Good morning everyone! Welcome to Thai Union's Analyst Meeting for the fiscal year of 2025 results announcement. My name is Waranya Leejaturong and I will be your MC today. First of all, I would like to introduce our management. First, Khun Thiraphong Chansiri, President and CEO, Khun Ludovic Garnier, our Group CFO, and Khun Pinyada Saengsakdaharn, Head of Investor Relations. Today's session will take around 1.5 hours, including Q&A session and then followed by a 10 minute break before we begin the TFM analyst meeting. Without further ado, I would like to invite คุณธีรพงษ์ to begin the presentation ค่ะ.
ครับ ก็สวัสดีท่านนักวิเคราะห์
Good morning to all of the analysts and the executives from financial institutions joining us today.
ถือโอกาสมา
Today, we are going to
รายงานเกี่ยวกับผลประกอบการไตรมาสสี่ที่ผ่านมา
share our performance results with you.
แล้วก็ผลประกอบการโดยรวมทั้งปีของปี 2025 ครับ ก็ต้องบอกว่าปี 2025 เนี่ยเป็นปีที่น่าจดจำอีกปีหนึ่งครับ เพราะว่ามีเรื่องราวที่สำคัญต่างๆ มากมายพอสมควร ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของ reciprocal tariff ครับ ซึ่งก็ถือว่าเป็นเรื่องใหม่ครับ แล้วก็เรื่องของค่าเงินบาทของไทยครับ ที่ค่อนข้างแข็งจริงๆ แล้วแข็ง เงินบาทแข็งเนี่ยก็เป็นเรื่องหนึ่ง แต่สิ่งสำคัญก็คือเพื่อนบ้านเราเนี่ยกลับอ่อนครับ ก็เลยทำให้เป็นความท้าทายของธุรกิจในปีที่ผ่านมาค่อนข้างมาก อย่างไรก็ดีเนี่ย ผมคิดว่าจากการปรับตัวของไทยยูเนี่ยนครับ ซึ่งก็ได้ดำเนินงาน ดำเนินการมาตลอดอย่างต่อเนื่องครับ เรามีการปรับตัวตลอดเวลา สองปีที่ผ่านมาครับ เรามีโครงการโซน่าเรื่องของการ transformation แล้วมีโครงการ Tailwind ของทาง i-Tail ครับ ในการที่จะพัฒนาในเรื่องของการทำกำไรของธุรกิจ pet care ของเรา ก็ช่วยให้เราเนี่ยค่อนข้างมีความสามารถในการที่จะจัดการครับ โดยเฉพาะในเรื่องของต้นทุนทั้งการผลิต แล้วก็เรื่องของ SG&A ค่าใช้จ่ายต่างๆ ครับ ในปีที่ผ่านมา จึงจะเห็นได้ว่าในปีที่ผ่านมานี้ครับ เราก็ได้มีการเตรียมพร้อมสำหรับการเติบโตในปี 2026 ในปีนี้ถ้าดูในเรื่องของ transformation program เนี่ยก็จะเห็นว่าเรามีโครงการโซน่าที่เรามีเป้าหมายในการที่จะทำ saving ที่ 25 ล้าน US ดอลลาร์ครับ แล้วก็ Tailwind ที่เป็น operating profit uplift ที่ 20 ล้าน US ดอลลาร์ครับ ซึ่งทั้งสองโครงการเนี่ยก็เป็นไปในทิศทางที่เราคาดหวังไว้ ในเรื่องของ Cost Reset ครับ เราก็มีการตั้งเป้าที่จะลด cost ให้ได้ 118 ล้านเหรียญสหรัฐภายในปี 2027 และในปีที่ผ่านมาเราก็ได้มีการทำ refinancing ที่ 24,000
ล้านบาทครับ ซึ่งในส่วนนี้เนี่ยก็ทำให้อัตราดอกเบี้ยของเราเนี่ยลดลงไปครับพอสมควร จากนี้ต่อไป แล้วก็ในเรื่องของ portfolio ในการจัดการครับ ในการที่จะปรับ portfolio ของเรา โดยเน้นสินค้าหรือธุรกิจที่มี margin ที่ดีขึ้น เรื่องของ innovation ครับ ก็เป็นเรื่องที่สำคัญครับ จะเห็นว่าทุกๆ business unit ของเราครับ ก็มีการ launch new product ต่างๆ ครับ ไม่ว่าจะเป็น ambient branded ของเรา ทั้งในอเมริกาและก็ยุโรปครับ วันนี้เนี่ย pipeline new product ของเราเนี่ยค่อนข้างดีขึ้นมากทีเดียว หลังจากที่เราได้มีการลงทุน Innovation Hub ที่ประเทศเนเธอร์แลนด์ ธุรกิจ pet care ครับ ก็เช่นเดียวกัน innovation เนี่ยถือว่าเป็นส่วนสำคัญในการที่จะ drive sale ของเขา Frozen โดยเฉพาะในเรื่องของ culinary ready meal ครับ ก็เป็นส่วนที่เราพัฒนาค่อนข้างมากครับในช่วงที่ผ่านมา ถ้าดู full year result ครับ ก็อาจจะเห็นว่ารายได้ในรูปเงินบาทเนี่ยไม่ค่อยดีเท่าไหร่ครับ ลดลง 4.1% แต่สิ่งที่ดีที่ผมคิดว่าสำคัญก็คือ volume ของเราเนี่ยกลับมาเติบโตครับที่ 2.5% volume ทั้งหมดที่เราผลิตแล้วก็ส่งออกได้เนี่ยอยู่ที่ระดับ 900,000 ตันครับ ซึ่ง demand ที่ค่อนข้างดีเนี่ยมาจาก Frozen, F eed ครับ แล้วก็ pet care ซึ่งโดยเฉพาะ feed เนี่ยก็เป็นอีกธุรกิจหนึ่งของเราครับที่ทำ new record high ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของ market share ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของรายได้ แล้วก็อัตราการทำกำไร และรวมถึงกำไรของเขา ซึ่งเดี๋ยวหลังจากนี้เนี่ยทาง Thai Union Feed ก็จะมา present ผลงานให้กับทุกท่านได้ฟัง แล้วก็รวมถึง pet care ครับ ก็ถือว่าทำได้ค่อนข้างดีในช่วงปีที่ผ่านมา Gross profit margin ของเราเนี่ยก็ถือว่าอยู่ในระดับที่สูงครับ ถึงแม้ว่าจะต่ำกว่าเป้าหมายที่ 19% แต่เราก็ทำได้ที่ระดับ 18.9% หลักๆ ที่ทำให้มันตกลงเล็กน้อย ผมคิดว่าเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนก็มีผลที่ค่อนข้างสำคัญครับ
อีกเรื่องหนึ่งที่ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่ดีและเป็นไฮไลท์ของเราก็คือแม้ว่า Net Income ของเราเนี่ยจะลดลง Year on Year ก็ดีนะครับ แต่ EPS Earning Per Share ของเราเติบโตขึ้นเมื่อเทียบ Year on Year เนี่ย EPS ของเราก็โตขึ้นถึง 7.2% นะครับ ซึ่งก็ทำให้เราเนี่ยมีความสามารถในการจ่าย Dividend ที่สูงขึ้นนะครับ ในหน้าถัดมาเนี่ยก็จะเห็นได้ว่า EPS ของเราเติบโตขึ้นจาก ₿1.08 ต่อหุ้นขึ้นมาที่ระดับ ₿1.16 ต่อหุ้น ถึงแม้ว่า Adjusted Net Profit ของเรา Year on Year เนี่ยจะลดลง 3.1% ก็ดีนะครับ ก็อันนี้ก็ถือว่าเป็นสิ่งที่เราค่อนข้างพอใจที่สามารถตอบแทนให้กับผู้ถือหุ้นของเราในระดับที่สูงขึ้น แล้วก็การจ่ายปันผลของเราก็ยังสม่ำเสมอต่อเนื่อง ในไตรมาสที่สี่นะครับก็จะเห็นว่ารายได้ของเราอยู่ที่ระดับ ₿35,000 ล้านบาท จุดที่ดีนะครับก็คือถ้าไม่รวม Forex Impact เนี่ยจริงๆ แล้วรายได้ของเราเติบโตที่ 0.7% นะครับ ก็เป็นโมเมนตัมที่ดีในไตรมาสที่สี่ Gross Profit ของเรานะครับก็อยู่ที่ 18.3% นะครับ หลักๆ ก็ยังมาจากเรื่องของทาริฟนะครับที่เกิดขึ้น แล้วก็รวมถึงราคาแซลมอนที่มีการปรับตัวสูงขึ้นในไตรมาสที่สี่ที่ยุโรป Adjusted Net Profit ของเรานะครับที่ระดับ ₿1,650 ล้านบาท มาร์จิ้นอยู่ที่ 4.7% Year on Year เราลดลงไป 12.7% ในขณะที่ Adjusted Net Profit ของเราลดลงไปที่ 22.7% ในไตรมาสที่สี่นะครับ ในหน้าถัดมาเนี่ยก็อยากจะให้เห็นถึงประวัติเรคคอร์ดในการจ่ายเงินปันผลของเรานะครับ ก็ตั้งแต่ผมคิดว่าตั้งแต่เราจัดตั้งบริษัทมาเราก็มีการจ่ายเงินปันผลตลอดเวลา นโยบายจ่ายเงินปันผลของเราก็คือไม่ต่ำกว่า 50% นะครับ แล้วเราก็จ่ายในระดับที่ค่อนข้างสูงมาตลอด จะเห็นว่าจริงๆ แล้วเนี่ยตั้งแต่ปี 2023 มาเนี่ยนะครับ 2024 ก็จะเห็นว่าเราพยายามที่จะจ่ายเงินปันผลที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากระดับ ₿0.54 ขึ้นมาที่ ₿0.66 แล้วก็ล่าสุดอยู่ที่ ₿0.70
นะครับ ซึ่งในปีนี้เนี่ยเรามีการจ่ายครึ่งปีก่อนหน้านั้นที่ ₿0.35 ต่อหุ้น แล้วก็ในครึ่งหลังของปีนี้เนี่ยเราก็จะจ่ายที่ ₿0.35 ต่อหุ้นเช่นเดียวกันนะครับ Ex-Dividend Date วันที่ 2 มีนาคม Record Date วันที่ 4 นะครับ แล้วก็ Payment วันที่ 24 เมษายนนะครับ อันนี้ก็เป็นเรื่องของเงินปันผล ในหน้าถัดมาก็จะเห็นว่าสาเหตุที่ทำให้ EPS ของเราสูงขึ้นหลักๆ ก็มาจาก Share Repurchase Program ของเรานะครับ ซึ่ง ณ วันนี้เนี่ยเราก็น่าจะซื้อหุ้นคืนมากว่า 10% นะครับ ล่าสุดเมื่อต้นเดือนวันที่ 8 January เราก็มีการลดทุนไปอีก 200 ล้านหุ้น ณ วันนี้ยังมีหุ้นที่ยังคงเหลืออยู่ยังไม่ได้ลดทุนอีก 400 ล้านหุ้นนะครับ ซึ่งเป็นโปรแกรมที่สี่โปรแกรมสุดท้ายนะครับ ก็อันนี้ก็คงจะดำเนินการในอนาคตนะครับ ในหน้าถัดมาเนี่ยก็เช่นเดิมนะครับ ก็เราก็ได้รับการ Recognize จากองค์กรต่างๆ มากมายนะครับในช่วงที่ผ่านมา เราก็ได้รับรางวัลจาก Leadership Award นะครับจากรัฐบาลไทย จากตลาดหลักทรัพย์ อะไรต่างๆ นะครับ รวมถึงสินค้าของเราเนี่ยไม่ว่าจะเป็น ECOTWIST ที่เรา launch ที่อังกฤษเราก็ได้รางวัลนะครับ ถือว่าเป็น Packaging Award ในช่วงปีที่ผ่านมา แล้วก็ล่าสุดนะครับก็เป็นข่าวที่ดีนะครับว่าเรื่องของ Sustainability เรายังได้รับการ Ranking เป็นอันดับหนึ่งของโลกนะครับ Top 1% นะครับ โดยจัดโดย S&P Global Sustainability Yearbook ปี 2026 นะครับ ก็อันนี้ก็เป็นสิ่งที่เรายังคงความเป็นผู้นำในเรื่องของ Sustainability นะครับ นอกเหนือจากนั้นนะครับเราเองก็ยังได้รับการอัปเกรดในเรื่องของ ESG Rating ไม่ว่าจะเป็นของ FTSE Russell ESG Score นะครับ จาก CDP นะครับเราก็ได้รับการอัปเกรดจาก B ขึ้นมาเป็น A นะครับ Rating SET เองนะครับเราก็ได้รับการอัปเกรดจาก A ขึ้นมาเป็น AA นะครับในหมวด Agro & Food แล้วก็อื่นๆ นะครับก็ดูในรายละเอียดของผลประกอบการในไตรมาสที่สี่แล้วก็ทั้งปี 2025 เดี๋ยวผมจะขอเชิญคุณรูโดเนี่ยช่วยอธิบายให้กับทุกท่านฟังนะครับ ขอบคุณครับ
Thank you Thiraphong. Good morning, everyone. Very happy to be with you. I will start with our usual five years picture on the sales and the GP margin. The few takeaways for you are we are extremely proud this year to achieve our best performance ever in terms of GP margin for the whole year. Just below 19%, we are expecting to reach 19%. We are just below for the whole year, and you can see achieving this performance in such a volatile environment with the U.S. tariff and the FX playing against us, I think we can be very happy about that. Of course, we don't want to deny that over the past two quarters, we have been under pressure because of the U.S. tariff. You can clearly see that in our numbers.
However, the full year performance is very encouraging, and I think this is something we have to acknowledge. The second one is please have a look at the sales development quarter after quarter. For you to remember, we started Q1 with a decrease by 10%, mostly because of the FX, and then in Q2, minus 5%, Q3, minus 1%, and almost stable in Q4. We are very close to be flat or even back to growth, but I think all of these are very encouraging KPI that we are looking for. If I deep dive on the FX impact, and you know, the FX has been a very strong impact for us. You can see here we have a small table. In Q4 alone, the USD versus Thai baht has been deteriorating by 5%.
The same for the GBP by 2%. Euro has been the opposite way by 3%, so it's partially offsetting this impact. We are facing even Q4, some very strong FX impact compared to last year, and this is something we have to keep in mind, even if we do a lot of hedging. Of course, we have our US operations, which are affected by this one, and Khun Thiraphong mentioned this one. One of the issue is all our competitors in the countries around Thailand have not seen such an increase of their own local currency. We are one of the only one where the local currency has been strengthening so much versus USD over the year. Here a few things. What is important for me is the dark blue.
The dark blue is the organic growth. You can see now it's two quarters where the organic growth is positive. I think this is encouraging. If you look at the light blue also, this is the FX impact, and the good news is the FX impact is reducing quarter after quarter. You can see here in Q1, it was significant, Q2 also, Q3 dropping a bit, and then Q4 now, it is almost nothing, but it's offsetting our organic growth in Q4. One good takeaway also from this line is our volume growth. We told you when we have been facing with the U.S. tariff in Q2, we have been facing one of the key question mark will be the reaction on the demand in the U.S.
