่อให้พอร์ตของเราเนี่ยมีความยืดหยุ่นและก็มีความสมดุลมากขึ้นนะ อย่างที่เห็นนะครับ ในปัจจุบันนี้เราก็จะมีสัดส่วนจากธุรกิจปิโตรเลียมเนี่ยค่อนข้างเยอะนะครับ ในช่วงห้าปีที่ผ่านมานะ ประมาณ เอ่อ เจ็ดสิบกว่าเปอร์เซ็นต์นะครับนะฮะ ในขณะที่ธุรกิจจากเพชรเคมซึ่งอยู่ในช่วง Down Cycle ด้วยนะฮะ ในช่วงสองสามปีนี้ก็ทำให้ Contribution น้อยลงนะฮะ เหลือสิบเอ็ดเปอร์เซ็นต์นะฮะ ในอนาคตเองเราก็ยังมีความมุ่งมั่นนะฮะ ที่จะเพิ่มสัดส่วนนะฮะ เพิ่มขึ้นเป็นสามสิบเปอร์เซ็นต์นะฮะ ของเพชรเคม แล้วก็ตัว เอ่อ New Business หรือ High Value Business นะฮะ ที่ยี่สิบเปอร์เซ็นต์ด้วยกันนะครับ โดยเราใช้กลยุทธ์นะครับ สาม B นะครับ ที่เรา ได้ เอ่อ ดำเนินการมาตลอดนะฮะ ในช่วงที่ผ่านมานะครับ นอกจากเรื่องของการสร้างความเข้มแข็งนะฮะ ในเรื่องของ Foundation ของเรานะฮะ ผ่านโครงการนะฮะ CFP แล้วนะครับนะฮะ หรือโครงการที่เราไปลงทุนในอินโดนีเซียนะครับ ใน เอ่อ กลยุทธ์ที่หนึ่งนะ เรียกว่า Value Maximization นะครับ อันนี้ก็จะเป็นการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันและก็ความยืดหยุ่นนะฮะ ในการดำเนินธุรกิจด้วยนะฮะ โดยการใช้ประโยชน์นะ จากตัวแพลตฟอร์มที่เรามีอยู่นะครับ แล้วก็ขยายห่วงโซ่ไปยังธุรกิจ เอ่อ Downstream มากขึ้น แล้วก็ HVP นะครับ หรือผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าสูงนะครับ โดยการที่เราก็ต้องผ่านใช้ V2 กลยุทธ์ V2 ของเรานะครับ เรื่องของการบริหารจัดการตัวห่วงโซ่คุณค่านะครับ โดยเน้นเรื่องของการมุ่งเน้นนะครับ ในการขยายตลาดนะ สร้างความแข็งแกร่งด้านการตลาดในภูมิภาคนี้ นอกจากประเทศไทยนะ โดยเฉพาะในประเทศที่เป็น เอ่อ Focus Country เรา ไม่ว่าจะเป็นเวียดนาม อินโดนีเซีย และก็อินเดียนะครับนะฮะ อันนี้ก็จะเป็นแต่เขาเรียกเป็นการสร้างนะฮะ ตลาดที่จะสามารถกระจายผลิตภัณฑ์ที่มีเพิ่มขึ้นในอนาคต แล้วก็รวมถึงผลิตภัณฑ์ใหม่ที่เรากำลังโฟกัสอยู่นะครับ เพื่อไปสู่ผู้บริโภคที่ให้มูลค่าของผลิตภัณฑ์ที่ดีกว่านะครับ ส่วนทางด้าน เอ่อ กลยุทธ์ V3 อันนี้ก็เป็นการตอบโจทย์เมกะเทรนด์ อย่างที่เคยเรียนท่านนักวิเคราะห์นะครับ เราก็ต้องการอ่านะครับ ผันตัวเราไปสู่ธุรกิจนะฮะ ที่ตอบโจทย์ในเรื่องอนาคตด้วย ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับทางสารเคมีในการยับยั้งหรือกำจัดเชื้อหมุดเชื้อโรคนะครับ ธุรกิจเรื่องของการลด