You can see here we have been generating some volume growth consistently every quarter, every quarter. Of course, we have different pictures depending on the category, and Khun Kwan will elaborate on this one, but I think this is also a very encouraging signal for all of us. Next slide, you can see our raw material prices. I think overall, it has been under control. This year, we have been facing a bit of inflation. You can see in Q4, we had $1,573 for the skipjack, increasing a bit compared to last year, but overall, within our comfort zone of $1,400 to $1,700. Shrimps also has been increasing overall quarter on quarter, but still an acceptable range.
The salmon also, I think, is also more steady compared to where it had been the years before. I think we have been quite happy with the salmon development. You have also, for each of these raw materials, our assumption in terms of budget for the year 2026. Of course, what we provide is always the average for the whole year. You can have some ups and down during the year, depending on the quarters, but overall, we don't plan for very significant changes in terms of raw materials next year. In tuna, the same in salmon, the same in shrimps, okay? We do expect a bit of inflation, but nothing dramatic for the business. Next one is regarding the FX, and I think this is the most important slide that we do have.
Of course, the deterioration of the USD versus Thai baht. I mentioned this one has been impacting our business. You can see in Q4, we are 32.2. In Q1, it's deteriorating a bit further on this one. This is one of the key component of the performance, and it was quite far away from our budget assumptions for the year 2025, which was much higher than this level. Euro, there was some ups and down. Euro has been increasing over the past two quarters, so I think we are in a better shape here. GBP also has been deteriorating versus Thai baht. In Japanese yen, I don't need to comment. We know it's very weak versus all currencies.
If I now move to our net debt bridge, 24-25, the first thing is our net debt has been increasing in 25, from ฿53 billion at the end of 24 to ฿61 billion. Let me walk you through the key component of this one. First of all, the EBITDA, I think the EBITDA is quite aligned with our expectation, ฿12 billion, ฿13 billion, but this is where we are usually. But then next to the EBITDA, you can see we have a big box, which is net working capital, increasing by ฿6 billion. That was kind of a surprise for us, especially in Q4. Our inventories, our AR, have been increasing in Q4.
A few drivers for that: first of all, the U.S. tariffs now are inflating our inventories in the U.S. on average by 20%, 25%. In the U.S., we import a lot of product coming from Thailand, from Indonesia, but also from India. The average tariff rate that we have is something close between 20% to 25%, depending on the mixed country. This is one of the reasons. We have been facing also some good issues, a lot of orders in our U.S. frozen business at the end of the year, so we built up a lot of inventories at the end of the year to face with this situation. Also, our sales in December were high, so our AR are also higher compared to what we have usually.
The impact of all of this one is ฿6 billion over the full year. CapEx are under control. For you to remember, at the beginning of the year, the guidance for 2025 was ฿4.5 to ฿5 billion. When we have been facing with the tariff, we have been reducing our guidance. We say we want to keep under control, and then after, we have been loosening a bit the CapEx. But still, we have been spending below our guidance for the full year, and you will see when Khun Jirapong will talk about our guidance statistic for the CapEx. We are catching up a bit of CapEx, which have been delayed from 2025 to the year 2026. All the rest, tax, dividend, is kind of normal.
You can see, of course, on the right, we have also one box, which is very unusual, which is our treasury share buyback for ฿4.3 billion, which is the last program we have been doing in the year 2025. So the consequences on net debt to equity has been increasing. It was below one at the end of 2024. It's 1.18, 1.18, at the end of 2025. There is one good news. The cost of debt has been decreasing, okay? It was 3.65% last year. In 2025, it was 3.31%. Here you can see the impact of the interest rate gradually reducing in the world. We have a clear action plan for 2026.
We are not happy with our cash performance in the year 2025, so we have a clear action plan to improve and to generate more cash in 2026, and especially to reduce our net working capital across all our locations. I think we can understand 2025, with the tariff, we had to build up a lot of inventories, but now the tariff are becoming part of the routine. We have also some good news. You heard that India, the tariff for India, are reducing from 50% to 19%. We do have a lot of inventories in the U.S. coming from India, so that will help us to decrease also our level of inventories next year. You can see here the impact in terms of ratio, the inventory days.
You can see here clearly the inventories in terms of absolute amount have been increasing by ₿4 billion. In terms of inventories, inventory days, we have been gaining three days and the same roughly for net working capital. In terms of ratio, net debt to EBITDA, we are exceeding five times. We are not happy with that, and again, I mentioned to you that we have an action plan. The goal for us would be to reduce our net debt and our net working capital during the year 2026. We want to get back very close to 1.1 by the end of 2026. And also in terms of net debt to EBITDA, right now we are at five.
We want to go more in the territories of 4.5, 4.5, 4.4 times at the end of 2026. Very strong actions are expecting next year on that part. Now I move to the transformation program. You know about Sonar, you know about Tailwind. You know, this is the end of the Sonar program. We told you it was a two-years program, 2024, 2025. I think we are on track. We are slightly exceeding our target in terms of savings for the year 2025. We did achieve $20 million versus a target of $15 million. For you to remember, next year, we are planning to have even more savings because we have the full year annualized savings coming from this one.
We did give you here some few initiatives we have been doing in Sonar. One of the most important one for us was to move to one global non-fish procurement organization. For you to remember, before, our procurement organization was very fragmented by regions or even by companies or even by factories. Here, we moved to one global one, and we have been consolidating a lot of our purchase, especially in terms of feeds, in terms of olive oil. Now, we are doing some purchases for the whole group and of course, our bargaining power is much stronger. So we had some very interesting savings coming from that. You can see especially the impact in our feed business. Please stay for the TFM analyst meeting right after this meeting.
There are a lot of good and exciting news to share with you, but you can see their performance has been really improving in 2025, and clearly, Sonar is one component of that. For you to remember, our feed business, the lead time is very short. We have all our operations in Thailand. We are sitting in Thailand, so you see directly the impact in our P&L. This is different for our ambient and frozen product, where our factories are quite far away from our market. We have very often six months lead time between the production, the transportation to the market, and then the sale to our customers. You have also a few examples of initiatives we have been doing in terms of production.
We have been shifting some SKU across the factories from the U.S. to Africa, the first time that we have some, our factories in Africa producing for the U.S., so we are becoming more agile. Of course, we did all of this when we were facing the risk of 38%. Now that we are at 19%, of course, we don't need to do dramatic changes in our supply chain. However, I do believe that we became much more agile this year. Our factories in Africa, especially at PFC in Ghana, they can source for the U.S. So for us, it's one more interesting sourcing. We want to stay ready. Of course, the tariff situation is extremely volatile. Every morning, we are watching the news about what did they say in the U.S.
There could be some positive news also, but we are careful also on that. Tailwind, you know, Tailwind is a three-years program, so there is one more year in 2026. Again, I think in terms of pure savings, we are on track. We slightly over-deliver compared to our expectations. For you to remember, there is a three workstream in this one: the commercial, the operation, and the procurement. Also, in this one, we are happy about the results. Of course, for you to remember, we told you in 2024, the combination of the two program would be a net negative. The costs were higher than the savings in 2024. In 2025, we told you it's kind of a wash. We have kind of the same amount between the cost and the savings.
Twenty-six, we would expect a different situation because, of course, the cost related to Sonar will almost disappear, but then all the savings will be here. So it will turn to be positive in twenty-six, but we will still have some cost on the tailwind program. Then twenty-seven, we don't have any more all these transformation costs, and then we expect that we will here maximize the profit on this one. Of course, all these savings are partially being offset by the inflation, okay? So you don't expect to see this saving directly floating in our bottom line. We have some inflation, the tariff also here. So you cannot see directly the $20 million in our bottom line, but overall, I think we are moving in the right direction.
We told you also since last quarter that we did launch the Cost Reset program. And in fact, the Cost Reset is just a transition from SonarR, which was a very specific two years window, to a continuous improvement. Cost Reset is some initiatives we have been launching on the COGS and on the SG&A. We started in the middle of the year to face with the US tariff, and the idea is also to continue to slash our cost and to reduce our commercial cost and our cost in the factories. We put here some few initiatives. Again, the Cost Reset is applicable across all our categories within the business. The target for 2026 is around $60 million. There is a part which is duplicated with tailwind.
We have $50 million, which is also in tailwind. So if you want to focus only on the Cost Reset, it's more in the range of $45 million. Again, that will help us to face with the inflation, to face with the impact of the U.S. tariff. I think we have a lot of good initiatives going on right now through this one. This program, very clearly, we are capitalizing on SonarR. I think through SonarR, we have been learning a methodology which is now applicable for the whole group, and we just want to transition now to a continuous improvement. We don't have any more the support from the consulting firm.
We do it by ourselves, but we take it very seriously, and clearly, this is one of the key initiatives that the GLT is following within the group. I wanted to share also with you just one slide on the impact of tariff. So you can see here, of course, all our operations in the U.S. are being impacted by the tariff. Also, our operations in Thailand are also impacted because we do export a lot in the U.S. Pricing, we told you from the beginning, the strategy for us is to transfer the impact of the tariff to our customers and to the consumers. So far, we can see we cannot do it across all our category. Why? Because we have to watch out what our competitors are doing. We are not the only one, of course, in this market.
Depending on the competitors, depending on the category, we are facing different situations. We are also monitoring what is happening in the other proteins. So here we cannot say the tariff goes up by 20%. We just increase our prices by 20%. That would be too easy. So we do some gradual increase. We did a bit in 2025. We'll continue to do more in 2026, but it will be gradual. Quarter after quarter, we increase the prices to finally, at the end of the day, push everything to the consumers. One thing also you need to have in mind, and maybe it's not clear for everyone, the vast majority of our business in the US is FOB. Meaning the buyer will take care of all the tariff impact.
There is one exception, which is in our frozen Thailand business. In our frozen Thailand business, we are DDP, meaning we take care of the tariff, basically. So the impact for us, it will trigger an increase of our SG&A because of the tariff impact, and of course, we increase our prices, so our sales will increase. So you will see that our GP margin is being inflated by the tariff impact in our frozen business. That's why Khun Kwan will comment after a record high GP margin for our frozen business, but our SG&A are also increasing coming from that. So it's almost a wash in our OP margin, but you have a bit of inflation for these two.
Of course, in the ambient, in the pet care, as long as we were not able to transfer all the impact of the tariff to the customers, our GP margin is a bit under pressure. We have been trying to estimate, it's just an estimate, the negative impact on our OP for the full year 2025. We estimate it's around ฿350 million. It's not a small amount. For you to remember, it's mostly Q4 and Q3. There was nothing before that time, but it's a hit for us of around ฿350 million. Again, it's an estimate. It's very complex to have a detailed calculation, but it provides a good overview, I think, about where we are. One more thing also, and I think maybe we were not vocal enough during the year.
We told you since the past five years that we have been very active now in our portfolio management, and we continue to do that in 2025. Here, I just wanted to give you an overview about a few divestments we have been doing in 2025. We did not really talk about this one because the impacts are very small. These were small businesses, and very often, we sell very close to net book value, so you don't have any large gain or loss in our P&L. But we sold our shares in our factory we have in PNG, in Papua New Guinea. We sold our shares also in our supplement business in Q3, and the same for a small joint venture we were having in Thailand together with Interpharma.
Finally, you heard the feed business saying that they sold their factory in Pakistan. These are small things, but we told you from the beginning, from the past few years, that now we are clearly addressing all the loss-making businesses. There was one common point to all these businesses: they were all loss-making. So clearly, we are fixing them. We have less and less loss-making businesses within the group. I think it's a good thing. It's a good sign. We still have few of them to be focused on, and we are working very actively on this one. But I think it's a good... It also avoids some distraction.
Even if sometimes these businesses are very small, it always creates some distractions of business, and we want to focus on what is having some impact. Finally, the last part for me, we just wanted to give you a heads up regarding the top up tax. You know, it was a lot of triggering, a lot of questions from your side all along the year. We told you last time the impact would be between ₿100 million and ₿150 million. Finally, it's ₿91 million for the whole year. For you to remember, the impact for us is only in Thailand. In Thailand, we have an effective tax rate which is close to 10%, 10.5%.
We have to bridge the 15%, so we have a top up tax, which is between 4% to 5%, and this is $91 million, but you can see here. However, you can see that for 2026 we expect the impact to be higher, and here we expect the top up ETR impact to be around 1% to 2% and the amount to be again back in the range of $100 and $150. For you to remember, we are still waiting for some compensation from the Thai authorities. We know they are working on that. It takes time. At that stage, we have no visibility about when they will release anything, but we do expect at one stage they will get back with some compensation measures, especially for the exporters business like we are. And now I will give the head to Khun Saengsakdaharn to go through the business performance.
Thank you, Khun Ludo. ค่ะ แล้วก็สวัสดีนะคะทุกๆ ท่านค่ะ สำหรับตัว business performance นะคะ เช่นเคยค่ะ เป็นธุรกิจ by category นะคะ จะเห็นว่าในปี 2025 ที่ผ่านมานะคะ บริษัทก็มีรายได้อยู่ที่ราวๆ หนึ่งแสนสามหมื่นสองพันเจ็ดร้อยล้านนะคะ โดยหลักๆ แล้วเนี่ยค่ะ ก็รายได้ของเรานะได้รับผลกระทบจากตัว FX เป็นหลักนะคะ แต่ว่าถ้าเรามอง specific ในตัว sales volume อย่างเดียวนะคะ เหมือนที่คุณธีรพงษ์กล่าวไปตอนแรกของการพรีเซนต์นะค่ะ ว่าเรามีตัว sales volume ที่เพิ่มขึ้น 2.5% นะคะ ซึ่งในกราฟทางด้านล่างของตัวสไลด์นะคะ จะเห็นว่าหลักๆ sales volume ของเรานะคะ มีการ driven มาจากตัว frozen แล้วก็ตัว pet care category เป็นหลักค่ะ ในด้านของตัว gross profit margin นะคะ จะเห็นว่าในปีนี้เรามีตัว record high gross profit margin ที่ 18.9% นะคะ ซึ่งในทุกๆ category นะคะ ก็มี gross profit margin ที่ in line กับทางที่ทางบริษัทเคยให้ตัวไกด์ไลน์เอาไว้นะคะ ค่ะ ขอเริ่มต้นจากการรายงานในมุมของ Q4 นะคะ ในธุรกิจ Ambient นะคะ จะเห็นว่าเรามีรายได้อยู่ที่ 15,672 ล้านบาท ในส่วนของรายได้นะคะ ลดลงราวๆ 2% year-on-year ซึ่งหลักๆ นะคะ ก็เป็นผลมาจากการที่เรามี negative FX impact นะคะ ที่ทำให้ตัวราคาเฉลี่ยนะคะ มีการลดลงนะคะ แต่ว่าถ้าเราดูที่กราฟทางด้านซ้ายล่างนะคะ จะเห็นว่า sales volume ใน Q4 ของ Ambient เพิ่มขึ้น 1.7% year-on-year หลักๆ มาจาก demand ที่เพิ่มขึ้นนะคะ ของตลาดในทวีปยุโรป อเมริกา แล้วก็ประเทศไทยค่ะ ด้านของ gross profit margin นะคะ อยู่ที่ 18.4% ลดลง 2.2% year-on-year หลักๆ ของการ decline ค่ะ มาจากการที่เรามีผลจากการทำมีผลจากตัว
US Tariff นะคะ ที่เรามีการขึ้น และต้นทุนของเรามีการขึ้นนะคะ ในขณะที่ราคาของบริษัทเนี่ยยังไม่ได้ทำการปรับเพื่อให้ทำการ cover กับตัวต้นทุนนั้นๆ นะคะ แล้วก็ยังมีอีกส่วนหนึ่งที่มาจากตัวราคา raw material ของเรานะคะ ที่เป็นตัวปลาทูน่าเพิ่มขึ้นราวๆ 3% year-on-year นะคะ ก็ในส่วนนี้เองค่ะ บริษัทก็มีการวางแผนในการที่จะขจัดความเสี่ยงในตัวนี้นะคะ เพราะว่าบริษัทก็มีการขึ้นราคาของผลิตภัณฑ์ในทวีปอเมริกานะคะ อยู่ตั้งแต่ Q3 ของปีที่ผ่านมานะคะ รวมไปถึงเดือน January ของปี 2026 เราก็มีการขึ้นราคาของสินค้าเพื่อทำการ mitigate ตัว risk ที่จะทำให้ margin ของเราลดลงนะคะ ถัดมาค่ะ ในมุมของรายได้ full year ของ Ambient นะคะ จะเห็นว่ารายได้ลดลง 6% year-on-year หลักๆ มาจากตัว FX impact นะคะ ในขณะที่ตัว sales volume นะคะ ก็ลดลงเช่นเดียวกันค่ะ อยู่ที่ราวๆ 2% year-on-year แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นเนี่ยจะเห็นว่าในปี 2025 ที่ผ่านมาค่ะ บริษัทก็มีสถานการณ์ที่ลูกค้านะคะ ในฝั่งของ US เนี่ยทำการ wait and see นะคะ ว่าสถานการณ์ของ US Tariff เนี่ยจะเป็นอย่างไรนะคะ ค่ะ แต่ว่าถ้ามองในมุมของตัว Gross Profit Margin นะคะ จะเห็นว่า Gross Profit Margin ของเราสามารถ generate ได้ที่ 19.8% นะคะ ซึ่งก็ถือว่าใกล้เคียงกับตัว target range ที่บริษัทเคยได้ให้ไว้ที่ 20% ถึง 22% นะคะ ถัดมาค่ะ ในมุมของ Q4 นะคะ ของตัว Frozen จะเห็นว่าเรามีรายได้อยู่ที่ราวๆ 10,002 ล้าน เพิ่มขึ้น 3.4% year-on-year
หลักๆ นะคะ เพิ่มขึ้นจากตัวยอดของ sales volume ที่เพิ่มขึ้นได้ถึง 5.6% นะคะ ซึ่งจะเห็นว่าตัว sales volume ที่เพิ่มขึ้นนะค่ะ มาจากตัว Feed Business เป็นหลักนะคะ ซึ่งก็เดี๋ยวถัดไปทาง Feed Business ก็จะมาเล่าในมุมของธุรกิจของเขานะคะ ว่าสามารถทำให้เกิด all-time high ได้อย่างไรนะคะ แล้วก็ในมุมของ sales volume ทางด้านของ US นะค่ะ จะเห็นว่ายังคง soft อยู่นะคะ ก็เนื่องจากผลของตัว US Tariff impact ค่ะ แต่อย่างไรก็ตามนะคะ จะเห็นว่าบริษัทมี gross profit margin ของตัว Frozen นะคะ ที่ดีที่สุดในประวัติการณ์ อยู่ที่ 14.5% นะคะ ถือเป็น all-time high quarterly all-time high นะคะ ซึ่งมาจากการที่เรามีการขึ้นราคาของผลิตภัณฑ์ที่ฝั่งของ US นะคะ ในขณะที่ cost เนี่ยก็ค่อนข้างจะ stable นะคะ เหมือนที่ทางผู้บริหารได้กล่าวไปค่ะ ว่าในมุมของตัว Frozen Thailand ที่ส่งออกไปทาง US เนี่ยค่ะ เราจะมีตัว F&A ที่เพิ่มขึ้นนะคะ มาจากตัว Incoterm หรือว่า logistic term ที่ใช้ค่ะ เป็นประเภท Delivery Duty Paid นะคะ หรือว่าทางบริษัทเองนะคะ จะเป็นผู้ absorb ตัวต้นทุนของ freight ที่เกิดขึ้นนะคะ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นเนี่ย margin ต่างๆ ก็ยัง expand ได้นะคะ เพราะว่าตัว Feed Business ก็เข้ามา support
ในส่วนนี้ค่ะ ในมุมของ full year นะคะ จะเห็นว่าในช่วงห้าปีที่ผ่านมา บริษัทมีรายได้ที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง แต่อย่างไรก็ตามนะคะ เป็นตัว plan นะคะ ว่าบริษัทต้องการที่จะทำการ remove ตัว low margin business รวมไปถึงตัวบริษัทที่ไม่สามารถทำกำไรได้ออกไปนะคะ เรามีการแจ้งตั้งแต่ปีที่แล้วนะคะ ว่าตัว baseline ใหม่ของตัว Frozen Business ของเราค่ะ จะอยู่ที่ราวๆ 42,000 ล้านบาทนะคะ ซึ่งในปีนี้เองเนี่ยมีรายได้ลดลงเล็กน้อยนะคะ ที่ 2.5% หลักๆ เป็นผลมาจากตัว FX อย่างที่ทราบกันค่ะ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นนะคะ จะเห็นว่าตัว sales volume ของ Frozen ในมุมของทั้งปีค่ะ เพิ่มขึ้นได้ถึง 7.6% year-on-year นะคะ หลักๆ เนี่ยก็มาจากตัว volume ของทาง Feed Business ที่เพิ่มสูงมากขึ้นนะคะ ในด้านของตัว Gross Profit Margin ก็เช่นเดียวกันค่ะ สามารถทำ all-time high ได้ที่ 13.2% ถัดมาในธุรกิจของ Pet Care นะคะ จะเห็นว่าใน quarter ที่สี่เรามีรายได้อยู่ที่ 4,690 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.4% year-on-year นะคะ แต่ถ้ามองในมุมของ sales volume ค่ะ เพิ่มได้ถึง 2.8% year-on-year นะคะ การที่ตัวยอดขายเนี่ยค่ะ ลดลงในขณะที่ sales volume เพิ่มขึ้นเนี่ย หลักๆ ก็เป็นผลมาจาก FX เช่นเดียวกันค่ะ แต่ถ้าดูในมุมของตัว US dollar terms อย่างเดียวค่ะ จะเห็นว่ายอดขายของทาง Pet Care เนี่ยสามารถเติบโตได้ถึง 6.7% year-on-year นะคะ ก็เป็นการ support จากตัว sales volume ที่ strong ขึ้นนะคะ ในมุมของตลาดทาง US ยุโรป market เป็นหลักค่ะ ทางด้านของตัว
Gross Profit Margin ของตัว Pet Care นะคะ จะเห็นว่ามี Gross Profit Margin อยู่ที่ 26.3% ถือเป็นการที่ exceed ตัว target range ที่ทาง ITC เคยให้ไว้ถึงสาม quarter ติดกันนะคะ ก็ถือว่าเป็นการดำเนินการที่ดีมากค่ะ ในด้านของ full year นะคะ ของ Pet Care รายได้เพิ่มขึ้น 2.8% year-on-year drive มาจากตัวยอดของ sales volume ที่เพิ่มมากขึ้นนะคะ แต่ถ้ามองในมุมของ USD term ค่ะ full year ของทาง Pet Care สามารถเพิ่มได้ถึง 9.2% ในขณะที่ตัว Gross Profit Margin ก็ยังถือว่ายังสามารถทำได้ดีกว่า target range ที่เคยให้ไว้ที่ 23% ถึง 25% ค่ะ สุดท้ายนะคะ ในมุมของตัวรายได้ของธุรกิจ Value Added ใน quarter ที่สี่ จะเห็นว่ารายได้ลดลง 9.2% year-on-year นะคะ หลักๆ เนี่ยเป็นการลดลงที่มาจากตัวความต้องการซื้อนะคะ ในตลาดของทาง US เป็นหลักค่ะ ซึ่งภายใต้ตัว Value Added category ค่ะ ผลิตภัณฑ์ต่างๆ เนี่ยจะค่อนข้าง mix นะคะ เราจะประกอบไปด้วยตัว Ambient แล้วก็
Frozen Value Added นะคะ รวมไปถึงตัวสองก็คือ Packaging สาม Ingredients สี่คือ By-product แล้วก็ผลิตภัณฑ์อื่นๆ นะคะ ในตอนที่รายได้ลดลงเนี่ยค่ะ หลักๆ จะเป็นผลมาจากตัว Value Added กับตัว Frozen Value Ambient กับ Frozen Value Added เป็นหลักนะคะ ซึ่งก็สอดคล้องกับการที่ทาง US เนี่ยมี demand ที่ลดลงนะคะ ในมุมของตัว Gross Profit Margin นะคะ ก็ลดลงมาอยู่ที่ 21.8% ค่ะ สุดท้ายค่ะ ตัว full year performance ของ Value Added นะคะ ลดลง 9.5% year-on-year นะคะ แล้วก็ลดลงในทุกๆ category ที่ขวัญได้กล่าวไปเมื่อสักครู่นี้ แต่ว่าตัว Ingredient Business เนี่ยค่ะ ก็ perform ได้ดียิ่งขึ้น ในขณะที่ตัว Gross Profit Margin ของ Value Added ค่ะ ก็ยังถือว่าทำได้ดีอยู่นะคะ มี Gross Profit Margin ที่ 25.4% นะคะ มากกว่าตัว target range ที่เราเคย provide ให้นะคะ ที่มากกว่า 25% ค่ะ ค่ะ งั้นก็ขอนุญาตส่งต่อให้คุณธีรพงศ์พูดถึงตัว outlook ของบริษัทค่ะ ขอบคุณครับ ก็จากการที่ปี 2025 เนี่ยถือว่าเป็น
การ Reset Baseline เนี่ยนะครับ เออก็ต้องถือว่าเป็นปีที่ไม่ว่าจะเป็นรายได้อะไรต่างๆ เนี่ยก็มีการปรับตัวลดลงในปี 2026 เนี่ยเราคาดหวังว่าจะได้กลับมาเห็น Growth เกิดขึ้นนะครับ เราตั้งเป้าที่จะเติบโตในแง่ของรายได้ที่สามถึงสี่เปอร์เซ็นต์ โดยคาดหวังการเติบโตจากทุกธุรกิจของเรานะครับ โดยเฉพาะการเติบโตที่ค่อนข้างสูงที่ธุรกิจ Petcare, Retail แล้วก็ธุรกิจจาก Feed นะครับ TFM การเติบโตของรายได้เนี่ยก็จะมาจากการเติบโตของทางด้าน Volume ด้วยนะครับ ไม่ใช่เพียงแค่ราคานะครับ ก็เป็น Volume แล้วก็ Assumption ของเราที่ใช้ในปี 2026 เนี่ยอัตราแลกเปลี่ยนเรายังใช้อยู่ที่สามสิบสองจุดห้าบาทนะครับ ซึ่งก็เป็น Reference จากสถาบันการเงินที่จนถึงวันนี้ก็ยังไม่มีการปรับเปลี่ยนอะไร Gross Profit Margin เรายังเหมือนเดิมนะครับ เราต้องเรายังมีความมุ่งมั่นที่จะต้องการผลักดันให้สูงไปที่ให้สูงขึ้นในระดับที่ยี่สิบเปอร์เซ็นต์นะครับ เราก็ตั้งเป้าไว้ที่ยี่สิบเก้าถึงยี่สิบเปอร์เซ็นต์ แล้วก็คาดหวังว่า Margin เนี่ยจะมีการเพิ่มขึ้นนะครับในกลุ่มของ Ambient, Frozen, Petcare แล้วก็ Value Added นะครับ SG&A อยู่ที่ระดับสิบสามจุดห้าถึงสิบสี่จุดห้านะครับ ก็ผมคิดว่าในระดับนี้ก็เหมาะสมเนื่องจากมีการรวมการลงทุนทางด้านการตลาดของธุรกิจ Branded ของเราด้วยนะครับ แล้วก็นอกเหนือจากนั้นเนี่ยในแง่ของ Transformation Cost จาก Sonarr ก็จะไม่มีนะครับเกิดขึ้นในปีนี้ Capex ที่ระดับห้าจุดห้าถึงหกพันล้านบาท สาเหตุหลักๆ ที่มีการปรับเพิ่มขึ้นก็คือหนึ่งโครงการต่างๆ ที่ค้างมาจากปีที่แล้วก็จะเห็นว่าปีที่แล้วเนี่ยเรามีการใช้ Capex ที่ต่ำกว่าที่เราตั้งเป้าเอาไว้นะครับ นอกเหนือจากนั้นแล้วเนี่ยเรายังมีการลงทุนอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการลงทุนใหม่ๆ ในต่างประเทศของ Feedmill ที่เอกวาดอร์นะครับ ก็จะเริ่มมีการมี Capex เข้ามาตั้งแต่ปีนี้ Automated Warehouse ของ Petcare ก็เสร็จสมบูรณ์นะครับ เพราะฉะนั้นก็จะมี Capex เพิ่มเข้ามาที่เหลืออยู่ในปีนี้ด้วย และรวมถึงการขยาย Facility นะครับการผลิตของเราในกลุ่มของ Packaging ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของกระป๋องเปล่าผ่านทางบริษัทเอเชียแปซิฟิกแคน แล้วก็ในธุรกิจสิ่งพิมพ์ของเรานะครับในส่วนของบริษัทไทยยูเนี่ยนกราฟิกนะครับ อันนี้ก็มีการลงทุนเพิ่มเติมด้วยนะครับ ส่วนนโยบายการจ่ายปันผลก็เหมือนเดิมนะครับ จ่ายปีละสองครั้งแล้วก็ไม่ต่ำกว่าห้าสิบเปอร์เซ็นต์นะครับ ก็อันนี้ก็เป็น Guidance ที่อยากจะให้ไว้สำหรับปี 2026 ค่ะ ขอบคุณครับ
Thank you very much to our management for the presentation. Now we would like to open the floor for Q&A. As usual, we will prioritize the question from the hall. You may raise your hand and our team will get to you. For the online participants, you can submit the question in the Q&A chat box. หากท่านใดมีคำถามในห้องสามารถยกมือเพื่อสอบถามได้เลยนะคะ เดี๋ยวทางทีมงานนำไมค์ไปให้ค่ะ.