เอ่อ แรงตึงสารแรงตึงผิวนะฮะ ที่ใช้ในชีวิตประจำวันนะฮะ DNS นะครับ หรือธุรกิจที่เป็น Renewable Energy หรือเป็น Energy รูปแบบใหม่นะฮะ ในอนาคตด้วย แล้วก็ Specialty Chemical ด้วย และบริษัทก็ยังมีความมั่นใจนะครับ ว่านะครับ เราจะสามารถบรรลุเป้าได้นะครับ ในอนาคตนะฮะ หลังจากที่เราได้ทำเน้นนะฮะ โครงการเรื่องของพลังงานสะอาดนะฮะ ให้แล้วเสร็จนะ แล้วก็การใช้ประโยชน์จากแพลตฟอร์มในอินโดนีเซียนะฮะ แล้วก็ในบริษัท CAP นะฮะ ซึ่งอันนี้ก็จะเป็นสิ่งที่เราให้ความสำคัญในช่วงเวลานี้นะครับนะฮะ คราวนี้ในเรื่องของ เอ่อ ธุรกิจของเรื่องของไอตัว Selective Growth อย่างที่เห็นนะครับ ก็เป็นส่วนหนึ่งของการตอบโจทย์นะ ไม่ว่าจะเป็น V3 นะฮะ หรือ V2 นะครับ เราก็ด้วยเนื่องจากข้อจำกัดทางการเงินเรานะฮะ เราเองก็ต้องเน้นนะฮะ แต่โครงการที่มีอยู่ให้สำเร็จก่อนนะฮะ แล้วจากนั้นเราก็จะเอาผลตอบแทนนะฮะ จากโครงการที่สำเร็จแล้วนะครับ แล้วก็ไปลงทุนต่อนะฮะ ซึ่งก็เราก็มีความร่วมมือนะครับ กับทางกลุ่มปตท.
อยู่นะครับ แล้วก็กลยุทธ์ของเราก็สอดคล้องนะฮะ กับทางกลยุทธ์ของ ปตท.
ด้วยนะครับ โดยในปีช่วงสามสี่ปีนี้นะครับ เราก็จะดำเนินกลยุทธ์ที่เรียกว่า Pilot Business Frontier นะฮะ เป็นการทดลองนะครับ ในการที่จะเข้าสู่ธุรกิจใหม่นะครับ ผ่านบริษัทย่อยของเรานะครับ แล้วก็รวมถึงกลยุทธ์ในการเข้าเรียกว่า Footprint Seeding นะครับ ในการที่จะลงทุนนะในธุรกิจใหม่นะฮะ ที่ไม่ได้เยอะมากนะครับ เพื่อเป็นการทดลองตลาด แล้วก็ทำความเข้าใจธุรกิจนะครับ ในขณะเดียวกันก็หาโอกาสนะฮะ ที่จะสร้างธุรกิจใหม่ในภูมิภาคนี้นะครับ แล้วก็จะเน้นเรื่องของการ Commercial Development นะครับ เรื่องของการพัฒนานะครับ บุคลากรนะฮะ แล้วก็ปรับองค์กรนะฮะ ให้ตอบโจทย์ความต้องการนะฮะ ในอนาคตนะครับ นอกเหนือจากธุรกิจ DNS แล้วก็มี Specialty Chemical นะครับ ที่เราก็จะร่วมมือกับทาง Partner เรานะ ในการเข้าสู่นะครับ ธุรกิจที่เป็น Solution Provider นะ ซึ่งก็จะเป็นอะไรที่ไม่ต้องลงทุนมาก แต่ว่าให้ผลตอบแทนที่ดีนะครับนะฮะ ซึ่งอันนี้ก็จะทำได้ก็ต่อเมื่อเราก็คงต้องมีเรื่องของการขยายนะครับ ธุรกิจนะฮะ โดยจำหน่ายในประเทศภูมิภาค ผ่านตัว IVCM อย่างที่ได้เรียนไปแล้วนะครับ ในเรื่องของ Sustainability นะครับ เรามี Roadmap ที่ชัดเจนนะครับ ว่าเราจะไปสู่ Net Zero ได้อย่างไรในปี 2060 นะครับ แต่ว่า Timing ของการ...