Present a microphone to you.
ก็จะถามเรื่องของภาษีทำครับ เห็นว่าเดี๋ยวจะมีการตัดสินถ้าไม่เลื่อนอีก ไม่แน่ใจว่าเราจะมีมองเรื่องนี้ยังไงบ้าง มีผลกระทบทั้งบวกทั้งลบบ้างครับ
ในมุมมองของบริษัทเนี่ยนะครับ เรายังมองว่าจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงนะครับ เรายังไม่คาดหวังว่าจะมีการเปลี่ยนไปในทิศทางที่จะลดลงนะครับ ผมเชื่อว่าประธานาธิบดีทรัมป์ก็คงจะไม่ยอมนะครับ มุมมองเรายังเหมือนเดิม คงเหมือนเดิมครับ 继续 with the same idea concerning the tariffs. ด้านหน้าค่ะ
ค่ะ มีสองสามคำถามค่ะ และไม่แน่ใจว่าคุณถังพอจะแชร์ในเชิงของโซฟาใน Q1 ค่ะ ว่าเป็นยังไงบ้าง แล้วก็ในเชิงของ demand situation ใน US ค่ะ ว่าเป็นยังไงบ้าง ค่ะ เพราะว่า Ambient มันดูแบบค่อนข้างเหนื่อยหรือเปล่าคะ
I think of course, we are just at the beginning of the quarter. The situation we see in the US, we see still some good demand overall. You remember that we did some price increase already in Q4. We don't cover yet the impact from the tariff, and that's why you can see now Q4 GP margin has been deteriorating a bit. We are doing some further price increase in Q1, so we do expect gradually the GP margin of the Ambient business to improve.
I think the one thing which is positive is there is no strong impact on the volume so far. Of course, we keep watching. As I mentioned a bit earlier, we are monitoring what our competitors are doing and also what is happening on the other protein. We are not the only one in this market, but so far we don't see any significant change compared to what we have seen the previous quarters.
Can you elaborate more on gross margin trend in 2026? Because the ambient has been doing quite well in terms of the gross margin. However, we started to see tuna price moving up and also pressure from the tariff as well.
Sure. I think you have seen the guidance announced by Khun Tirapong. For the whole year, we are planning between 19% to 20% for the whole group. So we are planning for all our GP margin to improve across all our categories, including the ambient. However, we do expect that it will be gradual along the year. I would expect in Q1 will be softer and then after it will continue to increase and to recover further quarter after quarter.
จริงๆ ในปี 2026 เนี่ย I expect I have high expectations margin ปรับตัวไปในทิศทางที่ดีขึ้น ต้องบอกว่าปีที่แล้วเนี่ย โดยเฉพาะธุรกิจ Ambient Brand ในที่ยุโรปเนี่ย ถือว่าเป็นปีที่แย่ที่สุดของเขานะครับ เพราะฉนั้นเนี่ย ปีนี้เนี่ย เราต้องการจะเห็น recovery ขึ้นมา แล้ว margin ของแบรนด์เนี่ย ก็ควรจะปรับสูงขึ้นด้วยนะครับ
Last question on the balance sheet management. We are seeing net D above like your usual comfortable level of around 1.1. What's your plan? And you know, what level are we expecting in 2026? Thank you.
I think you are correct. Our net debt is a bit too high from our point of view at the end of 2025. Again, I think there are some good explanation from that. We made it very clear last year that we wanted to build up some inventories to face with the tariff. You have also inventories in the US which are just inflated by 20+%. It kind of mechanical to have this effect, but clearly I think they are a bit too high. We have some action plan across all our regions, all our businesses to decrease our level of inventories. I mentioned also the level of AR receivables is a bit high from my point of view, because for a good reason, we had some strong sales in December.
Here the idea is to work across all our businesses to gradually decrease the volume of our inventories. That's one of the action plan. Point number two, I mentioned this one right now, at the end of 2025, all the volume coming from India have a tariff rate of 50%, five zero. We had a good news from Trump that they are moving down to 19%. We'll have just a mechanical effect coming from this one. But overall, we are really working very closely with our businesses to see how can we improve that. I think we are a bit too open sometimes to let them increase their weeks of coverage. You have to understand, in some part of our business, we have been facing some out of stocks during the year 2025.
When we are facing this kind of situation, then our commercial people, they tend to increase a bit just to be a bit more safe. I think here we need to have the right balance. I think we pushed a bit too much sometimes on some inventories. We don't have any concern regarding our inventories. We will sell all of them. It's just a question of cash. I think we in terms of timing, at the end of 2025, the situation is not great.
For you to remember, after Q3, we are still happy with our cash performance, but clearly in Q4, we have still a reversal in the change. We are working right on an action plan to recover. In terms of target, we want to be at the end of 2026, close to 1.1. Will it be $110? I don't know, but we want to be much closer to 1.1, which is our comfort zone. And the same in terms of net debt to EBITDA. We want to be more in the range of 4.4, 4.5 times at the end of 2026.
ก็อยากให้ทุกท่านสบายใจนะครับว่าในเรื่องนี้เนี่ยเราก็ติดตามและดูแลอย่างใกล้ชิดนะครับ เรายังต้องการที่จะดึง net debt to equity ให้ลงมาอยู่ที่ระดับหนึ่งจุดหนึ่งนะครับ อย่างที่ได้เห็นเนี่ยไตรมาสสี่โดยเฉพาะเดือนธันวาเนี่ยก็ต้องยอมรับว่าเป็นเดือนที่ไม่ปกติ โดยปกติแล้วไตรมาสสี่โดยปกติ net working capital จะต่ำ แต่ในไตรมาสสี่ที่ผ่านมากลับเป็นบวกขึ้นมาเพิ่มถึงระดับห้าถึงหกพันล้านเนี่ย แล้วก็เกิดขึ้นพร้อมกันทุกยูนิต คือไม่ว่าจะ frozen ไม่ว่าจะ ambient ไม่ว่าจะวัตถุดิบนะครับ ถ้าบางทีวัตถุดิบที่ราคาถูกก็ซื้อเข้ามาเยอะขึ้นนะครับ มันก็มาเจอในช่วงเวลาเดียวกันนะครับ เพราะฉะนั้นในปีใหม่มานี้เนี่ยช่วงครึ่งปีแรกก็จะเป็นช่วงที่เราจะเริ่มลด inventory ต่างๆ ที่สูงมากขึ้นด้วย แล้วก็ต้องยอมรับว่าในปีที่ผ่านมาเนี่ยนะครับ อีกหลักอีกเรื่องหนึ่งก็คือการลดทุนนะครับ การซื้อหุ้นคืน มันทำให้เราเนี่ยใช้เงินมากในการซื้อคืนและรวมถึงลด equity ด้วย ตัวหารก็ลดลง มันก็เลยทำให้ net debt มันอาจจะสูงขึ้นนะครับ ก็เป็นการ adjust นะครับ baseline ใหม่นะครับ ผมคิดว่าเราจะดูเรื่องนี้ให้ลงมาที่ระดับหนึ่งจุดหนึ่งครับ
We will bring it back down to about 1.1. Any question from the hall?
ถามภาษาไทยนะครับ สั้นๆ SG&A ปีนี้ทำไมไกด์เรายังค่อนข้างสูงอยู่ถ้าเทียบกับปี 2025 ทั้งๆ ที่ตัวโปรเจคโซน่าก็จบไปแล้ว แล้วเราจะมีโอกาสที่จะกลับไปเห็น margin ที่ระดับประมาณสิบเอ็ดถึงสิบสองอีกหรือเปล่า
สิบเอ็ด สิบสอง ผมว่าคงไม่ได้เห็นนะครับ สาเหตุอันหนึ่งเนี่ยที่ SG&A เราสูงขึ้นกว่าระดับปกติ อย่างที่เรียนตั้งแต่ปีที่แล้ว เราเพิ่มการลงทุนทางด้านการตลาด จากเมื่อก่อนนี้เนี่ย แบรนด์ของเราเนี่ยลงทุนถือว่าต่ำเกินไปนะครับ ไม่เกิน 3% วันนี้เราได้มีการปรับเพิ่มขึ้นมา 5% และจริงๆ ผมคิดว่า 5% นี้ต้องเป็น minimum ที่เราต้องการจะเห็นเขาใช้นะครับ เพราะฉะนั้นเนี่ย ในส่วนนี้ก็เลยทำให้ SG&A เราเนี่ยอาจจะไม่ได้ลดลงไปถึงระดับสิบสอง ในอดีต ในอดีตเนี่ยมันคือไม่ได้ลงทุนอะไรเลย ครับ ผมคิดว่าถ้าเราสามารถ manage ได้ที่ 13.5 ถึง 14.5 หรือลงมาที่ระดับ 14 ไม่เกินนี่ย ผมคิดว่าก็น่าจะทำได้ค่อนข้างดีแล้วครับ แล้วก็อย่าลืมมีบางส่วนนี่ยก็ค้างมาจากไอ US Tariff ด้วยในส่วน Frozen ครับ ซึ่งมันเลยมาทำให้ไป inflate gross margin เข้า แต่ SG&A ก็เพิ่มขึ้นครับ
Okay, now I would like to move on to the Q&A from online, and then we will get back to it again. From the first question regarding the transformation cost around ฿900 million in 2025, can you separate between Sonar and Project Tailwind ?
We don't disclose this information. Obviously, this is confidential information. As you can expect, there are two different projects, but we don't give the breakdown. Thank you.
The next question is, does the $5.5 billion to $6 billion CapEx guidance include the investment in acquiring space in SM Tower?
Yes, it does. It does. You may have seen yesterday that the announcement about this one, the board approved the purchase of the office that we have in SM Tower, which is our headquarter. It's an investment between ฿0.6 to ฿0.7 billion, which is factored in the guidance that you can see here.
แล้วก็ในเรื่องของการซื้อพื้นที่ออฟฟิศของเราเนี่ยนะครับ
And the office
ก็อยากให้ทุกท่านเนี่ยสบายใจว่าในการที่เราเนี่ยลงทุนในส่วนนี้ก็เพื่อ saving นะครับในแต่ละปีของเราที่เกิดขึ้นนะครับ แล้วจากค่าเช่าแล้วก็ดูจากค่าเช่านะครับที่เราจ่ายในปัจจุบันนี้เนี่ยภายในระยะเวลาประมาณสิบเอ็ดปีเศษเนี่ย หลังจากนั้นก็คือเราจะไม่ต้องไม่มีค่าใช้จ่ายในส่วนนี้อีกแล้วนะครับ ก็อยากให้ทุกท่านได้ทราบไว้
For the next question, can you update about the outlook of the US and European market?
I think here we have different situation. I think situation in Europe is not great, to be very frank. They have been facing a lot of inflation. I'm talking about the macroeconomics first. They are facing with a lot of inflation, a lot of issues at the political level. I was just in Europe last week and, yeah, the atmosphere is not great, and you can see that. The consumption is not very high. Also, a lot of tensions. The war is still happening between Russia and Ukraine, and people are under stress, and they don't consume that much.
For us, it means it could be good for our business, because you know that sometimes when we are facing this kind of instability, people will tend to consume more our product or to store more our product. So it's a watch out for us. As Kun Japol mentioned, we have told you that our branded business has been struggling a bit over the past few years. We want to recover some volumes. This is why we have been pushing over the past few years behind marketing. There was one question on the SG&A. Definitely, we cut too much our marketing in 2022, 2023, when we have been facing with the hyperinflation. We have also a significant bunch of innovation to be launched in the next years.
I think in terms of differentiation, we did not do enough over the past few years, and this is why our brand, they have lost a bit of ground compared to the private label. We do believe we have some very interesting NPD to come in the next quarters. We are very excited about this one. So if you combine these two, the additional marketing plus also the NPD, I think definitely we have the right strategy in Europe. US, of course, the situation is highly volatile. I was positively surprised with the resistance of the market during the year 2025. Our US business has been doing quite well in the immune business over the past few years and is still doing well. Of course, their profitability is a bit impacted by the tariff, but overall it's good.
Pet care business, you heard pet care maybe the other day. I think they are doing very well. For them, it's easier. The pricing power in our premium pet food product is higher, so it's easier for them to absorb the tariff. Finally, in our frozen business in the U.S., I think we are doing good. I was very positively surprised also in Q4, despite the impact of the tariff, our frozen business is still improving. Okay, and we do expect the same to happen in 2026.
Okay, for the next question, what's the outlook of the effective tax rate in 2026?
Here, we do expect the impact, the effective tax rate to be between 10% to 12%. We have a tendency to be a bit conservative. Very often, you will see our actual ETR is a bit lower compared to this one. 26 will be the second year of the top-up tax. I mentioned to you that we do expect the impact to be between 1% or 2%. When I tell you between 10% or 12%, this is including this additional 1% or 2% coming from the tax. Again, it's a bit difficult to forecast, so bit of question mark, but yeah, 10% to 12% I think should be a good assumption.
The next question, if Thailand successfully concludes an FTA with the EU, what would the potential impact on your business?
ง่ายๆ เลยนะครับ ถ้าเกิด FTA เกิดขึ้นจริงเนี่ย ยุโรป เอ่อ ประเทศไทยก็จะ competitive อย่างมาก เพราะว่าภาษีนำเข้าปัจจุบันเนี่ยสูงถึงระดับยี่สิบสี่เปอร์เซ็นต์ ผมคิดว่าจะเปลี่ยน competition landscape เลย ประเทศที่ ณ วันนี้เนี่ยได้ประโยชน์และได้เปรียบเราก็คือเอกวาดอร์นะครับ ที่เขาไม่ต้องเสียภาษีเข้ายุโรปเนี่ย ซึ่งก็ทำให้ผู้ผลิตรวมถึงที่สเปนเนี่ย เอ่อ ค่อนข้าง เอ่อ ได้ประโยชน์ในเรื่องนี้ ก็จะเห็นว่าเวลาคุยเรื่อง FTA กับยุโรปเนี่ย สเปนจะออกมาพูดเยอะสุด ครับ ถ้าเกิดเราได้ FTA ที่ Europe ผมเชื่อว่าความสามารถในการแข่งขันเราการผลิตจากประเทศไทยจะสามารถเพิ่มขึ้นได้อีกอย่างมาก เพราะถ้าคุณดูตัวเลขการส่งออกไปยุโรปของประเทศไทยน้อยมากๆ ในขณะที่ตลาดยุโรป as a group region ใหญ่ที่สุดในโลก ใหญ่กว่าอเมริกาอีกในแง่ของ consumption โดยรวมครับ เพราะฉะนั้นถ้าเกิดขึ้นได้จริงเราก็จะเห็นการเติบโตของอุตสาหกรรมทูน่าในประเทศไทยอีกครั้ง แล้วก็คงไม่ได้เฉพาะอุตสาหกรรมของปลาทูน่ากระป๋อง Frozen ก็จะต้องได้ประโยชน์ เพราะ Frozen วันนี้เราก็เสียภาษีสูงกว่าประเทศคู่แข่งไม่ว่าจะเป็นอินโดนีเซียหรือเวียดนาม Pet care ก็จะได้ประโยชน์จากการส่งออกไปที่ยุโรปด้วยเช่นเดียวกันครับ
Okay, now we invite
หวังว่าจะได้เห็น FTA ก่อนผมเกษียณกันนะครับ เพราะว่ารอมาตั้งแต่เริ่มชีวิตทำงานจนถึงวันนี้เนี่ยนะ ไม่รู้จะเห็นหรือเปล่า
Okay ค่ะ Now we will invite the participants joining online to ask their question. You can unmute your microphone and ask your question ค่ะ
ฮัลโหล ครับ ไม่แน่ใจได้ยินไหมครับ สวัสดีครับ
เดี๋ยวรอสักครู่นะคะ มีคำ เอ่อ เชิญ เชิญ เชิญได้เลยค่ะ
Please go ahead, Chan.
พูดถึง progress กับดีลตัว Mitsubishi ได้ไหมคะว่าตอนนี้เป็นยังไงบ้างอ่ะค่ะ
จริงๆ แล้วเนี่ยในเรื่องของการซื้อหุ้น อันนี้เนี่ยเราได้หยุดขบวนการนี้ไปตั้งแต่ครั้งที่แล้วที่ผมได้เรียนแล้ว แต่ความร่วมมือกันเนี่ยยังทำต่อเนื่องนะครับ ผมแจ้งให้ทราบว่าวันนี้เนี่ยเราได้มีการโอนคนของ Mitsubishi สองคนมาทำงานให้กับ Thai Union หนึ่งคนอยู่ที่ธุรกิจ Frozen ความต้องการของเราก็คือการขยายซูชิในตลาดอเมริกา อีกส่วนหนึ่งเนี่ยอยู่ในธุรกิจ Pet Care นะครับ เราต้องการให้เขามา priority แรกคือขยายธุรกิจ Pet Care ในญี่ปุ่นก่อนที่จะไปที่อื่นนะครับ วันนี้เรารับแล้วสองคนนะครับ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของ Mitsubishi ที่ต้องการจะทำงานร่วมกับเราอย่างจริงจังนะครับ
Back to the question from online ค่ะ คุณนนท์ เชิญได้เลยค่ะ
ครับ สวัสดีครับ เอ่อ จะขอถามคุณลูโดเพิ่มนิดนึงนะครับ เอิ่ม about the benefit from the Sonarr project in this year. I'm not sure if I get this right that there should be two pieces. The first one would be the additional cost saving from last year from the project itself. And another piece would be the stoppage of the payment for the consultant firm.
I think here your question is really to the SGNA. I think what we did mention is the transformation cost will decrease next year because the tailwind costs will keep, stay the same. The Sonarr cost will almost disappear, and we expect roughly transformation cost to decrease by half. However, we do expect this positive impact to be offset by the negative impact coming from the full year impact of the US tariff in the US in our frozen business.
That's why when you saw the guidance provided by Kontrapong, it's almost a wash. We keep the guidance quite close compared to what we have been doing in 2025. Decrease of our transformation cost, increase of the tariff impact. We want also to increase further our marketing expenses in our P&L, and that's why you see our guidance. We don't see any drastic improvement of our SG&A to sales compared to what we've been doing in 2025.
ขอบคุณครับ
Thank you.
Okay, now we will have only one question from the online. Regarding the $400 million share repurchase in the first half of 2025, does management still intend to proceed with the planned capital reduction or is there any possibility of reselling treasury shares to help reduce debt to equity in line in the range?
ณ ปัจจุบันเนี่ยนะครับ เราก็ยังเอ่อ
มี
วางแผนว่าจะดำเนินการ
to
ลดทุนต่อเนื่องนะครับ
Reduce our cost.
ก็ยังไม่มีอะไรมาเปลี่ยน
Nothing has changed.
เรายังเหลืออีกสี่ร้อยล้านหุ้นนะครับ
We still have
ถ้าเราจะเปลี่ยนอะไรก็จะแจ้งอีกทีนึง แต่ณวันนี้ยังไม่ได้อยู่ในแผนของเราถ้าเปลี่ยนอะไรนะครับ
There is nothing, no changes in our plans. Are there further questions from the hall and online? Okay, as there are no further questions, we will conclude today's session. Thank you very much for joining us today. We will now take a ten minute break before the TFM session again. Thank you very much. ขอบคุณค่ะ
ค่ะ ขออนุญาตเริ่มเลยนะคะ ก็สวัสดีอีกครั้งนะคะ ขอต้อนรับทุกท่านเข้าสู่งานประชุมนักวิเคราะห์นะคะ สำหรับการรายงานผลประกอบการไตรมาสที่สี่นะคะ ของปี 2568 ของบริษัทไทยยูเนี่ยนฟีดมิลล์ จำกัด มหาชน นะคะ ถัดไปขอแนะนำผู้บริหารที่นำเสนองานในวันนี้นะคะ คุณพีรศักดิ์ ดุมรีโชติ CEO ค่ะ คุณปิยะนุช มาริตนพร CFO ค่ะ เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา เดี๋ยวขอผู้บริหารเริ่มนำเสนอข้อมูลได้เลยค่ะ
ก็สวัสดีนะครับท่านนักวิเคราะห์นักลงทุนนะครับ ก็ผมขอเริ่มนะครับการประชุมนะครับ สไลด์นี้เนี่ยจะโชว์ให้เห็นว่าแม้ว่าอุตสาหกรรมของประเทศไทยนะครับ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำเนี่ยที่ผ่านมานะครับ เราได้เผชิญความท้าทายในหลายๆ ด้าน หลายๆ มิตินะครับ ทั้งไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของโรคระบาดนะครับในกุ้งและในปลา ราคาวัตถุดิบที่ผันผวนนะครับ สภาวะเศรษฐกิจของโลกนะครับที่ค่อนข้างที่จะไม่นิ่งนะครับ แต่บริษัทเนี่ยเรายังสามารถที่จะรักษาการเติบโตนะครับได้อย่างแข็งแกร่งนะครับ เราเองก็ได้ส่งมอบนะครับผลการดำเนินงานนะครับก็ต้องตอบว่าได้ที่ดีที่สุดนะครับตั้งแต่เปิดบริษัทมานะครับ โดยบริษัทเนี่ยสามารถเพิ่มส่วนแบ่งการตลาดทั้งในอาหารกุ้งนะครับแล้วก็ในอาหารปลากระพงมีการเติบโตนะครับทั้งในประเทศไทยและก็การส่งออก ซึ่งเป็นหนึ่งในกลยุทธ์ในปีที่ผ่านมานะครับ เรามีการปรับกลยุทธ์ในการขายหุ้นนะครับ 51% ในบริษัท AMG TFM นะครับ ซึ่งเป็นบริษัทย่อยเรานะครับในประเทศปากีสถานให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิมนะครับ ทำให้เราก็จะสามารถที่จะโฟกัสทรัพยากรนะครับแล้วก็ยังธุรกิจหลักของเราที่มีการตลาดที่แข็งแกร่งแล้วก็มีโอกาสในการเติบโตที่สูง แต่อย่างไรก็ตามเนี่ยในเรื่องของด้านความยั่งยืนในเรื่องของ ESG ของบริษัทและก็ในเรื่องของ Sustainability นะครับ ตลอดเวลาที่ TFM มุ่งเน้นในเรื่องของการบริหารจัดการเรื่องนี้ควบคู่กับการดำเนินธุรกิจนะครับ โครงการสำคัญที่เราได้ cooperate และเราได้เดินหน้าร่วมมือนะครับในเรื่องของ Low Carbon Shrimp นะครับ โครงการที่จะช่วยเกษตรกรนะครับในการเลี้ยงกุ้งในการลดต้นทุนในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกนะครับของฟาร์มในการผลิตเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพนะครับแล้วก็เพิ่มการเพาะเลี้ยงและก็สร้างความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว TFM นะครับก็ยังเป็นผู้ผลิตอาหารสัตว์รายแรกนะครับในทวีปเอเชีย เรายังได้รับการรับรอง Certification ของ ASC นะครับที่เป็น Standard ในขั้นสูงนะครับ ซึ่งสะท้อนถึงความเป็นผู้นำในด้านของความยั่งยืนในอุตสาหกรรมของอาหารสัตว์น้ำนะครับ นอกจากนั้นในเรื่องนวัตกรรมนะครับในปีที่ผ่านมาเราได้คิดค้นนวัตกรรมอาหารกุ้งเม็ดเล็กนะครับที่เราเรียกว่า 1S และ 2S นะครับ ซึ่งถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อทดแทนอาหารที่เป็นคลัสเตอร์นะครับ ซึ่งช่วยยกระดับประสิทธิภาพในการเลี้ยงนะครับ ลดการสูญเสียนะครับในเรื่องของฝุ่นในเรื่องของเม็ดอาหารที่แตกหักสิ่งต่างๆ เหล่านี้เนี่ยเป็นเรื่องของการส่งเสริมในเรื่องของความยั่งยืนและสิ่งแวดล้อมนะครับ ซึ่งเรายังได้รับรางวัลในเรื่อง Innovation มาจาก SET Award นะครับในปี 2565 ที่ผ่านมา และก็เป็นปีที่ TFM เบรกเรคคอร์ดทั้งในด้านผลประกอบการแล้วก็ในเรื่องของ Sustainability ก็ตอกย้ำให้ผู้ถือหุ้นและนักลงทุนนักวิเคราะห์ทราบว่า TFM ที่ผ่านมาเราทำธุรกิจแล้วเรามองเรื่องความยั่งยืนแล้วเรามองเรื่อง Innovation นะครับ สไลด์ถัดไปเนี่ยก็จะสรุปให้ทราบว่าในยอดขายในปี 2568 ที่ผ่านมาเนี่ยเราปิดจบอยู่ที่ 6,035 ล้านบาทนะครับ เติบโตขึ้น
12.5% นะครับจากปีที่ผ่านมา ส่วนใหญ่การเติบโตจากยอดขายในกลุ่มธุรกิจหลักนะครับ ยกเว้นธุรกิจอาหารสัตว์บกนะครับ ในยอดขายในประเทศเนี่ยเราเติบโตได้ดีมากนะครับ เราเติบโตที่ 16.2% นะครับจากปีที่ผ่านมา แล้วก็ที่โดดเด่นมากๆ ก็คือการขายอาหารกุ้งในประเทศนะครับที่เราสามารถเพิ่มส่วนแบ่งการตลาดได้อย่างที่เราตั้งเป้าไว้นะครับ กำไรขั้นต้นนะครับอยู่ที่ 1,340 บาท หรือเพิ่มขึ้น 33.4% จากปีก่อน ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นอยู่ที่ระดับ 22.2% ซึ่งมากกว่าปี 2567 อยู่ที่ 18.7% ซึ่งเป็นผลพวงมาจากกลุ่มอาหารกุ้งและอาหารปลากระพงนะครับที่มีความสามารถในการทำกำไรได้ดี เราก็โฟกัสในการเติบโตนะครับในช่องทางนี้นะครับ แล้วก็จากเนื่องจากปริมาณขายที่เพิ่มขึ้นนะครับก็ทำด้าน Economy of Scale อีกทั้งเรายังเน้นเรื่องการควบคุมต้นทุนการผลิตนะครับทั้งเรื่อง Production Yield และการบริหารจัดการเรื่องวัตถุดิบนะครับ ส่งผลให้กำไรสุทธิในปี 2568 นะครับเราปิดอยู่ที่ 733 ล้านบาท เติบโตขึ้น 36.9% นะครับเปรียบเทียบกับปีก่อน 535 ล้านบาทนะครับ จากการดำเนินงานที่แข็งแกร่งนะครับตามที่ได้กล่าวมาข้างต้น สไลด์นี้เป็นสไลด์ของตัว Track Record ตัว GP นะครับแล้วก็ของ Net Profit ย้อนหลังสามปีนะครับ ก็ในไตรมาสที่ผ่านมาไตรมาสสี่ TFM นะครับยังคงมีอัตรากำไรขั้นต้นในระดับที่สูงนะครับ 22.3% เป็นผลจากปริมาณผลิตและขายที่เพิ่มขึ้นนะครับแล้วก็วัตถุดิบที่ลดลงนะครับเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และสัดส่วนของยอดขายการผลิตนะครับก็ Portfolio ที่เรามีผลิตภัณฑ์ที่ทำกำไรได้สูงขึ้นนะครับจากฐานของปีก่อนเช่นเดียวกันนะครับ อีกทั้งอัตรากำไรสุทธิในระดับที่แข็งแกร่งขึ้นมาที่ 11.3% นะครับ สะท้อนให้เห็นถึงความมีประสิทธิภาพในการบริหารจัดการนะครับของบริษัทอย่างต่อเนื่องนะครับ ในสไลด์ถัดไปนะครับ สไลด์นี้เนี่ยจะเป็นสไลด์ของภาพตลาดอุตสาหกรรมของสัตว์น้ำนะครับ การมีส่วนแบ่งการตลาดในประเทศไทย TFM นะครับสำหรับอาหารกุ้งในปี 2568 เราปรับตัวเพิ่มขึ้นจากปีก่อนนะครับ