ลงทุนนะ Timing ของการ Execution เป็นเรื่องสำคัญนะครับ ดังนั้นในระยะสั้นนะหรือระยะกลางเราก็คงจะต้องเน้นโครงการที่เพิ่มประสิทธิภาพในการใช้พลังงานนะเป็นหลัก ซึ่งโครงการดังกล่าวก็จะเป็นโครงการที่ลดต้นทุนในการผลิตด้วยนะครับ ลดการปลดปล่อย Green House Gas ด้วย ซึ่งอันนี้ก็จะเป็นโครงการที่มี Return ในการลงทุนนะครับ ส่วนในระยะกลางนะครับก็คงต้องมีการประยุกต์ใช้ประโยชน์จากการประยุกต์ใช้ Technology เช่น CCS เป็นต้นในการที่จะดักจับตัว Green House Gas ในกระบวนการผลิตของเราเพื่อให้ไปสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนนะครับ ซึ่งเราก็ต้องดูจังหวะและเวลานะครับ เพราะเรามีกลยุทธ์สามซีนะครับ ขณะเดียวกันตอนนี้เราก็มีเริ่มทำการปลูกป่านะครับในประเทศไทยเราเพื่อเป็นการส่งเสริมการอนุรักษ์ป่าด้วย และในขณะเดียวกันสามารถดักจับตัว CO2 ในชั้นบรรยากาศด้วยนะครับ ท้ายที่สุดแล้วนะครับธุรกิจในอนาคตก็คงจะต้องเป็นธุรกิจที่มีผลิตภัณฑ์คาร์บอนต่ำนะครับ ทั้งนี้ทั้งนั้นเราเองก็ต้องสร้างความแข็งแกร่งโดยการร่วมมือกับกลุ่ม ปตท.
ในธุรกิจปัจจุบันเองนะครับ ไม่ว่าจะเป็นผ่านโครงการ Project One นะครับ ที่เราได้ร่วมมือกันในการบริหารจัดการ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการจัดซื้อน้ำมันดิบนะครับ หรือขยายตลาดขายผลิตภัณฑ์น้ำมันสำเร็จรูปนะครับ แล้วก็ผลิตภัณฑ์อื่นเนี่ยไปสู่ภูมิภาคด้วยนะครับ แล้วเราก็ยังมีโครงการในเรื่องของการทำ Optimization นะครับของกลุ่มนะ เขาเรียกบริษัทในกลุ่ม ปตท.
นะฮะ ไม่ว่าจะเป็นเพื่อบริหารจัดการนะครับตัว Demand Supply โดยเฉพาะตัว Product ที่มัน Surplus ในประเทศไทยเองนะครับ แล้วก็ในอนาคตนะครับก็คงจะร่วมมือกันนะฮะ เพื่อได้ได้ Economy of Scale ในขณะเดียวกันก็เป็นการบริหารความเสี่ยงด้วยนะฮะ ในธุรกิจในอนาคตนะ ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับตัวเขาเรียก SAF เองนะ ธุรกิจเรื่องของในเรื่องของการใช้ประโยชน์ตัว CCS เป็นต้นนะครับนะฮะ แต่สิ่งเหล่านี้นะครับเราก็ต้องทำนะฮะ โดยการพิจารณาควบคู่ไปกับทางวินัยทางการเงินนะฮะ ซึ่งเป็นเรื่องที่เราให้ความสำคัญนะ เป็นอันดับต้นนะครับ การรักษาอันดับความน่าเชื่อถือทางการเงินนะฮะ ของบริษัท และให้อยู่ในระดับ Investment Grade นะครับ ควบคู่ไปกับการขับเคลื่อนการเติบโตขององค์กรนะครับ เพราะปัจจุบันนี้ก็บริษัทก็ยังไม่ได้มีการลงทุนในธุรกิจใหม่ๆ นะครับนะ เพื่อให้อัตราส่วนทางการเงินนะครับ อยู่ในระดับที่เอ่อเขาเรียกเหมาะสมนะครับ แล้วก็มีการสื่อสารนะฮะ อย่างต่อเนื่องกับทางผู้มีส่วนได้เสียนะครับ โดยเฉพาะตัว Credit Rating Agency นะ เพื่อให้อ่าทำความเข้าใจนะครับ ว่าทางธุรกิจของไทยออยล์ หรือแนวโน้มในการดำเนินธุรกิจเรา กลยุทธ์เราเป็นอย่างไรบ้างนะครับ ในอนาคตนะครับ ก็อันนี้ก็จะเป็นสรุปนะฮะ สิ่งที่อยากจะนำเรียนนะครับ ให้ทางทางท่านนักวิเคราะห์นะครับ ในการแถลงผลการดำเนินงานของไตรมาสหนึ่งในปีนี้ครับ ขอบคุณครับ