โดยปัจจุบันเนี่ยส่วนแบ่งการตลาดของเราเนี่ยรวมสินค้า OEM อยู่ที่ประมาณ 25.3% นะครับ เนื่องจากปริมาณการขายอาหารกุ้งนะครับอันนี้ไม่รวมการส่งออกและอินโดนีเซียนะครับ เติบโตราวประมาณ 25.6% นะครับจากปีก่อน โดยการเพิ่มขึ้นนะครับของส่วนแบ่งทางการตลาดส่วนใหญ่มาจากที่เรามุ่งเน้นผลิตภัณฑ์นะครับที่เป็นอาหารกุ้งแล้วก็ที่มีคุณภาพนะครับที่ดีเป็นหลัก ประกอบกับเราเองเนี่ยให้ความช่วยเหลือนะครับแล้วเข้าไปซัพพอร์ตทำงานคู่กับเกษตรกรในเรื่องทางวิชาการนะครับ ก็ในเรื่องของ Sustain นะครับเรื่องของความยั่งยืน ทำให้เกษตรกรเนี่ยเลี้ยงและประสบความสำเร็จและมีต้นทุนที่ต่ำลงนะครับ สไลด์ที่แปดนะครับเป็นภาพของผลการดำเนินงานในภาพรวมเลยของแต่ละประเทศนะครับ ก็ต้องบอกว่าประเทศไทยนะครับของเรามีการเติบโตที่ดีมากนะครับ โดยสามารถชิงตลาดได้ในอาหารกุ้งและปลาอย่างที่พูดกล่าวมาข้างต้น ด้วยคุณภาพอาหารและการบริการจากฝ่ายขายและวิชาการ สำหรับประเทศอินโดนีเซียเนี่ยช่วงต้นปีนะครับเราเจอผลกระทบในเรื่องของราคาวัตถุดิบนะครับ ในช่วงไตรมาสที่สี่เนี่ยเราได้ผลกระทบนะครับจากเรื่องตัวกัมมันตภาพรังสีในกุ้งของประเทศอินโดนีเซียนะครับที่ไปพบเจอในที่สหรัฐอเมริกานะครับ ก็ทำให้ในไตรมาสสี่ก็มียอดขายนะครับและมีผลกระทบต่อ Value Chain ของอุตสาหกรรมกุ้งนะครับในอินโดนีเซีย ขณะที่ปากีสถานนะครับยังคงมียอดขายที่ปรับตัวลดลงนะครับเนื่องจากโมเดลธุรกิจเราได้เปลี่ยนไปนะครับโดยการรับจ้างผลิตตั้งแต่ Q3 ในปี 2024 แต่โดยรวมแล้วไม่มีผลกับเรานะครับเพราะว่ามันเป็นธุรกิจขนาดเล็กมากและปีนี้เราก็ขายหุ้นให้กับ AGM นะครับ TFM ให้กับ Local Partner เป็นเรียบร้อยแล้วนะครับ ด้านการส่งออกนะครับประเทศอื่นๆ ก็เพิ่มขึ้นจากปีก่อน อันนี้ก็เป็นหมุดหมายและก็เป็นเป้าหมายหลักของการ Diversify ของ TFM อยู่แล้วนะครับ หลังจากการขายไปยังประเทศศรีลังกาที่ยังเป็นคู่ค้าเดิมและก็ยังมีประเทศใหม่ที่เพิ่มเติมขึ้นมามากมายนะครับ ก็คงจะคุยให้ฟังในช่วง Question นะครับ และการส่งออกก็ยังเป็นสัดส่วนที่ยังมีรูมที่ยัง Grow ได้นะครับ เรามี Opportunity ในการขายต่อเนื่องจากนี้ไปนะครับ ค่ะ ถัดไปขอส่งต่อให้กับพี่อ้อมค่ะ หน้านี้เป็นแสดงให้เห็นถึง Dividend Payout สำหรับครึ่งปีหลังของปีผลประกอบการของปี 2025 ประกาศจ่ายอยู่ที่ 30 สตางค์ต่อหุ้น โดยที่ตัว Dividend นี้จะต้องได้รับการ Approve จาก AGM ก่อนในเดือนเมษายน ถ้าภาพรวมทั้งปีก็จะจ่ายอยู่ที่ประมาณ 60 สตางค์ คิดเป็น Dividend Payout อยู่ที่ 81.8% ซึ่งก็สูงกว่าตัว Policy ที่จ่ายไม่ต่ำกว่า
50% โดยที่มี Record Date อยู่ที่วันที่ 27 กุมภาพันธ์ แล้วก็มี Payment Date อยู่ที่ 21 เมษายน หน้านี้ก็จะเป็นการอัปเดตรางวัลที่ได้มีการพูดถึงไปก่อนหน้านี้ว่าในปีที่ผ่านมานี้เราได้รางวัล SET Award ในส่วนของ Outstanding Innovative Company เป็นครั้งแรกเลยที่เราได้รางวัลนี้ ซึ่งจริงๆ โครงการที่เราได้รางวัลครั้งนี้ก็เป็นสิ่งที่เราเคยเล่าให้กับ Analyst ฟังตั้งแต่ปี 2024 แล้วที่เราเริ่มต้นโครงการนี้ในช่วงปลายๆ ปี เราสามารถที่จะคิดค้นแล้วก็ Launch อาหารเม็ดขนาดเล็กสำหรับลูกกุ้งได้ ซึ่งถ้าเป็นขนาดเล็กอย่างที่เราเรียกว่า 1S นี้จะเป็นไซส์ที่เล็กมาก เราเป็นเจ้าแรกในประเทศไทยที่สามารถที่จะทำได้ ซึ่งผลิตภัณฑ์นี้จะช่วยทั้งในเรื่องของต้นทุนของเกษตรกรเพราะว่ากุ้งนี้จะสามารถได้รับสารอาหารอย่างครบถ้วน แล้วก็ยังเป็นผลดีกับสิ่งแวดล้อมไม่เป็น Pollution ให้กับน้ำด้วย ซึ่งอันนี้ก็เลยทำให้เราได้รับรางวัล Outstanding Innovative Company ในปีที่ผ่านมา ถัดไปนี้ก็จะมาลง Detail ในส่วนของผลประกอบการของ Q4 เริ่มตั้งแต่ตัว Sales อยู่ที่ 1,634 ล้าน เติบโตจากปีที่แล้วใน Q4 ปีที่แล้วนี้ 14.3% ถ้ายังพอจำกันได้เมื่อช่วงเวลานี้ของปีก่อนหน้านี้ เราเคยบอกเล่าไว้ว่าใน Q4 2024 นี้จริงๆ เป็นความผิดปกติทางด้าน Season นิดหน่อยเพราะว่าปกติ Q4 มันจะเป็นช่วง Low Season แต่ในปี 2024 กลายเป็นว่า Q4 ปีนั้นนี้เป็น High Season เนื่องด้วยราคากุ้งนี้ดีมากๆ ก็เลยอยากจะบอกว่าถึงแม้ว่าจะเทียบอยู่กับฐานที่ค่อนข้างสูงในปี 2024 เรายังสามารถเติบโตจากฐานที่ High ได้อีกถึง 14.3% ซึ่งหลักๆ ก็มาจากการเติบโตของประเทศไทยเป็นหลักประกอบกับการเติบโตของการส่งออกเนื่องจากทางคู่ค้าของเราที่ศรีลังกานี้ก็สามารถ Recover กลับมาจากสถานการณ์น้ำท่วมโรคระบาดในบ้านเขาประกอบกับเราก็มีการเปิดลูกค้าใหม่ๆ ของประเทศอื่นๆ เพิ่มเติมด้วย การเติบโตนี้ส่วนใหญ่ก็จะมาจากอาหารกุ้งเป็นหลักประกอบกับอาหารปลากะพง สำหรับตัว
Gross Profit Margin อยู่ที่ 22.3% ก็เติบโตขึ้นเช่นเดียวกันเมื่อเทียบกับ Year on Year ซึ่งเดิมอยู่ที่ 20.5% ก็เป็นผลมาจากปัจจัยหลายๆ อย่างในเรื่องของราคา Raw Material ด้วยแล้วก็ตัว Product Mix ที่เปลี่ยนไปมีสัดส่วนของอาหารกุ้งซึ่งมี Margin สูงเพิ่มมากขึ้นด้วย สำหรับ SG&A ถึงแม้ Absolute Number นี้จะเพิ่มขึ้นซึ่งเป็นไปตามยอดขายแต่ว่าถ้าดูที่สัดส่วนต่อ Sales นี้เราคุมได้ค่อนข้างดีใน Quarter 4 อยู่ที่ 9.3% เทียบกับปีก่อนในช่วงเวลาเดียวกันนี้อยู่ที่ 10.2% และภาพรวมของทั้งปีก็จะแสดงให้เห็นว่าสามารถที่จะคุมต้นทุนต่อ Sales ได้ดีเช่นเดียวกัน ใน Q4 นี้ปกติจะเป็น Season ที่เราพาลูกค้าที่ Achieve Target ไปเที่ยว เพราะฉะนั้นก็จะมีค่าใช้จ่ายที่สูงเป็นพิเศษก็จะมีค่าพวกทัวร์แล้วก็ดูแลลูกค้าต่างๆ แต่ภาพรวมทั้งปีก็ยังอยู่ในระดับที่ต่ำกว่านี้ ในไตรมาสนี้มีรายการพิเศษก็คือการขาย AMG TFM ในไตรมาสที่สามนี้เรา Record ตัว Impairment ไปแล้วบางส่วนที่ 17 ล้าน สำหรับไตรมาสที่สี่ก็จะเป็นเกิดการขายจริงเกิดขึ้นก็จะมี Loss อีกก้อนหนึ่งประมาณ 15.8 ล้าน ถึงแม้ว่าจะมีค่าใช้จ่ายตรงนี้นี้ประกอบกับตัว Doubtful Debt ที่เกิดจากสถานการณ์กุ้งไม่ว่าจะเป็นเรื่องโรคหรือว่าเรื่องของ Radiation Issue ที่อินโดนีเซียซึ่งทำให้มี Doubtful Debt ที่ค่อนข้างสูงใน Q4 ในปีนี้ แต่อย่างไรก็ตาม Net Profit Margin เราก็สามารถทำได้ที่ 184 ล้าน เติบโตจาก Year on Year นี้ 22.1% หน้านี้ก็จะสรุปให้ฟังอีกครั้งถึงสัดส่วนของอาหารประเภทต่างๆ ของเรา ตัวอาหารกุ้งอยู่ที่ 65.5% นี่เป็นภาพรวมทั้งปีก็จะเห็นได้ว่าเพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว โดยที่ตัวอาหารกุ้งนี้เป็น Product ที่เรามี Gross Profit Margin สูงที่สุดนี่ก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้มี Improvement ในเรื่องของ Gross Profit Margin ของปีนี้ ถัดไปต่อไปก็จะเป็นการลงรายละเอียดในแต่ละ Product สำหรับอาหารกุ้งก็อย่างที่เห็นว่ามีการเติบโตค่อนข้างที่จะดีมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศไทยเอง ในประเทศไทยนี้ตัว Volume ที่เพิ่มขึ้นใน Q4 นี้สูงถึง 26% เลย ก็เป็นผลพวงมาจากความประสบความสำเร็จในเรื่องของการคงคุณภาพของอาหารกุ้งของเราประกอบกับการให้บริการทางวิชาการที่ก็เป็นที่น่าพึงพอใจ แล้วก็ประกอบกับราคากุ้งก็ยังอยู่ในระดับที่เกษตรกรแฮปปี้อยู่ แต่ว่าในอินโดนีเซียนี้หลังจากที่เขา
Recover ได้มาใน Q3 จากเรื่องเหตุการณ์โรคระบาดในครึ่งปีแรก กลับกลายเป็นว่าเขาไปเจอเรื่องของ Radiation Issue ทำให้เกษตรกรรีบจับกุ้งเพราะว่ามีความไม่แน่นอนในเรื่องของการส่งออกไปประเทศอเมริกาซึ่งเขาในอินโดนีเซียนี้ส่งออกไปอเมริกานี้เป็นหลักเลย ในช่วงนั้นน่าจะสักประมาณเดือนเก้าเดือนสิบนี้ก็เกิด Disruption ของตัว Value Chain ทั้งหมดของอุตสาหกรรมกุ้งในอินโดนีเซีย แล้วก็สถานการณ์ค่อยๆ ดีขึ้นไปลำดับๆ แต่ว่าทางเกษตรกรในช่วงนั้นก็มีการชะลอการลงลูกกุ้งใหม่จนกว่าจะได้รับความชัดเจนในเรื่องของการแก้ไขปัญหานี้ ก็เลยมี Impact ต่อยอดขายอาหารกุ้งในอินโดนีเซียในช่วง Q4 แต่ว่าตอนนี้สถานการณ์ก็ค่อยๆ ดีขึ้นแล้ว ในส่วนของ GP ก็ดีขึ้นถ้าเทียบกับปีที่แล้ว ส่วนหนึ่งก็มาจากตัว Raw Material ที่ราคาดีขึ้นด้วยโดยเฉพาะในส่วนของตัวพวก Soybean Meal ถึงแม้ว่าตัวราคาปลาป่นก็จะมีการปรับขึ้นอย่างค่อนข้างเยอะเหมือนกันใน Q4 ที่ผ่านมา ต่อไปเป็นอาหารปลา อาหารปลาก็มีการเติบโตเช่นเดียวกัน ภาพรวมนี้ก็มีการเพิ่มขึ้น Year on Year 6.7% ซึ่งส่วนมากนี้จะมาจากตัวอาหารปลากะพงซึ่งเติบโตอยู่ที่ 16% เลยทีเดียว ตอนนี้เราเป็นที่หนึ่งจริงๆ เราเป็นที่หนึ่งมานานแล้วของอาหารปลากะพงแต่ว่าเรา ก็ยังสามารถที่จะเติบโตได้ต่อไปอีกเพราะว่าอาหารของเรามีค่อนข้างมีคุณภาพสูงเมื่อเทียบกับคู่แข่ง แล้วก็มีความสม่ำเสมอของคุณภาพ ในขณะที่อาหารของอาหารของปลาอื่นลดลงนิดหน่อยเป็นเพราะว่าหลายๆ ปัจจัยปลาสลิดนี้เกิดโรคระบาดในประเทศไทยเลยทำให้ตัว Market Size นี้มันลดลง จนปัจจุบันก็ยังพยายามแก้ไขปัญหาเกษตรกรก็ยังพยายามแก้ไขปัญหานี้อยู่ ในส่วนของปลานิลก็มีราคาที่ค่อนข้างไม่สูงนัก แล้วก็อีกประเด็นหนึ่งก็คือในเรื่องของความเสี่ยงในเรื่องการติดตามหนี้สินในบาง Area ของปลาอื่นๆ ก็เลยเป็นสาเหตุที่ยังไม่เติบโตใน Sector นี้ แต่ว่าปีนี้เราก็จะพยายามอีกศูนย์ในการผลิตอาหารปลาอื่นแล้วก็พัฒนากันมาอย่างต่อเนื่องใช้เวลาหลายปีแล้วเราคิดว่าจุดนี้เราค่อนข้างแฮปปี้กับศูนย์แล้ว แล้วก็จะเป็นเรื่องของการดำเนินการทางด้าน Sales โปรโมชันและก็เพิ่มยอดขายในส่วนของปลาอื่นๆ ต่อไป สำหรับตัวอาหารสัตว์บกซึ่งเป็น Portion ที่ค่อนข้างเล็กของเรา ตัวยอดขายนี้ลดลง จริงๆ แล้วแต่ถ้าดู Volume ก็จะเพิ่มขึ้นสาเหตุนี้เป็นเพราะว่าราคาขายลดลงเป็นไปตามตัวราคา
Raw Material แต่ว่าตัวมาร์จิ้นนี้ก็ยังอยู่ในระดับที่เราค่อนข้างแฮปปี้ แล้วก็คิดว่าดำเนินการในลักษณะนี้ต่อไป หน้านี้ก็จะเป็นสรุป Bridge กราฟให้เห็นจากที่เคยเล่าไปแล้วว่าการ Improvement จาก 151 ใน Q4 ปีที่แล้วมาจนถึง 184 ใน Q4 ปีนี้ หลักๆ เลยก็จะมาจากการเพิ่มขึ้นของยอดขายและก็การเพิ่มขึ้นของมาร์จิ้นจากสาเหตุที่ได้กล่าวไปข้างต้น SG&A นี้ใน Absolute เดิมเพิ่มขึ้นก็จริงแต่จริงๆ เราสามารถที่จะคุมค่าใช้จ่ายนี้ได้ดีเทียบกับยอดขายที่เพิ่มขึ้น ปัญหาก็จะมีอยู่ในส่วนของตัว Doubtful Debt ดังตามที่ได้เรียนซึ่งทางที่อินโดนีเซียก็พยายามจะแก้ไขปัญหาตัวนี้อยู่เหมือนกันเป็นตามหนี้ที่เกิดจาก Radiation Issue แล้วก็ตัว Disease 15.8 ล้านนี้ก็คือมาจากตัว AMG TFM ที่เราขายขาดทุนไปที่ได้เล่าไปแล้ว แล้วก็นอกจากนั้นก็จะเป็นเรื่องของ Tax ที่ปรับตัวดีขึ้นหลังจากที่เรามี BOI กลับมาในช่วงเดือนปลายเดือนสิงหาคม หน้านี้จะเป็นการสรุปของตัว Cash Flow ปีนี้ก็ยังเป็นภาพลักษณะเดียวกันกับปีก่อนๆ ว่าเราสามารถที่จะมี Operating Cash Flow ที่ค่อนข้างดีซึ่งเราก็จะใช้ไปในการลงทุน Capex ซึ่งส่วนใหญ่ของยอดนี้ก็จะเป็นการลงทุนใน BOI โครงการใหม่สองโครงการของโรงกุ้งที่ระนอดแล้วก็โรงปลาที่มหาชัย อีกส่วนหนึ่งที่เป็น Cash Outflow ก็คือ Dividend Payment ซึ่งตัวนี้ยังไม่ได้รวมที่ได้กล่าวไปเมื่อตะกี้นี้ว่า 30 สตางค์ซึ่งต้องรอ Approve จาก AGM ก่อน นอกจากนั้นก็จะเป็นคล้ายๆ เดิมก็ยังมีหนี้ที่ค่อนข้างน้อย ตัว Ratio พวกนี้นะคะ ก็จะเป็นตัว Cash Conversion Ratio นะคะ ซึ่งเราค่อนข้างที่จะทำได้ค่อนข้างดีนะคะ ตัว Cash Conversion Cycle ก็จะอยู่ที่ประมาณสามสิบห้า ลดลงนิดหน่อยจากปีที่แล้วค่ะ สำหรับตัว Interest Bearing into Equity ก็ยังอยู่ในระดับที่ต่ำนะคะ แค่ 0.09 นั่นเองค่ะ ส่งให้คุณพีรศักดิ์แจ้ง Outlook ค่ะ
ก็ใน Outlook นะครับในปีนี้เรายังมองคาดการณ์นะครับ โดยเฉพาะเรื่องของยอดขายนะครับ Sales Growth เรายังมองการเติบโตต่อเนื่องที่ 8 ถึง 10% นะครับ โดยมีแรงขับเคลื่อนนะครับจาก momentum นะครับในทั้งอาหารกุ้งและอาหารปลานะครับ โดยเฉพาะในประเทศไทยยังมี room ที่จะโตและเรายังเห็น opportunity นะครับ GP นะครับก็ยังอยู่ในระหว่างประมาณ 18 ถึง 20% ซึ่งได้ประมาณนะครับการผลประกอบการจากทั้งราคาปลานะครับ การปรับตัวที่ผ่านมานะครับ แล้วก็เรายังคงต้องรักษามาตรฐานการผลิตที่ดีนะครับ แล้วก็ Portfolio ของสินค้าที่ยังมุ่งเน้นเรื่องของการทำกำไรนะครับ แล้วก็บริหารจัดการเรื่องต้นทุนประสิทธิภาพการบริหารให้เหมาะสมนะครับ SG&A นะครับก็ยังเป็นไปตาม Target เดิมนะครับ ส่วน Capex นะครับปีนี้เราตั้งไว้ 680 ล้านนะครับ ก็ซึ่งรวม Capex จากโครงการใหม่นะครับในเอกวาดอร์นะครับที่เราได้แจ้งข่าวต่อตลาดหลักทรัพย์นะครับ รวมไปถึงการ support และการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตนะครับที่เกิดขึ้นที่ในประเทศไทยแล้วก็ประเทศอินโดนีเซียนะครับ ค่ะ ขอขอบคุณผู้บริหารนะคะสำหรับการ Presentation นะคะ ถัดไปนะคะหากท่านใดนะคะมีคำถามก็จะขอนุญาต prioritize เป็นคำถามในภายใน Hall ก่อนนะคะแล้วก่อนที่จะส่งเข้าคำถามผ่านออนไลน์ค่ะ เชิญได้เลยค่ะ
ถามเอกวาดอร์แล้วกันนะ ถามข้อที่หนึ่ง ประเทศเอกวาดอร์เนี่ยในกรุ๊ปของ TU อะครับ เขามีความสำคัญกับผู้ผลิตในนั้นบ้างหรือเปล่า แล้วก็อันที่สองคือด้วยความที่มันเข้าใจว่าเอกวาดอร์เป็นตลาดกุ้งที่ค่อนข้างใหญ่ เราเข้าไปเนี่ยคือหนึ่งเรามี เรามีโอกาส เรามีโอกาสอยู่แล้วหรือเปล่า หรือว่าใครชวนเราเข้าไปหรือยังไง เพราะว่า Size ซีนเขาค่อนข้างใหญ่ หนึ่งพันเราก็มีหนึ่งพันเจ็ดนะครับ แล้วลงไปช่วงแรกก็อาจจะหกร้อยกว่าล้าน เพราะมันลงทุนสองสร้างสองปีครึ่ง แล้วก็เรื่องของ capacity ที่ในโน้ตที่ส่งให้ตลาดบอกว่าจะเพิ่มขึ้นประมาณ 80% จากปัจจุบันนะครับ มันคือการสร้างทีเดียวขึ้นมาเลยหรือว่าจะทำเป็น Phase Phase ไปครับ เอกวาดอร์ก็ได้ครับ
โอเค ก็เรียนตอบทีละคำถามนะครับ ก็แน่นอนว่าการลงทุนในเอกวาดอร์นะครับ เราเป็นไปตาม Roadmap ถ้าพี่ๆ ทั้งนักลงทุน นักวิเคราะห์ติดตาม GFM ในการที่เราให้การศึกษาใน Roadmap ถึง 2030 ในแผนของการ Organic Growth ที่ 8 ถึง 10% yearly แล้วเราจะมี gap ประมาณ 1,000 ถึง 2,000 ล้านที่เราจะต้องหา JV นะครับ เพื่อที่จะขึ้นไปที่ top up ที่ ten billion ในอดีตในช่วงปีที่ผ่านมาในสองปีที่เรามีการให้ข่าวคือวันนี้ภาพใหญ่เนี่ยใน Roadmap ที่เราวางไว้จนถึงวันนี้ วันนี้เราเดินมาตาม track ทั้งหมด ส่วนโอกาสและการลงทุนเราทำไมเราถึงมองที่เอกวาดอร์ เรื่องแรกก็คือเรื่องของ market size กำลังการผลิตที่เอกวาดอร์เลี้ยงกุ้งใหญ่ที่สุดในโลกใบนี้นะครับ ที่ 1.5 ล้านตัน เติบโตทุกๆ 15% ในทุกๆ ปีในสามถึงห้าปีที่ผ่านมา ล่าสุดก็ 1.5 แสนตัน คูณ FCR market size ของอาหารที่ 1.5 market size ก็จะอยู่ที่ประมาณ 2.25 ล้านตัน นั่นคือเหตุผลหลักนะครับที่กลุ่ม GFM เรามองตลาดและมองหา opportunity นะครับ เพราะ size ที่ลงไปในเรื่องของการลงทุนเนี่ยจริงๆ ก็ขนาดเท่าๆ ประเทศไทยที่การลงทุน 1,700 ล้านนะครับ ที่บอกว่า 80% ก็คือในเรื่องของกำลังการผลิตที่จะโตขึ้น เช่นประเทศไทยเราผลิตที่ 180,000 ตัน ที่เอกวาดอร์ก็จะคล้ายๆ กันครับ ก็จะวิ่งอยู่ที่ 180,000 ถึง 200,000 ตัน นั่นหมายถึงเฉลี่ยแค่ 8 ถึง 10% ของ market size ที่ประเทศเอกวาดอร์นะครับ อันนี้คือเรื่องหลักนะครับ ตอบคำถามที่สองก็ในเรื่องของ relationship partner แน่นอนว่าการลงทุนเนี่ยมีทั้งโอกาสและมีทั้งความเสี่ยง เพราะฉะนั้นสิ่งที่เรามองก็คือในเรื่องของ partner คล้ายๆ กับที่เราไปลงทุนกับ Avanti นะครับที่ประเทศอินเดีย เพราะฉะนั้นคู่ค้าเราที่เอกวาดอร์เนี่ยเรื่องแรกก็คือเรามี partner ที่ค่อนข้างมี network ที่ดีนะครับ จริงๆ แน่นอนว่าตัว partner เองก็มี network มีทั้ง volume value นะครับ จริงๆ ผมก็ยังไม่อยากลงรายละเอียดลึกนะ อาจจะเก็บไว้นิดนึง แต่อยากให้คงไว้ว่าเรามี partner ที่เป็น partner ในสายของอุตสาหกรรมนั้น แล้วก็มี network supply chain network ที่ดีพอสมควรนะครับ ก็ขอตอบ only ประมาณนี้นะครับ
เขาคนทำอาหารกุ้งที่เอกวาดอร์ครับ เขามีไอตัวเขามีไหม ตัว ASC ตัว Certificate ของเราเนี่ยที่นู่นเขามีไหม
จริงๆ จริงๆ ที่นู่นมีหมดครับ มีหมด เพราะว่าเอกวาดอร์ตลาดหลักของเอกวาดอร์ก็คือประเทศสหรัฐอเมริกานะครับ นั่นคือเหตุผลว่ากุ้งที่เขาผลิตเนี่ยส่วนใหญ่ก็ส่งออกไประดับ World Class นะครับ ก็มีทั้งอเมริกา มีทั้งประเทศจีน มีทั้งยุโรปนะครับ ก็มีความหลากหลาย ได้เปรียบในเรื่องของภาษี ได้เปรียบในเรื่องของ Barrier ต่างๆ นะครับ แล้วก็ Certification ก็มีหมดครับ
อยากถามอีกนิดนึงครับว่าด้วยความที่ Size เขาใหญ่เนี่ย มาร์จิ้นมันจะเทียบกับที่เราทำขายในประเทศได้ไหม ตัว Gross Margin ของอาหารกุ้ง
จริงๆ Average เฉลี่ยก็ไม่ได้แตกต่างมากนะครับ ขึ้นอยู่ในในแต่ละบริบทก็ก็แน่นอนว่าการทำการทำมาร์จิ้นก็อยู่ที่หลายๆ อย่างนะครับ พอถ้ายอดขายมา Volume มา Portfolio Product Mix ดีนะครับ แล้วก็ราคาต้นทุนวัตถุดิบเหมาะสม ไม่ได้ขึ้นไปมากนะครับ การบริหารจัดการที่โรงงานดี มีอะไรดีทั้งหมดเนี่ย ผมคิดว่าจะอยู่ระดับใกล้เคียงกัน
คำถามสุดท้ายครับ ตัว Gross Margin ใน Guidance ที่เราให้สิบแปดถึงยี่สิบเปอร์เซ็นต์เนี่ย ถ้าเทียบกับปีที่แล้วมันดรอปลงอ่ะ ผมเข้าใจว่าปีที่แล้วเป็นปีพิเศษแล้วกัน ทีนี้ผมถามว่า Assumption ที่เราใช้เนี่ย เรามองปลาป่นเท่าไหร่ ตัวซอยบีนเท่าไหร่ แล้วก็โตงเท่าไหร่ครับที่ทำให้อยู่ประมาณสิบแปดถึงยี่สิบเปอร์เซ็นต์
จริงๆ ในช่วง Q1 ก็จะเป็นช่วง Low Season จริงๆ ตัว Guidance เนี่ยเราก็พยายามปรับในทุกสามหกเดือน ทุกไตรมาสนะครับ อันนี้เป็น Guideline ที่เราเห็นจริงๆ ก็อยู่ใน Standardized แล้วก็ดูในเรื่องของ Real Time Performance หมายถึงว่าวัตถุดิบบางตัวขึ้นบางตัวลง แต่ Offset ก็จะทำให้ Cost มันค่อนข้างนิ่ง แต่เนื่องจากว่าช่วงฤดูชิลก็อาจจะแบบ Low Season นิดนึง มกราคม กุมภาในทุกๆ ปีนะครับ แล้วเราก็จะมา Peak ในช่วงสอง สาม สี่นะครับ
ถ้างั้นแสดงว่าถ้ามองมุมกลับก็คือไตรมาสหนึ่ง margin ก็อาจจะตาม guidance เดี๋ยวสอง สาม สี่ แล้วเราค่อยว่ากันอีกทีหนึ่ง outlook ไตรมาสหนึ่งเป็นยังไงบ้างครับ
อะไรนะครับ
Outlook ไตรมาสหนึ่งเป็นไงบ้างครับ
ก็ไตรมาสหนึ่งอะค่ะ มันปกติก็จะเป็น Low Season อันนี้ค่อนข้างจะสม่ำเสมอทุกปีนะคะ เพราะฉะนั้นตัว GP ก็จะเป็นเรื่องของ Fixed Cost ที่ถูกดึงด้วย Volume ที่น้อย อันนี้ก็จะตามที่นักวิเคราะห์ได้แจ้งเลยค่ะ ใน Q ถัดๆ ไปก็ถ้า Volume เพิ่มขึ้น GP ก็จะเพิ่มขึ้นเป็นปกติ แต่ทีนี้ตัวหลักที่จะเป็นตัวแปรก็คือในเรื่องของราคาปลาป่นที่ดูที่จะมี Trend ค่อนข้างจะเป็นขาขึ้นอยู่ ถึงแม้ช่วงนี้จะขึ้นไม่แรงเท่าใน Q ที่ผ่านมานะคะ ที่ขึ้นค่อนข้างฉานมาก ส่วนราคา Raw Material ตัวอื่นๆ ตอนนี้คิดว่ายังไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงมากนักค่ะ
งั้นผมถามกลับแล้วกัน ไตรมาสหนึ่งเทียบกับสี่ โอเคมัน Low Season อันนี้สี่เทียบหนึ่ง เทียบกับสี่มัน Low Season เนี่ยลงแน่ๆ ถ้า Year on Year ยังโตตาม Guidance ไหมตัวรายได้ไตรมาสหนึ่งอะคะ Year on Year
ก็จะพยายามยังเติบโตให้ได้ตาม Guidance ค่ะ จะพยายามค่ะ มีคำถามเพิ่มเติมไหมคะ สามารถสอบถามได้เลยนะคะ
ตัวโรงงานใหม่ที่เอกวาดอร์นะครับ ถ้าดูจากในแง่มุมของกำลังการผลิตนี่เรามองว่ามันจะเป็นสักกี่เปอร์เซ็นต์ของกำลังการผลิตทั้งหมดนะครับ
กำลังการผลิตทั้งหมดของในเอกวาดอร์หรือในในตัวเลยครับ อ๋อ แค่ประมาณแปดถึงสิบ% ไม่ได้เยอะครับ
ค่ะ งั้นเดี๋ยวขออนุญาตให้ผู้บริหารนะคะช่วยอัปเดตนะคะกลยุทธ์ที่จะ Drive ธุรกิจในปีของ 2026 นิดนึงค่ะ
โอเคครับ กลยุทธ์นะครับในปีนี้เนี่ย อย่างที่ผมชี้แจงนะครับว่า Growth เรายังมองที่ 8 ถึง 10% นั่นหมายถึงว่าปีที่แล้วเราโตมาไม่ว่าจะเป็น Average 12 ถึง 15% ปีนี้เราจะโตต่อ คำถามก็คือจะโตตรงไหนนะครับ แน่นอนเราต้องโตในเรื่องของตัวที่ทำมาร์จิ้นสูงสุด Market Share ของกุ้งเราปีนี้จริงๆ ประเทศไทยกุ้งผลผลิตในประเทศไทยไม่ได้เพิ่มขึ้น ปีที่แล้วก็ 250,000 ก็ Flat นะครับ ซึ่งคาดการณ์ปีนี้ผมก็คิดว่าตัวเลข Estimate เท่าเดิมคือ 255.45 เนี่ยก็จะทำให้มี Market Size ประมาณ 320,000 วันนี้เราขายอยู่ประมาณสัก 100,000 ทีนี้เราปีนี้เราจะแพลนขึ้นก็น่าจะประมาณผมแพลนตัวเองก็คือประมาณขึ้นไปอีก 30% Market Share นั่นหมายถึงว่าเราต้องเพิ่มขึ้นนะครับในสินค้ากุ้ง ซึ่งตลาดไม่ได้เติบโต แต่ GFM จะบุกเข้าไปแย่งชิงส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมา นั่นคือตัวหนึ่ง Key นะครับ Delivery สองก็คือในเรื่องของปลากระพง ปลากระพงเนี่ยมีผลผลิตทั้งประเทศประมาณ 38,000 ถึง 40,000 ตัน ผมคิดว่าวันนี้เราก็เกินครึ่งนะครับ บาง Area เรายังไม่ถึงครึ่ง บาง Area เราเกินครึ่ง เพราะฉะนั้นปีนี้ End in Mind คือว่าเราจะเพิ่ม Market Share ในปลากระพงนะครับเฉลี่ยขึ้นไปนะครับ ถ้าดูตัวเลขจากคุณอ้อก็ประมาณสัก 47 ถึง 48 เราก็พยายามขึ้นไปที่ 50 กว่าเปอร์เซ็นต์ นั่นคือ End in Mind นั่นคือ Final Destination ในสองตัวหลัก ส่วนใน Keyword ของตัว Export นะครับก็จริงๆ Export เรามีหลายเรื่องนะครับที่เรากำลังทำงานนะครับ แต่ก็เดี๋ยวจะขอไปคุยใน Q2 นะครับ ซึ่งผมคิดว่าก็จะเห็นภาพได้มากขึ้น ซึ่งอันนี้เป็นตัว Engine Drive New Engine ของเราในการที่จะ Manage Portfolio เรามีหลายประเทศมากครับ ซึ่งวันนี้ผมกำลังหว่านเมล็ดกันอยู่นะครับ ถ้าพวกเราติดตาม พี่ๆ ติดตามจะเห็นว่าพอร์ตทุกพอร์ตทั้งกุ้งและปลาแล้วต่างประเทศเนี่ยเติบโตขึ้น ซึ่งยังเป็นโมเมนตัมอยู่นะครับ แล้วก็บริหารการจัดการเราก็จะยังคงเน้นเรื่องของ Sustainability เราคงจะเน้นในเรื่องของ Innovation ควบคู่ไปกับธุรกิจ GFM ที่เราต้องการเป็น World Class Business เราต้องการที่จะเป็น Leading ในการทำเรื่อง Sea Change ให้ relate กับ TU เพราะฉะนั้นวันนี้ขายของเนี่ย GFM Reline นะครับ แล้วก็ไปในกลุ่ม TU
เพื่อให้ Worldwide Customer นี้เนี่ยได้ Match ให้มากที่สุด วันนี้เนี่ยถ้าเราฟังก็คือเกษตรกรวันนี้ต้องมาทำเรื่อง Sustainable เรื่อง Low Carbon เรื่องอะไรต่างๆ ซึ่งวันนี้เกษตรกรในประเทศไทยให้ความสนใจ และปีนี้ก็จะเป็นปีของการเปลี่ยนแปลง ซึ่งพวกเราก็จะ Tighten กันมากขึ้นครับในการที่จะออกไปสื่อสารกับเกษตรกรครับ ก็อยากจะให้รอดูยังไม่อยากจะพูดอะไรมากในเดือนเมษายนที่จะเกิดขึ้นครับ ก็จะเป็นอีก Section หนึ่ง อีกเป็น Move หนึ่งที่เกิดการเปลี่ยนแปลงในวงการอุตสาหกรรมในการสื่อสารกับเกษตรกรให้มีความเข้าใจในเรื่องของตลาด ให้มีความเข้าใจในเรื่องของการปรับกลยุทธ์ครับ ไม่ว่าจะเป็นทั้ง Demand แล้วก็ในเรื่องของ Supply Chain ครับ อันนี้เป็นอีกรูปแบบหนึ่งซึ่งเรากำลังจัดแคมเปญครับ ซึ่งจะ Roll out ออกไปในแต่ละภูมิภาคเพื่อช่วยกระตุ้นเกษตรกรและให้แก้ Line เกษตรกร สรุปก็คือ TFM จะทำงานใกล้ชิดกับเกษตรกรมากขึ้นตามหลักการที่เราวางไว้ในแต่ละ Pillar เพื่อให้เกษตรกรมีความเชื่อมั่นแล้วก็เสริมสร้างตลาด เพราะเราก็เชื่อว่าถ้าเกษตรกรอยู่ได้ผมว่าอุตสาหกรรมในประเทศไทยทั้งส่งออกและ Supply Chain จะอยู่ได้ เพราะฉะนั้นเราก็ต้องทำให้ให้ในประเทศเนี่ย Healthy ส่วน Pillar ที่สองที่ผมบอกตลอดก็คือผมต้องการ Diversity Supply for Portfolio จะเห็นว่าต่างประเทศที่ผม Touch ไปบวกกับการลงทุนในเอกวาดอร์ตัวนี้จะเป็นตัว Pillar ของ TFM ในการจัด Portfolio ในการบริหารทั้ง SKU สินค้าทั้ง SKU ของต่างประเทศครับที่บริหารความเสี่ยง แล้วเราก็มองภาพตรงนี้ไปก็ยังอยู่ใน Roadmap อย่างที่ผมบอกถ้าพี่ๆติดตามเนี่ยวันนี้ยังอยู่ใน Track ที่ผมแจ้งไปในเมื่อสองสามปีที่ผ่านมาครับ แล้วเราก็จะพยายาม Focus ใน Track นี้ที่เราตั้งเป้าเพื่อให้บรรลุสองศูนย์สามศูนย์หรืออาจจะทำให้มันดีขึ้นครับ อันนั้นคือ Game Plan ครับ แล้วก็จะเรียนชี้แจงให้ทราบครับ
ขอไมค์ให้กับ Analyst ด้วยค่ะ
อยากถามสั้นๆ อีกเรื่องหนึ่งคือสองปีที่ผ่านมาปันผลเรา Payout ค่อนข้างสูง ปีก่อนหน้านั้น 100% ปีละ 80% คำถามคือหลังจากนี้เรามี Project ที่ต้องใช้เงินค่อนข้างเยอะ Payout เราจะเป็นอย่างไรในปี 2022 2027
ก็เอ่อคงต้อง Balance กันระหว่างเงินลงทุนกับ Dividend แต่ว่าก็คงจะไม่ได้ทิ้ง Dividend ก็คงจะพยายามทำตาม Policy คือไม่ต่ำกว่า 50% ค่ะ
ก็ตอบคำถามนะครับ ไม่ต่ำกว่า 50% ถึงแม้เราจะมีการลงทุนมอลต์ก้าไปข้างหน้านะครับ แน่นอนว่าเราก็ต้องใช้หลักการ Policy เหมือนเดิม
ครับ อยากทราบ Target Market Share ของ Shrimp Business ในปีนี้ครับ
ก็เอา Market Share ก่อนจริงๆ ถ้าสองสามปีที่ผ่านมาผมดูตัวเลขตั้งแต่ปียี่สิบสี่ ยี่สิบห้า ยี่สิบหกในการ Grow นะครับ ผมมี Market Share ปลากระพงตั้งแต่ปีสองสิบสี่เรามี Market Share ที่สามสิบแปดเปอร์เซ็นต์ สองห้าเรามีสี่สิบห้า สี่สิบหกเปอร์เซ็นต์ สองหกเนี่ยเราก็ตั้งเป้าไว้ที่ห้าสิบเปอร์เซ็นต์นะครับ แล้วก็ปลาน้ำจืดนะครับ เมื่อก่อนเราน้อยมากนะครับปลาน้ำจืดเราปีสองสี่แค่เจ็ดเปอร์เซ็นต์นะครับ ปียี่สิบห้าเราขึ้นมาเก้าเปอร์เซ็นต์ ปีนี้ target เราขึ้นไปสิบสามเปอร์เซ็นต์ เติบโตทุกปีนะครับในขณะที่ Size แล้วก็ Productivity ผลผลิตในประเทศไม่ได้เพิ่มขึ้นนะครับ ส่วนของอาหารกุ้งนะครับก็แน่นอนว่าเราก็มีการเติบโตในแพลตฟอร์มในสามปีที่ผ่านมาจริงปีปีสองสี่เราก็มี Market Share อยู่ประมาณสักผมว่ายี่สิบเจ็ดเปอร์เซ็นต์ ถ้าผมจำไม่ผิดที่ผมเข้ามามันมีแค่สิบหก สิบเจ็ดเปอร์เซ็นต์นะครับ หลังจากนั้นเราก็ขึ้นมาที่ยี่สิบสี่ ยี่สิบห้าเปอร์เซ็นต์นะครับ แล้วก็ปีนี้ก็แน่นอน Challenge นะครับ แต่ก็ยังอยู่ในเรดาร์และที่ผมจะโฟกัสก็คือว่าผมปีที่แล้วเราขายประมาณสักแสนตันอย่างนี้นะครับ ก็คิดว่าจะขึ้นอีกสักเป็นแสนสองอะไรอย่างเงี้ยยี่สิบเปอร์เซ็นต์ ก็คิดว่าถ้าผลผลิตประเทศไทยสองแสนห้านะครับคูณ FCR สักหนึ่งจุดสี่ห้าเนี่ยก็ประมาณสักสามแสนห้านะครับ ก็ลองคำนวณดูว่าในสายแสนสองในสามแสนห้าก็ประมาณสักเกือบๆ สามสิบเปอร์เซ็นต์ นั่นคือหมุดหมายที่จะไปและนั่นคือตัวที่เราจะ Drive Margin นะครับทั้งตัวปลากระพงแล้วก็กุ้งนะครับ บวกกับการบริหารจัดการพอร์ตที่ต่างประเทศนะครับ แล้วก็ Export Market ที่เราจะเติมเข้าไปรวมไปถึงเรื่องของการทำงานร่วมกับเกษตรกรและ Engagement Game Plan ก็คือว่าเราลงทุนเรื่อง BOI ไปแล้วเมื่อปีที่แล้ว Game Plan ของปีนี้คือเราจะใช้กำลังการผลิตของ BOI และปีนี้ให้เพิ่มกำลังการผลิตโดยเราไม่ต้องลงทุนเพิ่มในประเทศไทย Keyword ก็คือถ้าเราทำ
Product Mix ตัวกำไรได้ดีและเติบโตใน Segment กุ้งและปลากระพงปลาน้ำจืดเหล่านี้ก็จะมีเรื่องของ Volume เข้าไปช่วยโรงงาน คนเริ่มใช้เท่าเดิมคนเลยไม่ได้เพิ่มขึ้น Capacity ของเราก็จะใช้ได้เต็มที่เราต้องการให้แต่ละเดือนแต่ละปีเนี่ยมีมี Demand ที่สม่ำเสมอ เพราะฉะนั้นการบริหารจัดการก็คือพอ Cap ขึ้นตันเน็ตขึ้น Overhead เรา Expect Going down เพราะนั้นบาทต่อกิโล Fix Cost ก็ถูกลง Keyword HDA ก็ควบคุมให้อยู่ในระดับเท่าเดิมในขณะที่ต้นทุนวัตถุดิบไม่ได้เปลี่ยนแปลงมากราคาขายไม่ได้เปลี่ยนแปลงมากนะครับ ก็ก็จะทำให้เรานั่นคือ Game Plan นะครับและนั่นคือเป้าหมายผมนะครับ ก็ก็แชร์ให้ให้ท่านทั้งนักวิเคราะห์และผู้ลงทุนทราบ ท่านใดมีคำถามเพิ่มเติมไหมคะ ตอนนี้คำถามทางออนไลน์ที่เข้ามาไม่มีนะคะ แต่ว่าอยากให้ผู้บริหารเป็นคำถามสุดท้ายก่อนที่เราจะจบแล้วกันนะคะ เป็นให้อัปเดตนะคะเกี่ยวกับตัว Raw Material Price นะคะที่จะเกิดขึ้นในปี 2026 ว่ามีแนวโน้มเป็นอย่างไรบ้างคะ ราคา Raw Mat ค่ะ ก็อย่างที่เรียนไปค่ะ ตัว Fish Meal ก็มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นนะคะ ซึ่งขึ้นมาสิ้นแล้วก็ติดตามทุกๆ week นะคะ ที่มีการประกาศราคาทุกๆสัปดาห์ ในส่วนของตัว Dehulled Soybean กับ Wheat Flour นะคะ ก็ค่อนข้างที่จะยัง stable อยู่นะคะ เราก็มีการติดตามราคาอย่างใกล้ชิดเช่นเดียวกัน ส่วนตัวหลักๆ เนี่ย เราพยายามจะล็อกล่วงหน้าละสามเดือน หกเดือนนะคะ แล้วก็ทยอยเรื่อยๆ เสี้ยกเข้ามานะคะ เพื่อคงต้นทุนไว้ให้ได้ในระดับที่เรา manage ได้มากที่สุดนะคะ ก็ไม่ได้หวังว่าจะต้องซื้อที่ราคาถูกที่สุด แต่ว่าเป็นระดับราคาที่เราพอใจ ก็นั่นก็จะเป็นวิธีการบริหารจัดการต้นทุนของที่นี่ค่ะ ค่ะ เนื่องจากไม่มีคำถามเพิ่มเติมนะคะ แล้วก็ทั้งหมดนี้เป็นภาพรวมนะคะ ผลประกอบการที่เกิดขึ้นในปี 2025 นะคะ แล้วก็ผู้บริหารได้ให้ Outlook ของปี 2026 ไว้เรียบร้อยแล้วนะคะ ก็สำหรับวันนี้ขอขอบคุณทุกท่านมากค่ะ สวัสดีค่ะ